อีสานลั่นกลองรบ มหาสารคามปลุกม็อบซ้อมใหญ่ ก่อนร่วมเวที กทม. 14 ตุลาฯ นี้

วีรวรรธน์ สมนึก เรื่อง 

อติเทพ จันทร์เทศ ภาพ 

เมื่อวานนี้ ( 4 ตุลาคม 2563) ที่สนามฟ้า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลุ่มแนวร่วมนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายประชาชนหลายจังหวัดในภาคอีสาน จัดชุมนุมทางการเมืองในชื่อ “อีสานลั่นกลองรบ” เพื่อสนับสนุนแนวทางการชุมนุมคณะประชาชนปลดแอกที่จะขึ้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 นี้ โดยมีประชาชนและตัวแทนเสื้อแดงอีสานจาก  20 จังหวัดเข้าร่วมหลายพันคน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มเข้าตรวจตราความเรียบร้อยบริเวณสถานที่จัดงาน โดยเวลาประมาณ 11.00 น. ตำรวจได้ยึดหนังสือชื่อ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหาของอานนท์ นำภา” และหนังสือรวมบทกวีของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ต่อมาเวลา 14.00 น. ได้นำแผงเหล็กและรถตำรวจมากั้นทางเข้า-ออกพื้นที่ชุมนุม ซึ่งมีรายงานว่า ตำรวจบางคนได้ไปดักรอพบแกนนำนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามที่หอพัก แต่ไม่ได้รับการยืนยันว่าตรวจยึดหรือทำการอื่นใดหรือไม่ จากนั้นกิจกรรมเวทีปราศรัยเริ่มขึ้นเวลาประมาณ 16.00 น. 

ตำรวจสภ.มหาสารคามพยายามเข้ามาติดกล้องวงจรปิดในพื้นที่การชุมนุมทำให้เกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุม

โดยเวลาประมาณ 19.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มหาสารคาม พยายามเข้ามาติดกล้องวงจรปิดภายในพื้นที่การจัดกิจกรรม โดยอ้างว่าเพื่อความปลอดภัย แต่ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ ขณะเดียวกันยังขอให้ผู้จัดงานปลดป้ายผ้ามีข้อความเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยินยอม 

เรียนรู้จากเสื้อแดงสู่ชัยชนะด้วยกัน 

อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ปราศรัยว่า ไม่คิดว่าการต่อสู้ของประชาชนจะยกระดับอย่างรวดเร็วมาถึงวันที่เราสามารถพูดปัญหาของสถาบันกษัตริย์ได้อย่างตรงไปตรงมา ตอนที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศชุมนุมในมหาวิทยาลัย ก็ไม่มีใครชูป้ายวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่เป็นป้ายที่วิจารณ์บทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างอ้อมๆ ไม่มีทางแปรความหมายเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากตั้งคำถามถึงสถาบันกษัตริย์

เขาปราศรัยอีกว่า นักศึกษาหลายคนที่ตั้งต้นชุมนุมในวันนั้นถูกข่มขู่คุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่นักศึกษาก็ยังคงชุมนุม กระทั่งเจอปัญหาโควิด-19 และกลับมาชุมนุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ถนนราชดำเนิน ป้ายและข้อความก็เป็นการกล่าวถึงปัญหาของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา จนนำไปสู่การคุกคามขนานใหญ่ มีการแยกส่วนระหว่างนักศึกษากับคนเสื้อแดง กระทั่งมีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวขอโทษคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

“แต่การต่อสู้ยังไม่จบ เพราะประชาชนยังไม่ได้เอ่ยถึงปัญหาสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นทางการ กระทั่งนำไปสู่การชุมนุมเสกคาถาปกป้องประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 และท้ายสุดเป็นจบที่งานธรรมศาสตร์จะไม่ทนวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นโจทย์ชิ้นใหญ่ให้พวกศักดินาที่พยายามจะลดทอนการต่อสู้ เหลือเพียงการไล่พลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ออกไป และให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมโจมตีว่า นิสิตนักศึกษาจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ เราขอเรียนว่า ประชาชนมีกรอบในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และวันนี้ยังยืนยันกรอบนี้อยู่” ทนายด้านสิทธิมนุษยชนปราศรัย 

“ผมจะสู้แบบม้วนเดียวจบเพื่อเอาประยุทธ์ออก แล้วร่างรัฐธรรมนูญและเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ให้เรากิน เราจะล้มโต๊ะ” อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ปราศรัย

อานนท์กล่าวเปรียบการต่อสู้ครั้งนี้ว่า ถ้าเรามีบ้านแล้วหลังคารั่ว ฝนตกเมื่อใดน้ำท่วมประตูก็บวม วันนี้กลุ่มอนุรักษ์นิยมบอกว่า ยังไม่ต้องซ่อมหลังคา แค่เปลี่ยนประตูไปก่อน แต่ปัญหาก็ยังไม่หายไป ตอนนี้พวกเขาส่งคนมาลดเพดานการต่อสู้ว่า อย่าเพิ่งขึ้นไปซ่อมหลังคา ตกลงมามันจะบาดเจ็บ เพราะเขาเคยขึ้นมาแล้ว แต่ขาของพวกคุณ มือของพวกคุณที่ปีนในวันนั้น มันไม่แข็งแรงเท่าคนรุ่นใหม่ในวันนี้ เพราะคนรุ่นใหม่เขาเรียนรู้การต่อสู้ในอดีตมาแล้ว

อานนท์ยังกล่าวอีกว่า การได้เรียนรู้จากเสื้อแดงทำให้รู้ว่า เราจะพาเสื้อแดงไปสู่ชัยชนะด้วยกัน เราได้เห็นนักสู้คนรุ่นใหม่ที่เป็นนักเรียนมัธยมฯ ที่เป็นนักต่อสู้ เราปิดหูปิดตาคนรุ่นใหม่ไม่ได้แล้ว เพราะเราเห็นร่วมกันว่า ถ้าปล่อยให้แบบนี้เป็นปัญหา จะไม่เหลือประเทศไทยไว้ เราพูดถึงปัญหาอย่างรอบด้าน ทั้ง LGTB และการที่เสื้อแดงถูกสลายการชุมนุม ถ้าเราไปหลงกลลดเพดานการต่อสู้ สักวันพวกเขาก็จะสั่งให้ทหารออกมารัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง เพราะข้อเรียกร้อง 10 ข้อของการปฏิรูปสถาบัน ดังนั้นอย่าไปหลงกล คำว่า อย่าพูดถึงปัญหาสถาบันกษัตริย์ คือกลลวงของการลดเพดานการต่อสู้ เราต้องนึกถึงใบหน้าหลายๆ คนที่ตายไปเพื่อการต่อสู้ หากลดเพดาน พวกเขาจะเสียใจในปรโลก

“การต่อสู้ครั้งนี้เดิมพันสูง ทุกคนถูกบีบ ถูกสะกัด ไม่ให้การต่อสู้ลุกลามบานปลาย  วันที่ 14 ตุลาฯ นี้ ต้องเห็นดำเห็นแเดงกันไป น้อยคือแพ้ ไปเยอะคือชนะเท่านั้น นี่คือต้นทุนที่พวกเราทุกคนต้องแบกรับ หลัง 14 ตุลาฯ ผมจะสู้แบบม้วนเดียวจบกับพี่น้อง เพื่อเอาประยุทธ์ออก แล้วร่างรัฐธรรมนูญและเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ให้เรากิน เราจะล้มโต๊ะ” อานนท์ปราศรัยทิ้งท้าย

ปัญหาโครงสร้างสังคมที่มาจากส่วนกลาง โดยไม่สนใจภูมิภาค

จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ปราศรัยเป็นภาษาอีสานว่า พวกเราทุกคนรู้แล้วว่า ตอนนี้ประเทศนี้มีปัญหาอะไร ช่วงแรกๆ ถ้าเราเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา จะเห็นว่ามันเกิดจากความอัดอั้นตันใจที่อยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการมานาน การเคลื่อนไหวของนักศึกษาทำให้เปิดพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชน ทำให้คนออกมาระบายความอึดอัดที่มีต่อรัฐบาล และอยากกอบกู้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์กลับคืนมา 

“หากมีใครบอกว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยชอบธรรม ก็จะขอย้อนไปถึงการจับกุมผู้เห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกจับจาก พ.ร.บ.ประชามติ เพราะไปแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย กระทั่งผลของรัฐธรรมนูญที่ทำให้ได้รัฐบาลแบบนี้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่ชอบธรรม” ไผ่ ดาวดิน ปราศรัย 

จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองปราศรัยบนเวทีอีสานลั่นกลองรบที่ จ.มหาสารคาม

นอกจากนี้เขายังปราศัยอีกว่า ผลพวงอีกอย่างคือ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า อยากให้ฟังข้อเสนอ 3 ข้อ ได้แก่ 1. หยุดคุกคามประชาชน 2. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3. ยุบสภา รวมไปถึงข้อเสนอ 10 ข้อต่อการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นปัญหาหลักของประเทศในขณะนี้ 

เขากล่าวอีกว่า โครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ทำให้หลายคนที่จัดการชุมนุมถูกคุกคาม มีคำสั่งจากส่วนกลางโดยไม่สนใจคนในระดับภูมิภาคว่าเขาต้องการสิทธิชุมนุมทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่เองก็ไม่อยากมาคุกคามประชาชน แต่ได้รับคำสั่งจากส่วนกลาง เลยเลี่ยงไม่ได้ 

“เราเลยต้องการเปลี่ยนแปลงด้วยการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้น วันที่ 14 ตุลาคมนี้ จะเป็นวิวัฒนาการม็อบอีกขั้นเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก” จตุภัทร์ประกาศบนเวทีปราศรัย

ทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติผ่านร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ส่วนภาณุพงษ์ ศรีธนานุวัฒน์ หรือ ไนซ์ ดาวดิน นักเคลื่อนไหวทางสังคมด้านสิ่งแวดล้อม ปราศรัยว่า หลายครั้งที่ลงพื้นที่ สิ่งที่เจอคือ มหากาพย์แห่งน้ำตาลเลือด ย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจได้ออกนโยบายปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของชาวอีสานด้วยการออกนโยบายว่าจะตั้งโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวลอีก 29 แห่งทั่วภาคอีสาน โดยมีนายทุนโรงงานน้ำตาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งโครงการนึ้จะทำให้คนอีสานเป็นแค่แรงงาน 

“ซ้ำร้ายโครงการเหล่านี้ยังถูกบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ยอมให้ประชาชนอีสานมีส่วนร่วมในการพัฒนา อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยังผูกพันการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดังนั้นต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ไนซ์ ดาวดิน ปราศรัยช่วงหนึ่ง 

เสื้อแดงอีสานคัมแบ็คหนุนพลังคนรุ่นใหม่

ช่วงท้ายการชุมนุม มีการรำลึกวีรชนผู้สูญเสียทางการเมือง-คนเสื้อแดง 20 จังหวัดในอีสานประกาศ  โดยเปิดเพลงรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและยืนสงบนิ่งไว้อาลัยกับการจากไปของคนเสื้อแดงในเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 

ตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดงจาก 20 จังหวัด ประกาศสนับสนุนการชุมนุมของนักศึกษาในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่กรุงเทพฯ

ตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสานจาก 20 จังหวัด กล่าวว่า งานนี้ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่ครั้งนี้เป็นเวทีของนักศึกษา การที่คนเสื้อแดงมาวันนี้ มาด้วยความภาคภูมิใจและจะอยู่เคียงข้างนักศึกษา เพราะทุกคนล้วนผ่านสนามรบมาแล้วทั้งสิ้น  หลายต่อหลายคนเคยร่วมเรียกร้อง ร่วมกดดัน และนอนบนท้องถนน หลังรัฐประหาร 2557 หลายคนเคยถูกเรียกเข้าค่ายทหาร 

“วันนี้ประกาศเลยว่า คนเสื้อแดงภาคอีสานจะต่อสู้ร่วมกับพลังคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่กับคนเสื้อแดงพฤษภาฯ ปี 2553 มีแนวทางเดียวกัน คือโค่นล้มเผด็จการในรูปแบบต่างๆ และจะสนับสนุนการชุมนุมของคนรุ่นใหม่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ดังนั้นวันที่ 14 ตุลาคม 2563 นี้ กลุ่มคนเสื้อแดงอีสานก็จะเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อไล่เผด็จการที่กรุงเทพมหานครด้วย” ตัวแทนคนเสื้อแดงอีสานประกาศ 

หลังจากนั้นบนเวทีได้แสดงดนตรีจากศิลปินเสื้อแดงแป๊ะ บางสนาน และวงดนตรีสามัญชนเพื่อไว้อาลัยกับการเสียชีวิตของประชาชนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษาฯ – พฤษภาฯ 2553 ก่อนจบกิจกรรมเวลาประมาณ 22.00 น. และมีการนัดหมายชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 14 ตุลาคม 2563

Scroll Up