ผู้หญิงอีสานกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19

หทัยรัตน์ พหลทัพ เรื่อง

จอห์นมาร์ก​ เบลลาโด ภาพ

ขอนแก่น – เดอะอีสานเรคคอร์ดร่วมกับศูนย์วิจัยพหุลักษณ์สังคมลุ่มน้ำโขง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเครือข่ายเพื่อสิทธิผู้หญิงและความเสมอภาคระหว่างเพศ จัดเสวนาหัวข้อ “ผู้หญิงอีสานกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด – 19” ณ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2020 โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายผู้หญิงเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก 

สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เชื่อว่า วิกฤตโควิด-19 ส่งกระทบต่อผู้หญิงทุกเครือข่าย แม้กลุ่มแรงงานนอกระบบที่อยู่ในเมืองจะไม่ได้พึ่งพิงเรื่องการเกษตรเป็นหลัก เพราะอาชีพเปลี่ยนไปเป็นการค้าขาย บริการ หรือรับงานของภาคอุตสาหกรรมมาผลิต 

เธอบอกอีกว่า ระหว่างการระบาดของโควิด-19 ได้ทำวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยวิธีสัมภาษณ์แรงงานนอกระบบเป็นผู้หญิง 90% พบว่า ช่วงล็อกดาวน์ที่รัฐบาลให้ประชาชนเดินไม่ได้นั้นมีความยากลำบากมาก เพราะเจอผู้คนไม่ได้

“ช่วงนั้น คนขับแท็กซี่ คนขับมอเตอร์ไซค์คิว ใน กทม. ที่เป็นคนอีสานจำนวนมากที่ตัดสินใจไม่กลับภูมิลำเนาเดิม เพราะถ้าย้ายกลับ มันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องลงทุนใหม่ พวกเขาจึงเลือกที่จะอยู่ กทม. แม้ไม่มีงานทำก็ตาม” ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบกล่าว  

สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ผู้ทำวิจัยหัวข้อ “แรงงานนอกระบบหญิงสถานการณ์หลังโควิด-19 ระลอกแรก”

“เว้นระยะห่าง” ข้อยกเว้นของคนจน

นอกจากนี้ในงานวิจัยยังพบอีกว่า ช่วงล็อกดาวน์เข้มข้นในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. แล้วกำจัดพื้นที่ให้คนอยู่ห่างกัน 1-2 เมตร แต่แรงงานนอกระบบบางครอบครัวต้องเช่าห้องอยู่ด้วยกัน 5-6 คน พวกเขาจึงอยู่กับความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ 

“ตอนนั้นการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ต้องใช้เงินถึง 5,000 บาท ไม่ได้ฟรีเหมือนช่วงหลังๆ ทำให้ครอบครัวมีภาวะเสี่ยง การลงทุนเพื่อให้ตัวเองปลอดภัยของคนจนจึงเป็นเรื่องลำบาก” เธอกล่าว 

สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น เห็นได้ชัดว่า รายได้ลดลง ไม่มีเงินดูแลคนที่อยู่ทางบ้าน ร้อยละ 30  ของคนที่ให้สัมภาษณ์บอกว่า กระทบการดูแลคนในอุปการะ อาจจะรวมทั้งลูกหลาน ผู้สูงอายุ คนพิการที่อยู่ในครอบครัวของตัว ส่วนอีกร้อยละ 37-38 บอกว่า ลูกค้าและคนมาใช้บริการของตัวเองลดลง มีความกังวลว่าตัวเองจะเป็นคนนำโรคมาติดคนในครอบครัว กระทั่งไม่มีเงินซื้ออาหารและของใช้ เป็นต้น 

“ผลการวิจัยจากทั้ง 5 ภาคจะพบว่า ภาคเหนือรายได้ลดลงสูงที่สุด อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่กับนักท่องเที่ยว ส่วนภาคอีสานรายได้ลดลงเป็นลำดับที่ 3 โดยผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่เป็นช่างเสริมสวยและคนขับแท็กซี่ จึงทำให้เห็นว่า คนพวกนี้รายได้ลดลงอย่างเห็นชัดมาก มันจึงฉุดให้ภาพรวมของงานวิจัยออกมาว่า แรงงานนอกระบบในภาคอีสานรายได้ลดลงมาก” สุนทรีกล่าว  

กู้ยืมเงิน – จำนำของเป็นทางออกช่วงโควิด 

เธอยังพบข้อมูลในงานวิจัยว่า แรงงานนอกระบบเหล่านั้นแก้ไขปัญหาด้วยการกู้ยืมเงิน หรือนำของไปจำนำ หรือไปขาย หรือบางคนก็พยายามเปลี่ยนอาชีพ 

“บนความโชคร้ายบนความหนักหนาสาหัส เราก็เห็นว่า แรงงานนอกระบบมีฐานะเป็นผู้นำของกลุ่มอยู่แล้ว เช่น เป็น อสม. ซึ่งเขาก็จะได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนมากขึ้นจากการช่วยเหลือคนในสังคม โดยในเครือข่ายมีความคิดเรื่องการช่วยเหลือจัดสวัสดิการของสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เพื่อแบ่งเบาผลกระทบและฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตนี้” สุนทรีสรุปข้อมูลจากงานวิจัย  

ดร.พัชรินทร์ ลาภานันท์ อาจารย์สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น

กลุ่มแรงงานใกล้ชิดได้รับผลกระทบหนัก 

ขณะที่ ดร.พัชรินทร์ ลาภานันท์ อาจารย์สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า หากมองลึกลงไปในงานวิจัย ก็จะพบว่า ผู้หญิงอยู่ในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นเรื่องการแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างหญิงกับชายในสังคม นั่นคือว่า ผู้หญิงจะถูกคาดหวังให้รับผิดชอบงานบ้านหรืองานผลิตซ้ำ ส่วนผู้ชายถูกมองว่าคือคนที่ออกไปทำงานข้างนอก ไปหาเงิน หาเกียรติยศชื่อเสียงกลับเข้ามาสู่ครอบครัว 

“ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แรงงานกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า แรงงานใกล้ชิด เช่น  หมอนวด งานนวด ช่างตัดผม งานดูแลคนแก่ ดูแลเด็ก เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ดังนั้น นโยบายการรักษาระยะห่างในทางสังคม จึงทำให้กลุ่มแรงงานเหล่านี้แทบจะมลายหายไป  หากมีการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ควรจะทำอย่างไร” ดร.พัชรินทร์ชวนตั้งคำถามกับอาชีพที่ทำงานใกล้ชิด 

บรรยากาศการเสวนาหัวข้อ “ผู้หญิงอีสานกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด – 19”

คนไร้บ้านเข้าไม่ถึงสิทธิ

ส่วน มนทิตา สุขกล้า ตัวแทนกลุ่มคนไร้บ้านขอนแก่น กล่าวว่า ในช่วงที่มีนโยบายจ่ายเงินเยียวยาคนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน คนกลุ่มนี้ก็เข้าไม่ถึงสิทธิ บางคนบัตรประชาชนหาย ทะเบียนบ้านไม่มี เพราะการขอใช้สิทธิต้องระบุอาชีพรับจ้างระบุนายจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบาก 

“ปัญหาในช่วงนั้น คือเรื่องสุขภาพจิตของคนไร้บ้านที่มีความเครียดในการหางานและการประกอบอาชีพ ซึ่งตอนนี้ได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาล 3 แห่งในจังหวัดขอนแก่นเพื่อให้มาบำบัดฟื้นฟูและคลายเครียดให้พวกเขาแล้ว” ตัวแทนกลุ่มคนไร้บ้านขอนแก่นกล่าว 

ผ้าอนามัยซักได้ลด คชจ.ผู้หญิง 

ขณะที่ตัวแทนกลุ่มการเมืองหลังบ้านกล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลของผู้หญิง ทั้งพนักงานบริการ คนเก็บของเก่าขาย และกลุ่มอาชีพอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้ผ้าอนามัยระหว่างการระบาดของโควิด-19 พบว่า การที่มีรายได้น้อยลงทำให้บางคนไม่เปลี่ยนผ้าอนามัยหรือบางคนก็ใช้ทิชชู่หรือผ้าใส่แทน 

“พวกเราจึงทำโครงการผ้าอนามัยซักได้ เหมือนผ้าอนามัยสมัยก่อนที่ใช้ผ้าซิ่นมาทำ แต่ตัดให้มันน่ารักและส่งไปให้ผู้หญิงตามพื้นที่ต่างๆ และอธิบายว่าผ้าอนามัยนี้เป็นผ้าที่ใช้เสร็จก็นำไปซัก มีคราบหน่อยก็ใช้ได้ ไม่เป็นไร เป็นการลดค่าใช้จ่ายลง รวมถึงเป็นรณรงค์ให้รักษ์โลกไปด้วย” ตัวแทนกลุ่มการเมืองหลังบ้านกล่าว  

ทรัพยากรจากชุมชนหนุนพลังคนเมือง

ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูแก่งละว้า จ.ขอนแก่น กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการระบาดของโควิด-19ได้คำตอบว่า ชุมชนยังเป็นที่พึ่งพิงของลูกของหลาน เพราะช่วงวิกฤตได้ส่งข้าวส่งอาหารไปให้ลูกหลานที่ทำงานต่างพื้นที่ ซึ่งมองว่า ฐานทรัพยากรโดยเฉพาะที่ดินช่วยต่อยอดให้มีความมั่นคงทางอาหาร 

 “ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจได้ส่งปลาวงตากแห้งไปให้ลูกหลานและคนที่เรารู้จักเยอะมาก เดิมปลาขายยาก แต่ช่วงนั้นมีการจองคิวกันเยอะ ถ้าเกิดวิกฤตอีก ชุมชนและพื้นที่ป่าจึงมีความจำเป็น สิ่งสำคัญจึงต้องร่วมกันคิดว่าทำอย่างไรสังคมจะพึ่งตัวเองและแผ่ออกไปถึงลูกหลานได้”ตัวแทนเครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูแก่งละว้า จ.ขอนแก่น กล่าว 

Scroll Up