ซีรีส์ชุด “ความรัก เงินตราและหน้าที่ : เมียฝรั่งในอีสาน” – คลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่ง แก้ปัญหาของผู้แต่งงานข้ามแดนได้จริงหรือ? (16)

สมานฉันท์ พุทธจักร เรื่อง

หญิงไทยหลายคนอาจมีความฝันอยากแต่งงานกับชาวต่างชาติและย้ายไปอยู่ต่างแดน แล้วถูกเรียกว่า “มาดาม” อย่างความฝันของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ชาวจังหวัดหนองคายที่เคยให้สัมภาษณ์หนังสือคมชัดลึกเมื่อปี 2551 

แต่ชีวิตต่างแดนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบและไม่ได้เป็นดังฝันเสมอไป 

“เราแต่งงานได้ 1 ปี ยังไม่ได้เรียน B1 (ภาษาเยอรมันเบื้องต้น) เรามีลูกติดมาจากเมืองไทยด้วย 1 คน อายุ 17 ปี และกำลังอยู่ในช่วงต่อวีซ่า แต่สามีดันเสียชีวิตกระทันหัน แบบนี้จะมีผลกับวีซ่าไหมคะ” เป็นข้อความของหญิงไทยที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊ก Kotchakorn Ayuyo หรือ กชกร อายุโย วัย 38 ปี อาศัยอยู่ที่เมือง Weiden in der Oberpfalz ประเทศเยอรมัน โพสต์ในกลุ่มแม่บ้านเยอรมันเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์บนเฟซบุ๊กของหญิงไทยในเยอรมันที่มีสมาชิกกว่า 1 หมื่น 9 พันคน 

“เคยได้ยินว่า ถ้าแต่งงานไม่ครบ 3 ปี ถ้าหย่าหรือสามีเสียชีวิตก่อน หลวง (รัฐบาล) จะส่งกลับทันที อันนี้จริงมั๊ยคะหรือถ้าหลวงไม่ส่งกลับ เราสมควรจะเริ่มต้นทำอะไรก่อนคะ ตอนนี้ทำตัวไม่ถูกเลยค่ะ ทั้งเสียใจ ทั้งตกใจ พยายามตั้งสติอยู่ค่ะ”เป็นความกังวลที่เธอถามในกลุ่มแม่บ้านเยอรมัน ซึ่งมีคนมาตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นมากกว่า 300 ครั้ง  

กชกร อายุโย และลูกสาว ย้ายไปอยู่เมือง Weiden in der Oberpfalz ประเทศเยอรมัน หลังแต่งงานใหม่

กชกรเป็นชาวกรุงเทพฯ หลังแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว เธอและลูกสาวได้ย้ายมาอยู่กับสามีใหม่ที่เยอรมัน แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับชีวิต 

เรารู้จักเธอจากการบอกกล่าวของหญิงอีสานคนหนึ่งที่แต่งงานกับชาวเยอรมันว่ากชนกประสบปัญหาการใช้ชีวิตในเยอรมันและมีเพื่อนๆ ชาวไทยให้ความช่วยเหลือ     

“โชคดีที่มีเพื่อนๆ คนรู้จักคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ทั้งเรื่องเอกสาร เรื่องโรงเรียนลูกและอีกหลายๆ เรื่อง โดยไม่ได้ประสานกับหน่วยงานของรัฐไทยเลย” เธอตอบคำถามผ่านกล่องข้อความเฟซบุ๊ก 

ส่วนปัญหาเรื่องวีซ่านั้น ขณะนี้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องวีซ่าผู้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่เยอรมันได้ต่อวีซ่าให้เธอและลูกเป็นเวลา 1 ปี แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเรียนภาษาเยอรมันขั้น B1 ให้ผ่าน หลังจากนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง 

แม้ขณะนี้เธอจะบอกว่าไม่มีปัญหาแล้ว แต่การอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็ทำให้อดประหวั่นไม่ได้ว่า ชะตาชีวิตในอีก 1 ปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร 

เบ็ญจลักษณ์ เบค ชาวสกลนคร หลังแต่งงานกับชาวเยอรมัน แล้วย้ายไปอยู่รัฐบาเด้น เวื้อดเท่นแบก(Baden Württemberg) ภาพจากเฟซบุ๊ก Benjalak Bek

เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง 

“เราต้องเริ่มจากศูนย์” เป็นประสบการณ์ของ เบ็ญจลักษณ์ เบค หรือเบ็ญ ชาวสกลนครวัย 45 ปี หลังแต่งงานกับวิศวกรชาวเยอรมันแล้วย้ายไปอยู่รัฐบาเด้น เวื้อดเท่นแบก (Baden Württemberg) 

“ก่อนมา (เยอรมัน) ก็เรียนหลักสูตร B1 ที่กรุงเทพฯ ประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันเบื้องต้น เพื่อให้เราเอาตัวรอดได้” การเรียนภาษาเป็นสิ่งพื้นฐานที่เบ็ญจลักษณ์ทำระหว่างขั้นตอนการขอวีซ่าที่ต้องใช้เวลารอเกือบ 1 ปี   

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ไม่มีใครให้คำแนะนำ แต่เธอได้ข้อมูลจากคนรู้จักและศึกษาด้วยตัวเอง  

“ตอนมาแรกๆ ก็ฟังภาษาเขาไม่ออก เพราะสิ่งที่เราเรียนมากับประสบการณ์จริงมันคนละอย่าง มันคนละอารมณ์ ต้องใช้เวลา กว่าจะผ่านความอึดอัดและพูดได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พอมาอยู่ รัฐก็ส่งเสริมให้เรียนภาษาเพิ่มเติม ทำให้เข้าใจภาษาเยอรมันมากขึ้น” เธอสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัว

เบ็ญจลักษณ์เป็นพนักงานในห้างสรรพสินค้าที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่อายุ 17 ปี ด้วยความฝักใฝ่ในการเรียน เธอจึงมุ่งมั่นจนเรียนจบชั้นมัธยมปลายและฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ 

“ไม่เคยคิดว่าจะมาต่างประเทศหรือแต่งงานกับฝรั่ง ไม่เคยคิดเลย”เบ็ญจลักษณ์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ 

เบ็ญจลักษณ์เคยแต่งงานกับชายไทยและมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 22 ปี อยู่ระหว่างศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 

ชีวิตต่างแดนไม่ได้สวยหรู 

เธอพบสามีชาวเยอรมันที่บาร์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก่อนตัดสินใจคบหา กระทั่งตกลงปลงใจด้วยการแต่งงานและย้ายไปอยู่ประเทศที่ไม่คุ้นเคย 

“ต้องเริ่มปรับตัวกับชีวิตแบบใหม่ การแต่งงานในต่างแดนไม่ได้สวยหรูอย่างที่หลายคนวาดฝัน เราต้องเจอกับปัญหาสารพัด ทั้งความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรมและด้านอื่นๆ แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวและรับมือกับปัญหา”เธอกล่าว 

การอยู่เยอรมันมากว่า 9 ปี ทำให้ได้พบเจอหญิงไทยที่แต่งงานกับชาวเยอรมันหลายคน ซึ่งบางคนก็ปรับตัวได้ แต่บางคนก็มีปัญหาเรื่องชีวิตคู่ที่ตามมาด้วยการหย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัว หรือบางคนก็ถูกสามีไล่ออกจากบ้าน 

ปาริชาต ไพ ผู้ประสานงานองค์กร Ban-Ying ที่ช่วยเหลือผู้หญิงไทยในประเทศเยอรมัน เครดิตภาพ ปาริชาติ ไพ

บางคนถูกสามีบังคับให้ค้าประเวณี

การอยู่ต่างแดน แม้จะโดดเดี่ยว แต่ไม่ใช่การไร้ญาติขาดมิตร นอกจากการตั้งกลุ่มให้ความช่วยเหลือออนไลน์บนเฟซบุ๊กแบบเพื่อนช่วยเพื่อนแล้ว ก็ยังมีศูนย์ช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ 

“หญิงไทยในต่างแดนส่วนใหญ่ไม่ได้สุขสบายเหมือนที่หลายคนวาดฝัน ปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นในชีวิตคู่ ทั้งความไม่เข้าใจกัน ความต่างทางวัฒนธรรม จนถึงเรื่องการเงิน นอกจากนี้หลายคนยังถูกสามีบังคับให้ค้าประเวณี มีไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ที่มีชีวิตสวยหรู” ปาริชาต ไพ ผู้ประสานงานองค์กร Ban-Ying ที่ช่วยเหลือผู้หญิงไทยในประเทศเยอรมัน เล่าถึงประสบการณ์การช่วยเหลือผู้หญิงไทยในต่างแดนมากว่า 10 ปี

ก่อนหน้านี้ปาริชาตทำงานอยู่องค์กรช่วยเหลือผู้หญิงในประเทศอังกฤษ จึงทำให้รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับหญิงไทยหลากหลายรูปแบบ 

“ถ้าบอกว่า ไปเมืองนอก จะมีปัญหานะ ไม่มีใครฟังหรอก เมื่อเกิดความรักแล้วอะไรก็ห้ามยาก” ปาริชาติสะท้อนจากประสบการณ์

แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เธอจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือและขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา 

ข้อมูลจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2560 มีคนไทยแต่งงานกับชาวต่างชาติในยุโรปถึง 108,763 คน เป็นผู้หญิง 36,775 คน

คลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่ง มีสำนักงานที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จ.ขอนแก่น

คลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่ง

การที่หญิงไทยแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ต่างแดนกับสามี หลายคนอาจมองว่าเป็นทางลัดสู่ความสุขสบาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงในต่างแดนหลายคนกลับต้องเผชิญกับภาวะกดดันและความยากลำบาก โดยเฉพาะความแตกต่างทางวัฒนธรรม

เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 “คลินิกหญิงไทยในสังคมพหุวัฒนธรรม” หรือที่เรียกว่า “คลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่ง” เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้คำปรึกษาผู้หญิงไทยที่จะแต่งงานกับชาวต่างชาติให้เรียนรู้วัฒธรรมที่แตกต่าง รวมถึงการรับรู้สิทธิต่างๆ ของตัวเอง และช่องทางการช่วยเหลือ หากเกิดปัญหา 

“เราไม่ได้จะมาหาคู่ให้ใคร เราทำหน้าที่เป็นคนคอยประสานเวลาพวกเขามีปัญหาไม่ใช่ศูนย์จับคู่กับสามีต่างชาติอย่างหลายที่คนเข้าใจ” เบญจมาศ หะยาจันทา ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา อธิบายถึงบทบาทของการตั้งคลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่ง 

ข้อมูลจากสำนักการทะเบียน กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จ.ขอนแก่น ระบุว่า เมื่อปี 2561 จ.ขอนแก่นมีผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติถึง 7,447 คน ถือว่ามากที่สุดในภาคอีสาน 

พบคนขอคำปรึกษาน้อย 

แม้การตั้งคลินิกฯ ในจังหวัดขอนแก่นจะเป็นไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหญิงไทยที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการแต่งงานกับชาวต่างชาติ แต่กลับพบว่า มีผู้ขอคำปรึกษาน้อย จนไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ 

“ที่นี่เป็นเหมือนศูนย์ทดลองที่อาจขยายไปยังจังหวัดอื่น” ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภากล่าว 

คลินิกแห่งนี้มีหน้าที่คอยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ เพราะผู้หญิงที่ไปใช้ชีวิตในต่างแดนมักจะพบกับความยากลำบากทั้งภาษา ค่านิยม และการปรับตัว ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นปัญหาครอบครัวตามมา 

“คลินิกของเราอาจยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างและหลายคนอาจคิดว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้นเราจึงมีแผนออกหน่วยให้ความรู้ตามชุมชนต่างๆ ที่มีข้อมูลว่ามีการแต่งงานกับชาวต่างชาติจำนวนมาก เพื่อให้พวกเขามาใช้บริการมากขึ้น”เบญจมาศกล่าวถึงเป้าหมายของการทำงานในอนาคต 

มุมหนึ่งของรัฐบาเด้น เวื้อดเท่นแบก (Baden Württemberg) ภาพจากเฟซบุ๊ก Benjalak Bek

 ความฝันของผู้ร่วมก่อตั้ง

จุดเริ่มต้นของการเปิดคลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่ง มาจากงานวิจัยของ รศ.ดร.ดุษฎี อายุวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการแรงงานและการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้สัมภาษณ์หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติในหลายประเทศ ทำให้เห็นการใช้ชีวิตของผู้หญิงไทยในต่างแดน ซึ่งหลายคนไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่สวยหรู 

“หลายคนต้องทำงานอย่างหนัก เจอกับวัฒนธรรมกฎระเบียบที่แตกต่างและเผชิญกับความกดดันและความคาดหวังของครอบครัว เราจึงเกิดแนวคิดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้น” ผู้ร่วมก่อตั้งคลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่งเล่าถึงแนวคิดในการมีคลินิกฯ 

ก่อนจะเกิดคลินิกฯ เธอได้ทำ “หลักสูตรการส่งเสริมศักยภาพ สตรีและครอบครัวอีสานที่สมรสกับชาวต่างชาติก่อนย้ายถิ่นไปต่างประเทศ เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์” ซึ่งเป็นการอบรมให้กับผู้หญิงในพื้นที่ชนบทมีความรู้ในสถานการณ์เสี่ยง รวมถึงรับรู้ในสิทธิประโยชน์ต่างๆ เมื่อสมรสกับชาวต่างชาติ และมีความรู้ว่าประเทศปลายทาง มีสภาพเศรษฐกิจ สังคม การใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อให้เข้าใจและปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับคนต่างชาติ ตลอดจนเข้าถึงแหล่งช่วยเหลือเมื่ออยู่ต่างประเทศ ต่อมาเมื่อโครงการสิ้นสุดลง จึงเกิดเป็นแนวคิดก่อตั้งคลินิกสะใภ้ไทย-เขยฝรั่ง ภายใต้การดูแลของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว 

“การทำคลินิกให้คำปรึกษานั้นเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความพร้อม ทั้งข้อมูลและทัศนคติต่อการทำงาน เพราะเป็นเรื่องที่ยากที่จะทำให้เจ้าหน้าที่มีศักยภาพเท่ากับคนที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง”รศ.ดร.ดุษฎี เสนอ 

เข้าใจวัฒนธรรม ลดความต่างอย่างเข้าใจ

แม้ปาริชาตจะมีประสบการณ์ในการช่วยเหลือหญิงไทยในต่างแดนหลายครั้ง แต่เธอยังเห็นว่า การเตรียมตัวก่อนแต่งงานและก่อนเดินทางเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยลดปัญหาต่างๆ รวมทั้งง่ายต่อการปรับตัวเมื่อต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมือง  

“หากหน่วยงานในไทยอยากเข้ามาช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรอธิบายขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ก่อนเดินทางหรือให้คนที่แต่งงานแล้วย้ายไปต่างประเทศมาบอกเล่าประสบการณ์เพื่อจะทำให้เข้าถึงคนทั่วไปได้มากกว่าการให้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ”ปาริชาตเสนอ  

“ดีนะที่มีคลินิกแบบนี้ เพราะวัฒนธรรมมันต่างกันมาก การเตรียมตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก”เบ็ญจลักษณ์กล่าวและว่า “ถ้าเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม และเรียนรู้ทักษะในการประกอบอาชีพก่อนจะแต่งงานกับชาวต่างชาติก็จะทำให้ผู้หญิงไทยที่ไปอยู่ต่างแดนมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐไทยที่จะช่วยให้คำแนะนำเรื่องเหล่านี้” 

แม้ในหลายประเทศจะมีชุมนุมคนไทยในต่างแดนคอยให้ความช่วยเหลือในยามตกทุกข์ได้ยาก แต่พวกเธอยังหวังว่า ท้ายสุดความช่วยเหลือจากภาครัฐจะเป็นทางออกปลายอุโมงค์ของการแก้ไขปัญหาให้กับคนไทยในต่างแดน  

Scroll Up