“2557 นาหนองบง…ตั้งแต่ คสช.รัฐประหาร ฉันไม่ได้กลับบ้านอีกเลย” – ม็อบชาวบ้าน ไม่เกี่ยวกับการเมือง (2)

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา เรื่องและภาพ 

4 พฤศจิกายน 2556 เจ็ดโมงเช้าบนทางเท้าถนนรัชดาภิเษก รถราบนถนนติดขัดคับคั่งเหมือนยามเช้าของทุกวันในเมืองหลวง ผู้เฒ่า พ่อแม่ พี่น้องจาก 6 หมู่บ้าน ตำบลเขาหลวง จังหวัดเลย จูงมือเด็กน้อยเดินเงอะๆ งะๆ เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ขบวนชาวบ้านเกือบ 200 คน กลุ่มนักศึกษา และกลุ่มดาวดิน เดินตีนเปล่าอันหยาบกร้านมุ่งหน้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หิ้วกระติ๊บข้าวเหนียว ถือป้ายผ้า แขวนป้ายที่ทำจากกระดาษลังไว้กับคอ ไม่ได้ประหม่ากับสายตาของความสงสัยหรือความหงุดหงิดของผู้คนที่ขับรถหรือเดินผ่านบนเส้นทางแม้แต่น้อย 

ผ่านม่านเปลวแดดที่ระอุร้อนสะท้อนจากพื้นซีเมนต์ กลุ่มชาวบ้านถูกกั้นให้อยู่นอกประตูด้านหน้าด้วยกระจกใสที่ภายในมีแต่คนใส่สูท อากาศในนั้นคงเย็นฉ่ำด้วยแอร์ … เวลานั้นจะมีใครสนใจข้อความบนป้ายที่กลุ่มชาวบ้านสื่อสารหรือไม่? ผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อ-แม่ หนุ่มสาว เด็กหญิง-ชาย มีสารโลหะหนักในเลือด ทั้งไซยาไนด์ ปรอท ตะกั่ว แมงกานิส สารหนูเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดหลายเท่าตัว จะมีใครจินตนาการออกหรือไม่ว่า ในผืนป่า แหล่งต้นน้ำ ที่มีหมู่บ้านรายล้อม เหมืองทองคำที่เกิดขึ้นได้สร้างผลกระทบอย่างมหาศาล ทำลายทุกสรรพสิ่งและชีวิตผู้คนในหมู่บ้านมายาวนานนับตั้งแต่ปี 2549 ที่เหมืองเริ่มประกอบกิจการ

ฉันเดินตามชาวบ้านมาตั้งแต่เริ่มออกเดิน ถือกล้อง ใส่รองเท้าผ้าใบ บันทึกทุกสิ่ง จดทุกอย่าง และยังจดจำสายตาของคนในแวดวงตลาดหุ้นที่ชั่งว่างเปล่า เย็นชา เหมือนกับไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงภาระกับเรื่องใดๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า 

เวลาเลยเที่ยงคล้อยบ่าย ชาวบ้านและนักศึกษายังจัดกิจกรรมละครเรื่องยาวสื่อเรื่องราวความทุกข์ที่ได้รับไม่เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ระดับบริหารในห้องแอร์แห่งนั้นก็เดินออกมาที่หน้าประตูพร้อมเลขา เดินปรี่เข้ามาที่ เลิศศักดิ์ คําคงศักดิ์ ทำเสียงแข็ง “คุณเป็นแกนนำใช่มั้ย จะยื่นหนังสือก็ยื่นมา” ปากว่าพลางยื่นมือมาจับซองเอกสารในมือเลิศศักดิ์ด้วย 

ฉันเห็นอาการนั้นนึกในใจ ‘ซวยล่ะ’ 

ไม่ผิดอย่างคิด เลิศศักดิ์ ตะโกนลั่นสะบัดมือ “อย่ามายุ่งกับผม คุณไปดูชาวบ้านกับนักศึกษาเขาพูดถึงอะไรให้เสร็จก่อน” 

หน้าประตูชุลมุนอยู่ชั่วครู่เพราะคุณเลขาฯ ไม่ยอมเลิกรา ชาวบ้านเริ่มล้อมวงเข้ามา ณ ที่เกิดเหตุ ฝ่ายคนในชุดสูทเพิ่งมองรอบตัว เห็นท่าไม่ดีเลยยอมถอยกลับเข้าข้างใน รอจนการแสดงของชาวบ้านจบลง พวกเขา 4-5 คนจึงเดินออกมา ชาวบ้านและนักศึกษาตั้งขบวนเรียงแถวยืนประจันหน้าคนละฝั่ง 

หญิง (จุฑามาศ ศรีหัตถผดุงกิจ) นักศึกษาดาวดินยกแถลงการณ์ขึ้นมาอ่านเนื้อความคือ ยื่นข้อเรียกร้องให้นักลงทุนนักเล่นหุ้นมีสำนึกถึงจริยธรรมและธรรมาภิบาล ช่วยตรวจสอบเหมืองทองที่มีบริษัทแม่อยู่ในตลาดหุ้น ให้ช่วยแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง 

จุฑามาศอ่านแถลงการณ์จบ ชาวบ้านก็หยิบกระดาษสีทองที่พับเป็นก้อนกลมๆ ปาไปที่หน้าประตู พร้อมตะโกนไม่หยุด “อยากได้ทอง เราไม่ว่า แต่เอาป่าไม้ ภูเขา ลำห้วยของเราคืนมา” ฉันมองสีหน้าของคนใส่สูท พวกเขาชั่งมึนชาได้อย่างไม่เสแสร้ง ทำเหมือนยืนอยู่ แต่หูไม่ได้ฟัง แม่ไม้ แม่รส (ระนอง กองแสน) แม่เบนซ์ (สุ่ม ศรีทอง) และหญิงชาวบ้านหลายคนกลั้นใจไม่ไหวเริ่มร้องไห้ ไผ่ (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) นักศึกษาดาวดินอัดอั้นตะโกนเสียงสั่นด้วยความโกรธ “พวกคุณได้ยินชาวบ้านบ้างมั้ย?” … หัวใจฉันสั่น 

เย็นแล้ว รถเริ่มติดบนถนนอีกครั้ง ตามขั้นบันไดหน้าประตู กลุ่มชาวบ้านนั่งพักพูดคุยก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านพร้อมกลุ่มนักศึกษา ฉันมีหน้าที่ต้องกลับไปเขียนข่าวและส่งให้พี่น้องนักข่าวสายต่างๆ บรรยากาศของการทักทายสั้นๆ ก่อนร่ำลา ฉันได้แนะนำตัวกับแกนนำกลุ่มชาวบ้านและกลุ่มนักศึกษาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลายคนกำลังลูบไล้ฝ่าตีนที่มีรอยแตกพอง ชาวบ้านหลายคนยังไม่หยุดร้องไห้ หน้าแดง ตาบวม ฉันมองดูตีนตัวเองที่ห่อหุ้มด้วยรองผ้าใบราคาเกือบสามพันด้วยความสะท้อนใจ ทบทวนแผนการที่วางไว้แล้วในใจ บอกกับทุกคนว่า “แล้วเจอกันที่หมู่บ้านค่ะ” ฉันตัดสินใจทำสัญญากับตัวเอง  

ย้อนไปช่วงปลายเดือนกันยายน 2556 ครั้งแรกที่กำแพงถูกทำลาย ฉันตั้งกลุ่มแชทกับพี่น้องนักข่าวสายสิ่งแวดล้อมที่สนิทสนม คอยส่งข่าวถึงกันไปยังสำนักข่าวต่างๆ เพื่อนำเสนอข่าวของชาวบ้าน เนื่องจากประเมินสถานการณ์แล้วเห็นแนวโน้มของความรุนแรงที่อาจจะเกิดกับแกนนำและชาวบ้าน ซึ่งมีตัวอย่างการลอบฆ่าแกนนำมาแล้วในหลายพื้นที่ที่มีการคัดค้านเหมือง กรณีของเมืองเลยก็มีครูประเวียน บุญหนัก ถูกยิงตายเพราะคัดค้านโรงโม่หินในพื้นที่ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 รวมถึงคดีความที่นายทุนและรัฐจะใช้เป็นเครื่องมือฟ้องชาวบ้านเพื่อสกัดความเคลื่อนไหว ดังนั้น ต้องสื่อสารเรื่องของชาวบ้านออกให้สังคมรับรู้ให้ได้มากที่สุดเพื่อให้สังคมติดตามเป็นเรื่องสาธารณะ 

ส่วนความเร่งด่วนคับขันของชาวบ้านที่ต้องเคลื่อนไหว คือการยับยั้งการต่ออายุการใช้พื้นที่ป่าในแปลงประทานบัตรบนภูซำป่าบอน-ภูทับฟ้า ที่อยู่ในช่วงหมดอายุและการขอใบอนุญาตต่ออายุต้องนำเข้าพิจารณาในสภา อบต. และยับยั้งการขอประทานบัตรทำเหมืองแปลงใหม่บนภูเหล็กให้ได้ แผนงาน การเคลื่อนไหว กิจกรรมต่างๆ ที่จะมีการออกแบบหรือจัดขึ้นจึงต้องสอดประสานกับการเคลื่อนไหวของชาวบ้านและเท่าทันกับสถานการณ์ โดยจะต้องคำนึงถึงการรับรู้และเรียกร้องการติดตามจากสังคมให้ได้มากที่สุด

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย ชุมนุมหน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2556 

การเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อชุมนุมด้านหน้าตลาดหลักทรัพย์ คือแผนการเคลื่อนไหวหนึ่งที่ชาวบ้านวางเอาไว้ รวมไปถึงการรวมกลุ่มของชาวบ้านกว่า 300 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ถอนประทานบัตรทั้งหมด 5 แปลงของเหมืองทองและขอให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหกรรมและคำขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรม รวมทั้งเพิกถอนหนังสือยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยชาวบ้านทั้งหมดเดินทางเข้ามาที่ศาลปกครองกลางใกล้ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ในวันที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ นัดรวมพลคนนกหวีดชุมนุมในศูนย์ราชการฯ พอดี  

การชุมนุมทั้งสองครั้งของชาวบ้านในกรุงเทพฯ มีการกระจายข่าวเพื่อสร้างกระแสไว้ล่วงหน้า รวมถึงการชูดาวดินขึ้นมาอีกครั้งในภาพของนักศึกษาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขยืนเคียงข้างกับชาวบ้านที่เดือดร้อน

นักข่าวบางคนถามมาในแชทว่า “เคลื่อนไหวช่วงนี้จะเหมาะหรือพี่ ข่าวการเมืองจะกลบหมดนะ นักข่าวเกือบทั้งหมดก็ถูกส่งไปเฝ้าม็อบการเมืองทั้งนั้น”

ฉันตอบกลับไปสั้นๆ “ชาวบ้านรอไม่ได้แล้ว” แล้วต่อด้วย “แล้วจะเขียนข่าวส่งให้นะ” ซึ่งเป็นอันรู้กันว่า ในวันนั้น ไม่ว่าจะมีนักข่าวมาทำข่าวหรือไม่ ทุกคนจะได้ข่าวเพื่อนำลงในสื่อของตัวเองแน่นอน 

ด้วยความเป็นสื่อไม่มีสังกัด ตั้งแต่ฉันกับเพื่อนอีกคนตัดสินใจออกมาเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเองและสามารถบริหารกิจการเล็กๆ กะทัดรัดไม่ให้ขาดทุนมาได้นานถึง 10 ปี การเดินทางหรือออกไปเขียนข่าวในประเด็นต่างๆ พื้นที่ต่างๆ เพื่อส่งให้เพื่อนๆ ทั้งกลุ่มนักข่าว เอ็นจีโอ และนักวิชาการ เลยกลายเป็นงานอดิเรกที่ฉันทำคู่ขนานนานมาได้อย่างอิสระและไม่ต้องมีค่าตอบแทนแม้แต่บาทเดียว 

วงจรชีวิตในสังคมเล็กๆ แคบๆ ของฉันก็พามาเจอกับพี่เลิศแบบจริงจังก่อนปี 2554 หลังจากนั้นในโอกาสต่างๆ ก็ได้ช่วยหนุนเสริมการทำงานในประเด็นเหมืองแร่กับพี่เลิศต่อเนื่องเรื่อยมา

เช้าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ชาวบ้านทยอยลงจากขบวนรถตู้กว่า 10 คัน ลงมานั่งล้อมวงเป็นกลุ่มใหญ่ใกล้ประตูด้านข้างของศาลปกครองกลาง ฝั่งทางเข้าศูนย์ราชการฯ ถนนเส้นนั้นมีม็อบนกหวีดมือหอบดอกไม้ช่อใหญ่รวมตัวกันอยู่แล้วหลายสิบคน แต่ละคนแต่งตัวเต็มที่ด้วยสายห้อยนกหวีด ริสแบนด์ลายธงชาติ คาดผ้า โพกหัว กางร่ม ใส่หมวก ถือธงสะบัดไหว 

เมื่อชาวบ้านเริ่มตั้งขบวนถือป้ายผ้าเดินช้าๆ ไปที่หน้าประตูศาลฯ เสียงนกหวีดก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือโห่ร้อง “มาแล้วๆ พี่น้อง พี่น้องมาสมทบกับเราแล้ว ปรบมือต้อนรับพี่น้องกันหน่อย”

หวีดเสียงจากนกหวีดดังเซ็งแซ่ กลุ่มผู้หญิงที่ถือช่อดอกไม้เดินปรี่เข้ามาถึงขบวนชาวบ้าน มือจับดอกกุหลาบสีแดงยื่นให้พ่อแม่พี่น้อง เอ่ยปากทักทายยินดีต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ส่วนชาวบ้านก็รับดอกกุหลาบมาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ฉันได้ยินเสียงจากทางท้ายขบวน สาวถือดอกไม้คนหนึ่งถามกับชาวบ้านว่า “มาจากไหนกันคะ” แม่คนหนึ่งตอบว่า “มาจากเมืองเลย” “มาฟ้องศาล”  

เมื่อถามไถ่ก็ได้ความว่าชาวบ้านไม่ได้มาร่วมกันเป่านกหวีด หญิงสาวคนที่ถามก็ตะโกนบอกเพื่อนคนอื่นๆ ที่กำลังแจกดอกไม้ว่า “ชาวบ้านไม่ได้มากับเรา ไม่ต้องแจกดอกไม้แล้ว” 

เสียงตะโกน “ไม่ต้องแจกดอกไม้” ดังขึ้นเป็นทอดๆ ไปถึงด้านหน้าขบวนชาวบ้าน หญิงสาวที่ถือช่อดอกกุหลาบแดงหลายคนเริ่มหยุดแจก บางคนทำหน้างงๆ เสียงนกหวีด เสียงปรบมือพลันเงียบสนิท รอยยิ้มที่เคยส่งให้กันหายไป หญิงสาวร่างท้วมคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉัน ไม่รู้เธอนึกอย่างไรถึงขยับมือหยิบดอกกุหลาบส่งให้ชาวบ้านอีกครั้ง ฉันเฝ้ามองเห็นชาวบ้านหลายคนเดินผ่านไม่รับกุหลาบจากมือเธออีก เสียงที่ตะโกนด้านท้ายยังดังมาไม่หยุด “ชาวบ้านไม่ได้มาเรื่องการเมือง” “ชาวบ้านมาเรื่องปัญหาของเค้า” หญิงสาวที่กำลังแจกดอกไม้ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วชาวบ้านคนหนึ่งก็ยื่นมือออกไปรับกุหลาบจากเธอ ในที่สุดเธอเริ่มมีรอยยิ้มอีกครั้ง และแจกดอกไม้ที่หอบไว้จนหมดมือ

กว่าสิบนาทีชาวบ้านเดินมาถึงหน้าประตูศาล ทีมทนายออกมารับเอกสารคำฟ้องความหนาหลายร้อยหน้าที่เตรียมมาอย่างดี พ่อไม้นำทีมแกนนำพ่อบ้านเดินเข้าศาลไปพร้อมกับทนาย ขั้นตอนการยื่นเอกสารคำฟ้องในศาลไม่ยุ่งยากนัก ด้านนอก ฟลุ๊ค ดาวดิน ทำหน้าที่ถือโทรโข่งแทนไผ่ที่มาไม่ได้ การขานรับขานสู้ร่วมกับกลุ่มชาวบ้านเพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านเหมืองทองเต็มรูปแบบเริ่มเล่าเรื่องราวผ่านเสียงตะโกน ผ่านเสียงเพลง ผ่านน้ำตาที่อัดอั้นของชาวบ้านอีกครั้ง

เที่ยงกว่าๆ หลังเสร็จภารกิจที่ศาลแล้ว เหล่าผู้เฒ่ามีท่าทางอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดเพราะนั่งรถอดหลับอดนอนกันมาทั้งคืน การชุมนุมของชาวบ้านที่เดินทางมาไกลๆ ก็มักจะต้องมาทนแดดทนร้อนยากลำบากอยู่บนถนนทั้งวันอีก 

ตอนยกขบวนเดินกลับไปบริเวณลานจอดรถ ฉันอดไม่ได้จึงปรึกษากับน้องดาวดินให้หยุดสื่อสารกับกลุ่มม็อบนกหวีด ไม่นานฟลุ๊คปรึกษากับกลุ่มชาวบ้านแล้วจัดการแสดงเล็กๆ ให้ชาวเมืองอีกกลุ่มได้รับรู้ว่า ผลกระทบจากเหมืองทองทำให้ชาวบ้านต้องเดินทางมา ชาวบ้านแสดงออกอย่างมั่นใจ เต็มพลัง เสียงสะท้อน “เหมืองทอง ออกไป” ดังไกลได้ยินไปทั่วทั้งท้องถนน ระหว่างนั้นฉันเฝ้ามองสีหน้าและธงชาติในมือของพวกเขาอีกครั้ง มันนิ่งไม่ไหวติงเหมือนกับสีหน้าวางเฉยคล้ายไม่เข้าใจเรื่องราวอันใด 

การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ของชาวบ้านทั้ง 2 ครั้ง ทั้งที่ตลาดหลักทรัพย์และศาลปกครอง สร้างกระแสข่าวและการเป็นข่าวได้พอสมควร มีกลุ่มนักข่าวที่จะตามรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง ทีวีหลายช่องออกข่าวและย้ำว่า “ม็อบชาวบ้าน ไม่ใช่ม็อบการเมือง” ถึงฉันจะรู้สึกขัดใจบ้าง แต่อย่างน้อยในช่วงเริ่มต้นนี้ ข่าวชาวบ้านเดือดร้อนก็มีพื้นที่เบียดแทรกขึ้นมาในสื่อกระแสหลักที่ถูกยึดพื้นที่ด้วยข่าวการเมืองได้ และภาพของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ชาวบ้านคัดค้านเหมืองทอง และกลุ่มดาวดินก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคม

หลังการเคลื่อนไหวในเมืองสองครั้ง ฉันเตือนน้องๆ กลุ่มดาวดินให้ระวังตัวมากขึ้น “ยืนอยู่บนพื้นที่สาธารณะจะถูกจับตามอง เราไม่รู้ว่าจะทำอะไรผิดพลาดบ้าง จะถูกโจมตีเมื่อไหร่ เรายืนอยู่กับชาวบ้านนะ” น้องๆ รับคำเงียบๆ และตัดสินใจบอกกับพี่เลิศ “ต๊ะจะหยุดงานที่สำนักพิมพ์ไปช่วยชาวบ้านในหมู่บ้านหนึ่งปีนะ”

พี่เลิศดูไม่ได้แปลกใจอะไร “คุณก็รู้ ผมไม่มีเงินค่าตอบแทนให้นะ แต่ผมจะพยายามหาให้”

“อืม” ฉันพยักหน้าแบบไม่ยินดียินร้ายและนึกในใจ ‘พี่นั่นแหละ เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ’

ติดตามตามอ่านเรื่องเล่า นาหนองบงในม่านหมอกตอนที่ 1 ได้ที่นี่

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

 

Scroll Up