“เพนกวิน” ตอกย้ำข้อเสนอ 10 ประการ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บนเวทีขอนแก่นพอกันที

หมายเหตุ : พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ปราศรัยบนเวทีขอนแก่นพอกันที ซึ่งจัดกิจกรรม “จัดม็อบไล่แม่งเลย” ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 

ตอนนี้ประเด็นการเคลื่อนไหวมีคำว่า ยกเพดาน ขยับเพดาน เกิดขึ้นมาก เวทีที่ธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เราก็ขยับเพดานการพูดไปถึงสูงที่สุด แต่จังหวัดแรกที่กล่าวถึงการยกเพดานนั้นไม่ใช่ที่ธรรมศาสตร์ แต่เป็นที่ขอนแก่นแห่งนี้ จ.ขอนแก่น คนขอนแก่น ศิษย์เก่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านหนึ่งออกไปเล่นละครเสียดสีสะท้อนการเมือง แค่นี้เองเขาโดนมาตรา 112 ติดคุกไป 2 ปีครึ่ง ปรบมือให้กับหมอลำแบงค์ ปฏิภาณ ลือชา หน่อยครับ  

ขอนแก่นยังมีคุณแม่พยาบาลโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ที่เพียงใส่เสื้อดำเหมือนที่เราใส่ในวันนี้ แล้วชู 3 นิ้ว ในวันที่ 5 ธันวาฯ แค่นี้ก็โดน 112 และที่สำคัญที่สุด ขอนแก่นมีศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาแค่แชร์บทความบีบีซีหนึ่งชิ้นก็ติดคุกเกือบ 3 ปี ปรบมือให้กับไผ่ ดาวดิน (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) หน่อยครับ และวิศวกรคนขอนแก่น แค่ใส่เสื้อที่สกรีนข้อความว่า “เราหมดศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์” แล้ว แค่นี้เขาก็โดนกล่าวหาว่าบ้า ปรบมือให้กับทิวากรหน่อยครับ   

ทุกคนที่ผมเอ่ยชื่อไป คือแรงบันดาลใจของผม คือรุ่นพี่ที่ผมเคารพมาก ถ้าไม่มีความกล้าหาญที่เอาอิสรภาพตัวเองไปแลกเพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศนี้มันวิปริตปานใดนั้น ผมเองหรือใครต่อใครก็ไม่สามารถที่จะยืนตรงนี้เพื่อพูดความจริงเกี่ยวกับปัญหาการเมืองได้ วันนี้เรามาสืบทอดเจตนารมณ์ความเสียสละของทั้ง 3-4 คนนี้ เรามาพูดถึงปัญหาสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมากันครับ  

การขยับเพดานในการต่อสู้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำให้สำเร็จกันในวันนี้ เพราะใครๆ ก็รู้ มองมาจากดาวอังคารก็รู้ ถามใครก็ได้ ใครทุกคนย่อมรู้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสถาบันกษัตริย์ปัจจุบันนั้น ตอนนี้สถาบันกษัตริย์กำลังอยู่ในสภาวะป่วยไข้ และอยู่ผิดที่ผิดทาง จนอาจจะเกะกะขัดขวางขบวนการประชาธิปไตยของประเทศเรา 

นับตั้งแต่คณะราษฎร อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. ทำการปฏิวัติ 2475 ขึ้นมาผ่านไป 80 กว่าปี เจตจำนงของคณะราษฎรคือการเอาสถาบันกษัตริย์ลงมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ผ่านไป 80 กว่าปี ผมขอถามกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจริงแล้วหรือไม่  

เรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ตำราสังคมศึกษาเรียนกันตั้งแต่ชั้นประถมบอกว่า ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงเป็นประมุขย่อมหมายถึงว่าทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมถามจริงๆ ผมสงสัยเหลือเกิน หากสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง หากสถาบันกษัตริย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างแท้จริง พระองค์เอาอำนาจจากไหนมาเซ็นรับรองให้ทหารฉีกรัฐธรรมนูญตั้ง 10 กว่ารอบ  

กษัตริย์สเปนปกป้องประชาธิปไตย

บางคนบอกว่า ที่กษัตริย์เซ็นรับรองรัฐประหารนั้น มันเป็นเรื่องที่ถูกบังคับ เป็นเรื่องของทหารที่ทำรัฐประหารไม่เกี่ยวกับสถาบัน แต่ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองทั้งในประเทศและในสากลโลก ปี 1981 เทียบเป็น พ.ศ. คือ 2524 ประเทศสเปนปกครองในระบอบเผด็จการมานาน เมื่อเขาเปลี่ยนไปเป็นระบอบประชาธิปไตยกลับมีทหารกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ แล้วเอากำลังเข้าไปยึดสภา ยึดทำเนียบ จับตัว ส.ส. จับตัวนายกฯ เป็นตัวประกัน แต่กษัตริย์บ้านเขา พระเจ้าฆวน การ์โลส (ที่ 1) ตั้งโต๊ะแถลงเลยว่า กษัตริย์ต้องปกป้องประชาธิปไตย สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่เคียงข้างประชาชน และประกาศว่า ทหารกลุ่มนั้น สถาบันกษัตริย์ไม่รับรอง ถือเป็นกบฏ  

ผมขอถามว่า ทำไมเจ้าบ้านเขาถึงทำเช่นนี้ได้ และไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับสถาบันกษัตริย์ของประเทศไทยเลย ในเหตุการณ์ของประเทศไทยนั้นก็มีตัวอย่างกบฏยังเติร์กเมื่อปี 2524 จะล้มยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นการก่อการยึดอำนาจที่ใช้กำลังพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทหารกว่า 40 กองพันคือเกินครึ่งของกองทัพบุกมา กทม. สามารถยึด กทม. ได้ทั้งหมด สมัยก่อนเวลาเขายึดอำนาจกัน ยึดทำเนียบ ยึดสภา ยึดสื่อมวลชนก็เอาชนะได้แล้ว แต่ในครั้งนี้ตัวคนเซ็นหนีไปอยู่กับนายกฯ ที่โคราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จ ไม่ยอมอยู่เซ็นรัฐประหารให้กับคณะที่เขายึดอำนาจ แต่หนีไปปกป้องอยู่กับ พล.อ.เปรมที่ค่ายสุรนารี 

“นี่ขนาดว่าเขายึดได้ทั้ง กทม. แล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะชนะได้ เพราะไม่มีคนเซ็น นี่คือหลักฐานว่าการเซ็นนั้นสำคัญไฉน”  

ผู้ร่วมชุมนุมโห่ร้องและปรบมือระหว่างปราศรัยของ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน 

เป็นกบฏต่อประชาชน

ลำพังทหารยึดอำนาจฝ่ายเดียวไม่มีทางสำเร็จ หากสถาบันกษัตริย์ไม่ยอมเซ็นรับรอง เพราะการเซ็นรับรอง การเซ็นแต่งตั้งพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหารนั้นคือ การรับรองว่าการรัฐประหารชอบด้วยกฎหมาย เพราะสิ่งใดก็ตามที่ทรงลงพระนามย่อมเป็นกฎหมาย แต่ผมถามทำไม 10 กว่าครั้งที่ผ่านมา กษัตริย์แทบไม่ปฏิเสธการเซ็นรัฐประหารการเซ็นปล้นอำนาจโดยหัวหน้าโจรเลย 

เวลาเราพูดว่า เราไม่เอาการรัฐประหาร จะต้องไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น โดยทั่วไปเราก็ไปเรียกร้องกับกองทัพ ซึ่งเป็นคนทำคนลงมือทำว่าอย่าออกมาทำรัฐประหาร แต่ผมคิดว่า จากวันนี้เป็นต้นไป นอกจากจะไปเรียกร้องกับคนทำแล้ว ยังต้องเรียกร้องกับคนเซ็นด้วยว่า ต่อไปนี้คุณอย่าเซ็น 

อย่างที่อาจารย์ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่น) ปล่อยข่าวลือว่า มีข่าวลือกลิ่นตุๆ ว่าอาจมีการรัฐประหารเกิดขึ้น ผมบอกเลยว่า ถ้าสถาบันกษัตริย์มีจุดยืนที่ชัดเจน อยู่ข้างประชาชน อยู่ข้างประชาธิปไตย การรัฐประหารนั้นก็คงไม่สำเร็จ เพราะจะทรงไม่ลงนามให้ ยกเว้นว่ามีจุดยืนอย่างอื่นถึงจะลง การรัฐประหารการยึดอำนาจนั้น ถ้าไม่มีลายเซ็น ทหารก็กลายเป็นกบฏ แต่ถ้ามีลายเซ็น คนเซ็นนั่นแหละเป็นกบฏต่อประชาชน  

บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่า พวกเราทุกคนที่อยู่ในม็อบนี้เห็นด้วยกันชัดเจนว่ากำลังมีปัญหา รู้ได้อย่างไรว่ามีปัญหา ก็ลองเปรียบเทียบกับสถาบันของประเทศอื่น ควีนอลิซาเบธของอังกฤษเซ็นรัฐประหารได้หรือไม่ จักรพรรดิญี่ปุ่นออกมาชี้นำการเมืองได้หรือไม่  กษัตริย์เนเธอร์แลนด์ทิ้งประเทศตัวเองออกไปอยู่ที่ไกลๆ เป็นปีๆ ได้หรือไม่ กษัตริย์สวีเดนออกกฎหมายจับคนที่วิพากษ์วิจารณ์เข้าคุกได้หรือไม่ ในเมื่อมันไม่เกิดขึ้นกับสากลโลก ทำไมต้องเกิดขึ้นกับประเทศไทยประเทศเดียว 

“ถ้าเรายอมให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ สู้ให้ตายก็ไม่มีทางได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ยั่งยืน”  

#ให้มันจบที่รุ่นเรา

ที่เราพูดที่แฮชแท็กเขามีว่า #ให้มันจบที่รุ่นเรานั้น ต้องสู้กันถึงรากถึงแก่นทำให้ต้นตอของปัญหาทั้งหมดได้รับการแก้ไข ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพูดถึงเรื่องปัญหาสถาบันกษัตริย์ ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ผมย้ำว่า ปฏิรูปคือ การแก้ไขเพื่อให้มันดำรงอยู่ได้ เราต้องพูดเรื่องการปฏิรูปกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา อย่างจริงจัง อย่างเปิดเผย เขาจะได้รู้ว่าเราหวังดี เราเห็นปัญหา เราจึงพูดปัญหาขึ้นมา เพื่อให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข ถ้าใครเห็นด้วยว่าการพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาดีกว่านินทาอยู่เงียบๆ ปรบมือครับ  

ปัจจุบันนี้สถาบันกษัตริย์ของประเทศไทยไม่เข้ารูปไม่เข้ารอย กำลังวางตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญและอยู่เหนือประชาชน เราในฐานะประชาชนก็ต้องออกมาสะกิดว่า ให้ปรับปรุงตัวเองเสียโดยเร่งด่วน สถาบันกษัตริย์จะได้อยู่ร่วมกับสถาบันประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างผาสุก อย่างสันติสุข ไม่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มหายตายจากกันไป 

พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน อ่านข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่เคยประกาศบนเวทีธรรมศาสตร์จะไม่ทน

อ่านข้อเสนอ 10 ประการอีกรอบ 

ผมขออนุญาตทบทวน 10 ข้อเสนอ ที่เวทีธรรมศาสตร์และการชุมนุม เวทีธรรมศาสตร์จะไม่ทนเคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 

ข้อที่ 1 ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้เช่นเดียวกับเคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร เพื่อให้เป็นข้อพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะใครชนชั้นใดเกิดมาเลือดสีอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน  

ข้อที่ 2 ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้ตามอันควร และนิรโทษกรรม รวมถึงล้างมลทินผู้ถูกดำเนินคดีและผู้ลี้ภัยเพียงเพราะว่าเขาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทั้งหมด 

ข้อที่ 3 ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวให้ชัดเจน จะได้ไม่ใช้เงินภาษีประชาชนอย่างมั่วซั่ว 

ข้อที่ 4 ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ  

ข้อที่ 5 ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้น ก็ให้ยกเลิกไปเสีย 

ข้อที่ 6 ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบ และเพื่อให้สถาบันกษัตริย์ไม่ต้องไปรับใต้โต๊ะของนายทุน  

ข้อที่ 7 ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ เพื่อให้สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถมาชี้นำการเมืองได้ 

ข้อที่ 8 ยกเลิกการ propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) ยกเลิกการประชาสัมพันธ์โฆษณาชวนเชื่อ และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงาม ยกเลิกไปให้หมด  

ข้อที่ 9 สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสถาบันกษัตริย์ ทวงความเป็นธรรมให้วันเฉลิม และข้อที่ 10 ข้อสุดท้าย ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก  

ผมขอไม่ลงรายละเอียดทั้ง 10 ข้อมากไปกว่านี้ เพราะคิดว่า 10 ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องวิจิตรพิสดารอะไร มันก็เป็นหลักการทั่วไปของประเทศที่เขามีกษัตริย์และมีประชาธิปไตยด้วย ผมเห็นญี่ปุ่นก็เป็นแบบนี้ ผมเห็นสแกนดิเนเวียก็เป็นแบบนี้ สหราชอาณาจักรก็เป็นแบบนี้ ก็นึกไม่ออกเลยว่า ทำไมประเทศไทยมันจะเป็นไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เขาสู้กันมา สู้กันมาตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 สู้กันมาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 สู้กันมากตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 สู้กันมาตั้งแต่พฤษภาฯ ทมิฬ 2535 ไล่ไปจนถึงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมปี 2553 เรากำลังอยู่ต่อหน้าหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของเรา  

รับไม้ต่อการต่อสู้

เรามีหน้าที่ในการรับไม้ต่อจากการต่อสู้ของรุ่นก่อนๆ มาทำให้สำเร็จในรุ่นเรา เอาให้มันจบๆ ไปในรุ่นนี้ ในวันนี้ ในปีนี้ ทั้ง 10 ข้อเป็นคำขาดที่คนที่เกิดมาแล้วเท้าติดดินอย่างพวกเราจะตะโกนให้คนที่เขาขี่เมฆได้ยิน ไม่ว่าใครผู้ใดจะบอกว่าเราเป็นแค่ฝุ่น แต่วันนี้ฝุ่นทั้งหลายก็จะรวมตัวกันเป็นผืนแผ่นดินและสามารถจะฝังกลบสิ่งใดๆ ก็ตามที่ไม่ฟังเสียงของฝุ่น  

ผมขอขอบคุณผู้ที่เขาได้เสียสละมาก่อน ผู้ที่ยืนหยัดอยู่กับผมตรงนี้และกำลังจะเข้ามาร่วมการต่อสู้ในอนาคต ที่มาช่วยกันดันและพยุงเพดานการต่อสู้ เราจะถอยไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะสงครามของประชาชนนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว 

นอกจากนี้ ผมยังต้องขอขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ยืนหยัดในการต่อสู้พูดความจริงให้เป็นแรงบันดาลใจก่อนที่เรารุ่นต่อๆ ไปจะได้พูดกันต่อไป ขอขอบคุณอาจารย์ใหญ่แห่งโลกอินเทอร์เน็ตทั้ง 2 ท่าน อาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล นักวิชาการผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศฝรั่งเศส) และอาจารย์ปวิน ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าเราตั้งใจในการต่อสู้ ยืนหยัดในการต่อสู้ จนเราชนะ จนเราสามารถมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและภายใต้ประชาชนได้อย่างแท้จริงนั้น เราจะได้ฟังบรรยายสดอาจารย์สมศักดิ์และอาจารย์ปวินโดยไม่ต้องผ่านไลฟ์  

ตอนนี้เราก็รู้กันดีว่าประเทศเราเป็นอย่างไร ผมไม่รู้ว่าผมจะได้มีโอกาสมาพูดในสิ่งที่เราได้พูดในวันนี้ที่เวทีขอนแก่นกับทุกคนในที่นี้อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ ผมไม่รู้ว่าลงจากเวทีไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวผม ผมก็จะบอกผมจะฝากถึงใครก็ตามๆ ที่คิดไม่ดีต่อผม ใครก็ตามที่คิดจะทำร้ายใช้วิธีการที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย คุณจะทำอะไรคุณก็ทำ แต่เราเปิดหน้าสู้แล้ว ถ้าคุณทำอะไรเรา ถ้าคุณทำอะไรผม ศัตรูเรามีคนเดียวเขาก็รู้กันหมดว่าใครสั่ง 

ผมขอถือโอกาสนี้ก่อนที่ผมอาจจะไม่ได้มีโอกาสอีก ผมจะขอยืนยันกับพี่น้องว่าตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่ ผมจะยังสู้กับพี่น้องด้วยความมั่นคงในอุดมการณ์ต่อไป ที่ผ่านมา ถ้าผมเคยทำอะไรผิดพลาดพลั้งเคยก้าวร้าวมากไปหน่อย ผมต้องขออภัยอย่างสูง ถ้าใครเห็นด้วย ถ้าใครคิดว่าเรื่องที่ผมพูดเป็นเรื่องไม่จริง คุณไม่ต้องมาจับผม คุณเก่งจริง คุณเปิดโต๊ะแถลงเลย แถลงโต้เลยว่ามันไม่จริงอย่างไร ถ้าเกิดไม่ว่างมาแถลงที่ไทย คอนเฟอร์เรนซ์มาจากแดนไกลก็ได้ ผมหมายถึงดูไบ สุดท้ายถ้าใครเห็นด้วยกับผม กรุณาชู 3 นิ้วขึ้นมา และเปล่งวาจาว่า ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ ๆ วันที่ 19 กันยายน เดือนหน้านี้ ทีมกรุงเทพฯ จะจัดการชุมนุมใหญ่เอาให้เบิ้มๆ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่ นักวิชาการอีสานขานรับข้อเสนอ 10 ประการ 

ดูวิดีโอปราศรัยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ได้ที่นี่ 

Scroll Up