กลุ่มเยาวชนปลดแอก : ประทีปแห่งการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง

มาโนช พรหมสิงห์  เรื่อง 

ในห้วงยามนี้ กลุ่มเยาวชนเริ่มเข้ามามีบทบาทในการต่อสู้ เคลื่อนไหว เรียกร้องต่อรัฐ ถึงการสร้างความเป็นธรรม สร้างสังคมเสรีประชาธิปไตย เสรีภาพอย่างถ้วนทั่ว ฯลฯ เริ่มมีมากขึ้นอย่างคึกคัก เข็มแข็ง เข้มข้น

ดูเหมือนว่า ในอดีต กลุ่มเยาวชนที่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามามีบทบาทในการนำการเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในยุคทศวรรษ 1970 (เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา) และถัดจากนั้นก็ถูกฝ่ายขวากำราบ ในอีก 3 ปีถัดมา (เหตุการณ์ 6 ตุลา’ 19) แหละเมื่อล่วงสู่ปี 2000 เกือบสองทศวรรษ กลุ่มเยาวชนดูจะหายไปจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังจากการล้อมปราบคนเสื้อแดงในต้นปี 2010 ก็ได้ก่อจิตสำนึก จิตวิญญาณการต่อสู้ทางการเมือง (หันมาสนใจบ้านเมือง) ในหมู่เยาวชนให้หวนกลับมาลุกโชนอีกครั้ง และยิ่งปะทุสูงขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2014 (2557) อันนำมาสู่รัฐบาล การปกครองในปัจจุบัน

หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยในประวัติศาสตร์ไทย ภาพโดย มาโนช พรหมสิงห์

ในทัศนะของผม เยาวชนที่จะก้าวเข้ามาบนเส้นทางต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง จะบ่มเพาะประสบการณ์และยืนหยัดอุดมคติอุดมการณ์อยู่ยาวนาน แม้จะยังไม่เห็นแสงสว่างแห่งชัยอันจะบรรลุความใฝ่ฝัน กระทั่งความตายพรากเขาลาลับไปจากโลกนี้ 

คนเหล่านี้ขณะเป็นเยาวชน จะเห็นว่าเป็นเด็กดี เรียนดี (อาจจะเรียนเก่งมากด้วย) ใฝ่รู้ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คิดเป็นวิทยาศาสตร์ อ่านมาก ชอบคิดวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ (กับตนเองหรือกลุ่มเพื่อนกับครูอาจารย์ทั้งนอกและในชั้นเรียน)

อาทิ เช กูวารา ที่เรียนจบแพทย์ แต่ดำเนินวิถีนักปฏิวัติ จิตร ภูมิศักดิ์ นิสิตอักษรศาสตร์จุฬาฯ นักวิชาการ (ที่ยังหาคนเทียบเคียงได้ยากแม้ในปัจจุบัน) และนักปฏิวัติที่แม้ชีวิตจะหาไม่แล้ว ทว่ายังมีชีวิตอยู่ในใจของคนหนุ่มสาวมาทุกยุคสมัย

แกนนำนักศึกษาสมัย 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ก็ล้วนเป็นเยาวชนระดับหัวกระทิของประเทศในขณะนั้น

ในสมัยผมเรียนครูที่ มศว.มหาสารคาม หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 16 หนึ่งปี นักศึกษาใกล้จบที่ออกฝึกสอนในโรงเรียนมัธยมทั่วภาคอีสาน ถูกกำราบด้วยข้อหาปลุกระดมนักเรียน ภัยสังคม (เพราะข่าวลือการจะออกจากป่ามาเอาคืนของนักศึกษาที่เข้าป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์) เป็นนักศึกษาเอกคณิตศาสตร์สองคน แทนที่จะเป็นเอกวิชาอื่น เช่น สังคมศึกษาหรืออื่นๆ ในจำนวนนักศึกษาหลายร้อยคนในรุ่น

ในปัจจุบันผมยังคิดว่า เยาวชนที่จะเป็นแกนนำในการเปลี่ยนแปลงสังคม ล้วนเป็นเด็ก ‘หัวดี’ (อาจไม่ใช่เรียนเก่งเพียงอย่างเดียว) แหละเยาวชนในปัจจุบันของเรามิได้คิดว่า ตนเป็นแค่ประชากรของประเทศ ทว่าพวกเขาคิดข้ามไปไกลกว่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คือ “เยาวชนวันนี้ล้วนเป็นพลเมืองโลก (the people of the world)” นอกจากนี้พวกเขายังเชื่อมติดต่อข้อมูล ความคิด ความรู้ถึงกันและกันแล้ว

ผมเคยพูดหลายครั้งในอดีตให้เยาวชนสมัยนั้นได้รับฟัง เรื่อง 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ในภาพโดยรวมและบางแง่มุมที่รับรู้และพบเจอด้วยตนเอง ผมบอกว่า มันไม่ใช่มหาวิหารที่ทุกคนต้องกราบไหว้บูชาและห้ามแตะต้องวิพากษ์วิจารณ์  แต่ละคนอย่าเชื่อคำพูดผมทุกคำ ควรรับฟัง รับรู้ จากอีกหลายคน จากเอกสารหนังสือหนังหามากมาย แล้วจึงสรุปความด้วยตนเอง ผมย้ำว่ามันเป็นพลังในห้วงเวลาหนึ่ง มิได้เป็นอมตะ มันมีทั้งสิ่งน่าเชิดชู น่าสงสัย และน่าละอายกับความผิดพลาดแฝงอยู่ด้วย ทว่าพึงจดจำรำลึกถึงพลังเยาวชนและประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ (uprising) กับอำนาจรัฐเผด็จการ เพื่อสังคมการเมืองดีงามที่ใฝ่ฝัน แหละการปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณอย่างไม่น่าเชื่อ 

เยาวชนรุนใหม่ผู้เติบโตเป็นเสรีชนรุ่นใหม่ จงศึกษา ปรับปรุง พัฒนาการต่อสู้อันไม่สิ้นสุดนี้ อย่างสุดจิตสุดใจต่อไป เพื่อประเทศชาติและประชาชนของเรา ซึ่งมันจะขับเคลื่อนรุดไปข้างหน้าพร้อมกับโลก มันจะไม่หยุดนิ่ง จะไม่ถอยหลัง มันไม่มีหรอกเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศหนึ่งประเทศใด 

จงยึดมั่นในอุดมคติอุดมการณ์ นำพาสังคมและประชาชนรุดหน้าไป รวมทั้งผู้เฒ่าล้าหลังอย่างผม ผู้ที่ยังงมงายอยู่กับความสำเร็จเก่าๆ ผลงานเก่าๆ ซึ่งหลายอย่างเป็นมายาที่น่าถ่มถุยและน่าชื่นชม

ขอเชิดชูจิตใจของกลุ่มเยาวชนปลดแอก

และโปรดติดตามสิ่งน่าเชิดชูกับน่าละอายของคนต่อสู้ทางสังคมการเมืองในอดีตยุคก่อนต่อไป…

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up