นาหนองบงในม่านหมอก (1) 

ภาพปก : จามร ศรเพชรนรินทร์ 

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา เรื่องและภาพ 

****

เมื่อเริ่มทำงานในแวดวงนักสื่อสารที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือที่หลายคนเรียกสื่อกลุ่มนี้ว่า “สื่อสายสิ่งแวดล้อม” 

ความสัมพันธ์หนึ่งที่มีความใกล้ชิดสนิทสนม หรือถึงขั้นเรียกเป็นพี่น้องพ้องเพื่อนคือความสัมพันธ์กับ “เอ็นจีโอ” 

แม้พวกเราทั้งสองกลุ่มจะมีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน แต่หน้าที่การงานที่ต้องคอยตามแกะรอยปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับผู้ได้รับผลกระทบจากการเอาเปรียบของนายทุนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของช่วงชีวิต อาจเป็นเหตุผลนี้ที่ทำให้เราเหมือนจะเข้าใจกัน พูดคุยภาษาเดียวกันได้ง่ายขึ้น 

สำหรับฉันเอ็นจีโอหลายคนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ฉันลงลึกกับพื้นที่และปัญหามากกว่าการทำงานในสายนักการสื่อสาร 

แม้รู้แก่ใจว่าจะต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์ด้วยคำโบราณว่า “รักษาจุดร่วม สงวนจุดต่าง” และต้องใช้ฐานใจที่หนักแน่นเต็มตื้นด้วยความปรารถนาดีส่งถึงกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหลายครั้งสำหรับคนโตมาในเมืองเป็นเสรีชน ก็มักจะมีข้อกังขา แต่นาหนองบงทำให้ชีวิตฉันเข้าไปพัวพันกับเอ็นจีโออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 

มุกตลกร้ายคลายเครียดของพวกเราคือ ต่างฝ่ายต่างถล่มคำวิพากษ์ใส่กัน อย่าง “พวกเอ็นจีโอชอบครอบงำ ชอบชี้นำ ชอบบงการ พวกยากจน” 

“สื่อก็ทำงานลวกๆ พวกปัจเจก คิดถึงแต่ตัวเอง งานของตัวเอง ไม่สนใจการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน”

มุกแกล้งทะเลาะกันเคล้าไปด้วยเสียงหัวเราะ เราขำ-ฮากันพอน่าหมั่นไส้ ไม่ได้มีเรื่องราวหัวร้อนต่อกัน แม้คำบางคำจะทำให้อดคิดถึงตัวเองหรือแวดวงสื่อและความเป็นปัจเจกนิยมไม่ได้ บางครั้งคนอย่างเราก็สมควรที่จะถูกสามัคคีวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา

****

วันที่ 29 ตุลาคม 2556 ขณะกระแสข่าวการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยถูกต่อต้านเด่นชัดขึ้น รถทัวร์สายกรุงเทพฯ – เมืองเลยก็พาฉันออกจากหมอชิต มีปลายทางที่ท่ารถอำเภอวังสะพุงในรุ่งสาง 

ในที่สุดฉันก็มาถึงพร้อมกับ พี่เลิศ (เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์) เอ็นจีโอรุ่นกลางปากร้าย เลือดร้อน และไฟแรง ที่กระแสโลหิตไหลเวียนด้วยการค้านเหมือง และกำลังจะเข้าหมู่บ้านที่อยู่ในสถานการณ์ต่อต้านเหมืองทองแบบสู้ยิบตา 

“พ่อไม้” (สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์) แกนนำชาวบ้านออกมารับเราที่ท่ารถ ชายร่างเล็กบาง เคร่งขรึมทักทายน้อยคำพาพวกเราเดินทางจากถนนดำลัดเลี้ยวเข้าถึงหมู่บ้าน ระยะทาง 18 กิโลเมตร ออกจากตัวอำเภอเล็กๆ ผ่านเนินเขา สวนยางพารา ไล่มาถึงท้องทุ่งนาในที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขา เมื่อสัญญาณโทรศัพท์บอดสนิท ก่อนเข้าหมู่บ้าน พ่อไม้แวะหยุดรถเป็นระยะทักทายชาวบ้านที่ทำหน้าที่เฝ้าด่านตรวจของชาวบ้าน 3 ด่าน แต่ละด่านมีชื่อเรียกว่า วอ1 วอ2 และ วอ3 ตามรหัสของวิทยุคลื่นสั้น 3 ตัว ที่ใช้กันอยู่ในหมู่บ้าน

กำแพงใจ บริเวณสี่แยกซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นเหมืองทอง ก่อสร้างขึ้นด้วยโครงเหล็ก เป็นการก่อสร้างครั้งที่ 3 หลังจากนายกฯ อบต.เขาหลวง ยกกำลังตำรวจกว่า 100 นาย เข้ามาทำลายกำแพงใจครั้งที่ 2 ที่ทำจากท่อปูน 11 ท่อน ภาพถ่ายเมื่อ 11 ตุลาคม 2556

บริเวณสี่แยกด่าน วอ3 เศษซากกำแพงที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อกั้นขวางไม่ให้รถบรรทุกแร่ของเหมืองเข้าออกยังกระจัดกระจายอยู่ริมทาง ถนนสายเล็กๆ ของชุมชนเส้นนี้คือจุดยุทธศาสตร์ที่ชาวบ้านใช้ต่อสู้กับเหมืองทองคำ โดยการสร้างกำแพงขวางถนนครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2556 จากนั้นถูกชายชุดดำทำลายกำแพงในยามวิกาลของคืนวันที่ 19 กันยายน 2556 

สองวันต่อมาชาวบ้านช่วยกันยกท่อปูนซีเมนต์ 11 ท่อน วางขวางบนถนน เป็นการสร้างกำแพงครั้งที่ 2 นับจากนั้นชาวบ้านได้สร้างด่านกั้นถนนเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยและกลายเป็นวิถีชีวิตปกติของทุกคนที่จะรวมกลุ่มกันไปเฝ้าด่าน โดยใช้พื้นที่บนแคร่เล็กๆ ตามด่านทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งกินนอนจนเสมือนบ้านหลังที่สอง

แม้ชาวบ้านจะรวมตัวคุ้มกันกำแพงแน่นหนาอย่างไรก็ยังไม่สามารถต้านทานอำนาจรัฐ เมื่อนายก อบต.เขาหลวง จ.เลย ยกกำลังคน 100 นาย และรถไถมาทำลายกำแพง เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ตอนนั้นชาวบ้านไม่สามารถขวางได้ แต่รุ่งขึ้นก็ลงขันช่วยกันสร้างรั้วโครงเหล็กบนถนนขึ้นมาแทน เป็นการสร้างกำแพงรอบที่ 3 

หลังจากชาวบ้านก่อกำแพงห้ามไม่ให้รถบรรทุกหนักเกิน 15 ตัน วิ่งบนถนนตามระเบียบชุมชน ชาวบ้านได้สร้างด่านขึ้นตรวจตราโดยผลัดเวนกันมาเฝ้าด่านและทำกิจกรรมตามวิถีชีวิตปกติของชุมชน เช่น การหุงหาอาหาร งานจักสาน เป็นต้น ภาพถ่ายเมื่อปลายปี 2556

“กำแพง” ที่ก่อสร้าง-ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้กลายเป็นข้ออ้างให้นายทุนเหมืองทยอยนำไปฟ้องคดีเพ่งและอาญากับชาวบ้านหลายคดี เรียกค่าเสียหายจากชาวบ้านรวมแล้วมากกว่า 120 ล้านบาท ต่อมาชาวบ้านเรียกกำแพงนี้ว่า “กำแพงใจ” เปรียบเสมือนสัญลักษณ์การต่อสู้อย่างชอบธรรมในการปกป้องบ้านเกิดของชาวบ้านด้วยตัวของตัวเอง

ฉันกระชับเสื้อนอร์ทเฟสแนบกายปะทะลมหนาว นาหนองบงยามเช้าหมอกยังคลุมหนา หลายบ้านก่อกองไฟปิ้งข้าวจี่รอส่งลูกหลานขึ้นรถโรงเรียนคันเก่าที่จะมารับในทุกเช้า พระวัดป่าออกมาตั้งแถวเดินบิณฑบาตข้าวเหนียวไปตามถนนของหมู่บ้าน หน้าบ้านทุกหลังสะอาดสะอ้านมีกิจวิถีธรรมดาๆ ปั่นฝ้าย ต่ำหูก ตากพริก นึ่งข้าว สานกะต่า เขียนมาถึงตรงนี้อดคิดถึงโกวิท (โกวิท โพธิสาร) เพื่อนสื่อภูมิลำเนาจากสุรินทร์ไม่ได้ เธอบรรยายไว้ในครั้งที่แรกที่มาเยือนบ้านนาหนองบงอย่างเว่อวังแดกดันจริตของคนเมืองว่า “นาหนองบงเป็นหมู่บ้านที่มีบรรยากาศเหมาะสำหรับนั่งผิงไฟละเลียดกาแฟหอมๆ ในยามเช้า” ขัดแย้งอารมณ์อย่างแรงกับภาพการรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็ง เสียงระเบิดหิน เสียงคำรามของเครื่องจักร-สายพานขนาดใหญ่ และเสียงปืนที่มักจะดังในยามค่ำคืนตามชายป่ารอบหมู่บ้าน

หมู่บ้านยังมีประเพณีที่น่ารักมากๆ คือ เมื่อชายหญิงแต่งงานกัน ภรรยาเริ่มตั้งท้อง ชาวบ้านจะเปลี่ยนเรียกหญิงคนนั้นว่า “แม่อ้วน” และเมื่อแม่อ้วนคลอดลูกคนโตออกมา ชาวบ้านจะเปลี่ยนชื่อเรียกสามีและภรรยาตามชื่อลูกคนโต ส่วนตายาย ชื่อก็จะเปลี่ยนไปตามชื่อหลานคนโต เช่น รอนแต่งงานกับเอ็ด เมื่อรอนตั้งท้อง ชาวบ้านจะเรียกรอนในขณะตั้งท้องว่า “แม่อ้วน” เมื่อแม่อ้วนคลอดลูกคนโต โดยตั้งชื่อลูกว่า “ไม้”  ชาวบ้านจะเปลี่ยนเรียกชื่อรอนกับเอ็ดเป็น “แม่ไม้” และ “พ่อไม้” ส่วนตายาย ก็จะเรียกว่า “ตาไม้” “ยายไม้” ตามไปด้วย ในหมู่บ้านไม่ว่าใครจะเรียก พ่อ แม่ ลูก หรือ ตา ยาย ก็จะสืบสาวกันได้หมดทั้งวงศาคณาญาติ 

พ่อไม้พาพวกเราไปลงที่บ้านแม่ไหม่ (ไหม่ รามศิริ) ในบ้านนาคุ้มน้อย ตาฟลุ๊ค (ดิง รามศิริ) กำลังถอยอีโก่ง (รถไถเดินตามที่ต่อเติมดัดแปลงให้เป็นรถบรรทุกเล็กๆ มีพวงมาลัยนั่งขับได้) เตรียมออกไปไร่ มีตา-ยายรออยู่ที่นั่นแล้ว 3-4 คน พี่เลิศถามไถ่สถานการณ์ความเป็นไปในหมู่บ้าน ไม่นานแม่ไหม่ ก็ยกสำรับกับข้าวออกมาวาง อาหารพื้นบ้าน แจ่ว ผักหนามนึ่ง หน่อไม้สดลวก หน้าตาน่ากิน 

“ข้าวเหนียว ผักลวก กินได้มั้ยล่ะ” แม่ไหม่ยิ้มถามฉันด้วยสายตาเป็นมิตร 

“ลืมแนะนำ นี่ต๊ะ นักข่าวจากกรุงเทพฯ มันกินง่ายอยู่ง่าย จะมาช่วยทำข่าวที่นี่” พี่เลิศแนะนำตัวให้ฉันอย่างเป็นงานเป็นการ

ฉันได้แต่ยิ้มตอบสั้นๆ “กินได้ทุกอย่างค่ะแม่” มือยังปั้นข้าวเหนียมนุ่มสงวนปากสงวนคำไว้สำหรับจ้ำแจ่วที่แซ่บสุดยอด ไม่แปลกเลยที่ต่อมาภายหลังแจ่วพริกป่นของแม่ไหม่กลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านนาหนองบง แม่ไหม่ตั้งชื่อให้เมนูนี้ว่า “แจ่วดำ” ชื่อเสียงลือไกลไปกระทั่งว่า “ถ้ามาบ้านนาไม่ได้กินคือยังมาไม่ถึง” 

****

ทุ่งนาในหมู่บ้านนาหนองบง อ.วังสะพุง จ.เลย ที่อยู่ติดกับภูเขาที่เขตสัมปทานเหมืองแร่ทองคำของบริษัทเอกชน ภาพถ่ายเมื่อปลายปี 2556

หมอกค่อยๆ จางเปิดม่านหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขากระจ่างตา มองเห็นเนิน-ยอดเขาเรียงรายสลับซับซ้อนอยู่รายล้อมหมู่บ้าน 

พี่เลิศเตรียมวงประชุมกับแกนนำ ส่วนเจ๊มล (มล คุณนา) แกนนำชาวบ้านที่มักจะเป็นด่านหน้าขาลุย ไม่ว่าจะหน้าเวทีชุมนุมหรือหน้าเวทีหมอลำ เป็นคนพาฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปดูรอบๆ หมู่บ้าน 

ผ่านถนนสายเล็กๆ ขนาบข้างด้วยท้องทุ่งรวงทอง อีกไม่นานก็ถึงเวลาเกี่ยวข้าว ฉันนึกย้อนกลับไปครั้งแรกก่อนเข้าหมู่บ้าน เมื่อครั้งได้เจอกับแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดในงานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม : ศึกษากรณีจังหวัดเลย เหมืองทองคำ” วันที่ 22 ตุลาคม 2556 จัดโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

วาระในวันนั้นจัดขึ้นเพราะชาวบ้านได้ร้องเรียนเรื่องการใช้กำลังเจ้าหน้าที่นับพันปิดกันเส้นทางและปิดกั้นประตูเข้าและออกสถานที่จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและกำหนดขอบเขตแนวทางการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อทำโครงการเหมืองแร่ทองคำ ทองแดง และเงิน ในแปลงประทานบัตรที่ 76/2539 พื้นที่ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ซึ่งกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน ที่อยู่รอบเหมืองทอง ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุงกว่า 800 คน ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะโรงประกอบโลหกรรมและบ่อเก็บกากแร่ที่ตั้งอยู่บนภูเขาใกล้หมู่บ้าน แต่กลับถูกขวางกั้นไม่ให้เข้าร่วมแสดงความเห็น

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและกลุ่มนักศึกษาดาวดิน เป็นที่รู้จักของสังคมผ่านสื่อต่างๆ ด้วยชุดภาพขาว-ดำทรงพลังที่กดชัตเตอร์ โดย เริงฤทธิ์ คงเมือง ช่างภาพมืออาชีพที่ถ่ายทอดอารมณ์แรงกดดันอัดอั้นของชาวบ้าน นักศึกษา และการกระทำอันน่าอดสูของเจ้าหน้าที่รัฐ 

ในเวทีสัมมนาฯ ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีทั้งชาวบ้านและตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายกับการทำเหมือง ฉันจำคำแก้ตัวได้แม่น ไม่ว่าจะเป็นจากตัวแทนกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมจังหวัด สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมภาค หรือตำรวจ ที่โต้แย้งชาวบ้านว่า “เหมืองสร้างรายได้” “เหมืองไม่ได้ก่อผลกระทบ” “ชาวบ้านพิสูจน์ไม่ได้” “ชาวบ้านก่อความวุ่นวายเอง” “ชาวบ้านเองก็เปิดหน้าดินทำให้โลหะหนักที่อยู่ในสายแร่กระจายออกมา” การประชุมดำเนินไปได้ไม่นาน แม่ไม้ (วิรอน รุจิไชยวัฒน์) ตอบโต้ด้วยเสียงสั่นเครือว่า “เราเป็นชาวบ้านจับจอบจับเสียม จะขุดดินได้เหมือนเหมืองระเบิดภูเขาหรือ เรามีสารพิษในเลือด จะให้เราพิสูจน์อะไรอีก” 

เมื่อชาวบ้านฝ่ายหญิงไม่สามารถช่วงชิงการโต้แย้งได้อีก น้ำตาก็เริ่มหลั่งไหล หลังจากนั้นทุกคนก็ต่างร้องไห้ไม่หยุด อึดใจหนึ่งมีเสียงดังมาจากด้านหลังเก้าอี้ที่ฉันนั่งอยู่ในวงโต๊ะประชุม “คุณอยากได้ทองผมไม่ว่า เอาไปเลย แต่เอาป่าไม้ ภูเขา ลำห้วยของพวกเราคืนมา” พ่อไม้ที่นั่งนิ่งฟังอยู่นานเอ่ยปากเป็นครั้งแรกและสยบฝ่ายรัฐให้หยุดปากลงได้ชั่วครู่ เวลานั้นชาวบ้านทั้งหมดทยอยเดินออกจากห้องประชุม

สำหรับฉันในตอนนั้น นั่งในห้องทำเหมือนไม่มีตัวตน แต่เริ่มศึกษาข้อมูลความเป็นมาของประเด็นเหมืองทองแห่งนี้มาได้สักระยะ มีความรู้สึกถูกท้ายทายจากพฤติกรรมของข้าราชการและอยากเอาตัวเองลงไปสู้ในสนามข่าวแห่งนี้สักตั้ง 

**** 

ภาพถ่ายมุมสูงบ่อเก็บกากแร่บนภูทับฟ้า ภาพถ่ายเมื่อปลายปี 2556 เครดิตภาพ จามร ศรเพชรนรินทร์

เจ๊มลเลี้ยวมอเตอร์ไซค์จากถนนหลักของหมู่บ้านผ่านทุ่งนา วิ่งไต่เนินไปบนภูเขาระยะทางประมาณ 500 เมตร เส้นทางขรุขระกระจัดกระจายไปด้วยร่องน้ำหลากและก้อนหินใหญ่น้อยทุกขนาดที่พร้อมจะกลิ้งหรือทิ้งตัวลงมาหากมีน้ำฝน เดินเข้าไปใจกลางภูเขาเป็นหลุมกว้างลึกมหึมาขนาด 32 ไร่ สภาพภูเขาตายซากทั้งลูก คือร่องรอยที่บ่งชี้ว่า เพียงเพื่อการได้แร่ทอง 2 กรัมเศษๆ จะต้องสกัดจากหินที่มีแร่ 1 ตัน ส่วนเศษหินเศษดินไม่มีแร่ที่ถูกระเบิดออกมาด้วยก็กองทิ้งไว้ หินที่สกัดแร่ออกมาแล้วก็จะถูกนำไปกองทิ้งไว้จนเป็นภูเขาลูกใหม่อีกลูกที่ไร้ชีวิตและปนเปื้อนไปด้วยสารพิษและโลหะหนัก เช่นเดียวกับป่าไม้และแหล่งต้นน้ำไร้ค่าที่สามารถทำลายได้เพื่อเปลี่ยนเป็นมูลค่าของทองคำ

“ภูเขาลูกนี้เรียกว่า ภูซำป่าบอน” เจ๊มลเริ่มอธิบายภาพของภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ในอดีต เป็นแหล่งหากินแหล่งเก็บหน่อไม้ของชาวบ้าน 

เธอชี้ไปในทิศทางของภูเขาอีกลูกใกล้ๆ “ภูเขาที่มีโรงงานของเหมืองตั้งอยู่คือภูทับฟ้า ตั้งแต่เหมืองเปิดเริ่มระเบิดหิน เวลาหน้าฝน น้ำฝนจะหลากชะล้างหิน ดิน ตะกอนลงไปในนาของชาวบ้านที่อยู่ข้างล่าง โลหะหนักที่อยู่คู่กับแร่ทองคำก็จะไหลตามน้ำลงไปปนเปื้อนในน้ำ ในอาหาร ในข้าวของชาวบ้านด้วย ช่วงแรกๆ ที่เริ่มมีผลกระทบ ชาวบ้านทำนา แต่ไม่กล้ากินข้าวที่ตัวเองปลูก ต้องไปซื้อข้าวข้างนอกกิน”  

ฉันมองดูสภาพต่างๆ รอบตัว ซึมเซากับชะตากรรมของภูเขาตรงหน้าที่มีชื่อแสนไพเราะ ภูซำป่าบอนที่กลายเป็นขุมเหมืองขนาด 32 ไร่ ภูทับฟ้าที่กลายเป็นขุมเหมือง 5 หลุม พื้นที่รวม 54 ไร่ ภูเหล็กที่กำลังจะถูกทำลาย ซึมซับภาพบาดแผลแห่งภูเขา และตั้งใจฟังคำบรรยายที่ไหลลื่น ฉะฉาน สัมผัสถึงความมั่นใจของเจ๊มล ผู้หญิงชาวบ้านตัวกลมเล็กชอบทาปากแดงคนนี้ ทำให้ฉันทึ่ง ถึงจะไม่มีคำอธิบายที่แม่นยำเป็นตัวเลขชัดเจน แต่ก็มีรายละเอียดของพื้นที่ที่เล่าได้อย่างเห็นภาพ เล่าเรื่องโดยไม่ประหม่าเขินอาย แอบนึกในใจว่า ไปฝึกบรรยายมาจากไหน เพราะเท่าที่ฉันรู้ ชาวบ้านในพื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่ที่นักข่าวเรียกว่า “ใหม่” ตามประสานักข่าวที่ทำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาพอตัว ก็จะประเมินไว้ก่อนว่าไม่น่าจะเจนเวทีเหมือนชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ ที่ต่อสู้มายาวนาน 

ตลอดสองวันในนาหนองบง ฉันใช้กล้องใหญ่ในมือทำงานมากกว่าคำพูด หยุดใช้กล้องก็จับปากกาเขียนในสมุดโน้ต มีอะไรที่ไม่เข้าใจก็ใช้คำถามเพียงเล็กน้อย วางตัวไว้ในลักษณะมาสำรวจ และมาสังเกตการณ์ นั่งในมุมใดมุมหนึ่งให้ห่างจากสายตาผู้คน ต่างจากพี่เลิศที่ต้องยืนหรือนั่งอยู่ด้านหน้าใช้การสื่อสารด้วยการถามไถ่ปรึกษาสนทนาแทบตลอดเวลา

ขากลับเข้ากรุงเทพฯ ก่อนแยกย้าย พี่เลิศชวนคุย “คุณจะเข้าไปในหมู่บ้านทำอะไรบ้าง”

“ทำข่าว ทำข้อมูล สู้กันด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง” ฉันตอบไปตามหลักการ

พี่เลิศกำหนดประเด็น แล้วเสนอให้ฉันทำ 2-3 เรื่อง ด้วยการวางท่าทีเคร่งเครียด ส่วนฉันในใจก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยกับท่วงทำนอง แต่ก็รับว่าจะเขียน 1 เรื่องที่เสนอเกี่ยวกับนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อเปิดเป็นประเด็นเจาะลึก

พี่เลิศก็ทำเหมือนไม่เห็นอาการฉัน ยังจ้องหน้าแล้วย้ำอีกว่า “อย่าทำเหมือนนักข่าวทั่วไป อย่าทำข่าวล้ำหน้าชาวบ้าน ข่าวข้อมูลที่คุณทำชาวบ้านจะต้องเข้าใจ จะต้องรู้เรื่องด้วย”

ฉันสวนกลับทันควัน “ต๊ะเชื่อพี่ พี่ก็ต้องเชื่อต๊ะ เชื่อในความเป็นมืออาชีพที่ต๊ะมี ปล่อยให้ต๊ะทำงาน” 

คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2556 ฉันกลับจากหมู่บ้านใช้ชีวิตนั่งประจำอยู่หน้าจอคอมฯ ตามปกติ บทความที่วางแผนร่วมกันไว้เขียนเสร็จไปกว่าครึ่งและกำลังลื่นไหล แต่ก็มาเสียสมาธิสะดุดกับเสียงข่าวที่เพื่อนในออฟฟิศเปิดดู การจัดเวทีชุมนุมบริเวณสถานีรถไฟสามเสนของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต่อต้านการเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) พวกเขาที่เริ่มต้นปลุกกระแสนี้ได้นำคำว่า “ระบอบทักษิณ” กลับมาก่อการทางการเมืองอีกครั้ง พร้อมกับใช้ “นกหวีด” เป็นเสียงสัญลักษณ์ของมวลชน

บรรยากาศทางการเมืองส่อเค้าบานปลาย นาหนองบงกับเหมืองทองจะช่วงชิงพื้นที่สื่อได้อย่างไร… ฉันแอบกังวลอยู่ในใจ

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up