คูนกับควาย

ภาพหน้าปกจาก istock.com/kongjongphotostock

ณภัทร ข่ายมณี เรื่อง 

อรุณรางทางฟากบูรพาแล้ว ฟ้าสีแดงก่ำย่ำเหยียบขับไล่ความมืดมิดให้ไกลก้าวล่าลาถอย เสียงฟึดฟัดควายคันจมูกด้วยอึดอัดรำคาญสนตะพายอันหยาบหนาที่สอดเจาะกลางจมูกของมัน ความทุกข์ทรมานนี้เริ่มขึ้นในเช้าที่แสนปรกติในคอกของมัน เมื่อชายสี่คนเดินมามุงมัน จับมันไปมัดไว้กับต้นไม้ ลูบหัวลูบหางมันไปมา แล้วสองคนช่วยกันยึดหัวของมันไว้แน่นนิ่ง พวกเขาใช้ไม้ไผ่ขนาดเท่านิ้วก้อยเสี้ยมปลายแหลม แล้วแทงเข้าไปที่เนื้อเยื่อด้านในปลายจมูกของมันให้ทะลุถึงกัน เสี้ยนจากไม้ไผ่ตำและฝังอยู่ในจมูก มันร้องและดิ้นทุรนทุรายกับโคนต้นไม้นั่น น้ำตาของมันเกรอะเป็นคราบดำ ใครคนหนึ่งในสี่คนใช้เชือกขนาดเท่านิ้วก้อยร้อยรูจมูกอ้อมมาทางด้านหลังเขาผูกเชือกพอหลวมๆ 

และเชือกนี้ทั้งหนาและหยาบกร้าน ยิ่งผ่านวันเวลาเส้นเชือกจะแตกออกจากกัน เป็นเหมือนหนามนับพันในเส้นนั้นคอยสะกิดแผลให้แปลบปลาบไปชั่วชีวิตและมันต้องรอจนกว่าเชือกจะขาด แต่เจ้าของก็จะเอาเชือกใหม่มาร้อยใส่ให้ทันที ความเจ็บปวดทุกครั้งจากการกระตุกเชือกจะทำให้มันนึกถึงวันแรกสนตะพาย  

จากวันนั้นมา ควายเดินนำหน้าตามกำกับของชาวนาโดยตลอด มันได้เดินย่ำพลิกดินให้เป็นรอยไถและรอยนั้นจะโอบให้เกิดเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวในคราวต่อไป 

“นี่ย่างเข้าเขตฤดูเหมันต์ ไม่น่าทิ้งฉันไหวหวั่นผู้เดียว”  แว่วเสียงเพลงจากวิทยุของลุงอินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน ทุกเช้าแกจะหมุนวิทยุเข้าคลื่นเพลงลูกทุ่ง โดยเฉพาะหากเป็นเพลงของ ทูล ทองใจ ที่ร้องว่า “ต่างวิงวอนอ้อนรักพรอดพร่ำ รักแสนหวานฉ่ำ พี่จูบมัดจำตลอดทั้งคืน” ผู้ใหญ่เห็นจะหมุนเสียงขึ้นให้ดังเป็นพิเศษ เพื่อให้ความสุขจากเสียงเพลงกระจายไปทั่วถึงชาวบ้านที่มานั่งล้อมวงผิงไฟพูดคุยกันเป็นกลุ่ม ก่อนออกไปเอาหลังประจันฟ้าก้มหน้าปักดำอย่างตรำงานในช่วงสาย เรื่องสัพเพเหระและอาหารว่างมากมายรออยู่ในกองไฟที่ถูกก่อขึ้นจากไม้แห้งท่อนใหญ่สองสามท่อนที่สามารถเป็นเชื้อเพลิงได้ทั้งสัปดาห์ ลุงแหวงมานั่งร่วมวงด้วยทุกเช้าระหว่างรอป้าจันทร์ก่อไฟนึ่งข้าวอยู่ที่ครัว 

“โอ้ย! วันนี้ทำไมมาเปิดเพลงม่วนแท้น้อพ่อผู้ใหญ่เอ้ย” ลุงแหวงเปิดประเด็นวาระแรกขึ้น 

เจ้าบ้านอย่างแม่ปุ่นที่มานั่งร่วมวงด้วยจึงพูดเสริมขึ้นอีกว่า “แม่นยุดอก ทุกมื้อเห็นเปิดเพลงอ้ายทูล มามื้อนี้คือเปิดยาแม่ผ่องศรีน้อ อากาศก็หนาวยุ แล้วยังเปิดเพลงแบบนี้ ดีคักแท้เด้” แม่ปุ่นพูดแล้วยิ้ม หันหน้าให้เสียงมันดังไปบ้านลุงอินทร์เพื่อเย้าแหย่ 

“ป้าดโถ้ ทิดคูน เจ้าได้หัวควายมาแต่ไส คืองามดีแท้” ลุงแหวงถามขึ้นเมื่อมองไปที่บนบ้าน แล้วเหลือบเห็นหัวกะโหลกควายอันใหญ่ เขาโค้งงามติดอยู่บนนั้น

“ข่อยได้มาจากเฮือนแม่ เมื่อวานนี้ควายแกตายแดด” ทิดคูนตอบ

“โอ้ย เป็นหยังปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไปได้” ลุงแหวงถาม 

แม่ปุ่นจึงตอบกลับว่า “ก็พี่อ้ายเลากินเหล้าเมายุบ้านเหนือ บ่ได้มาเอาควายไปกินน้ำตอนเที่ยง แถมปล่อยมันไว้จนค่ำ ยายเลยตัดสินใจย่างไปเองทั้งที่เดินก็บ่ค่อยไหวแล้ว ไปก็พ้อเลย”

เมื่อวานนี้เอง ยายแก่อายุราวแปดสิบเดินหลังค่อมค้อมลงจนหัวกับเอวอยู่ตรงกัน ไปดูจึงพบมันนอนหายใจรวยรินอยู่กลางแดดบ่าย ชีวิตของมันกำลังเดินจาก มันคงกระหายน้ำแล้วเดินเวียนวนทุรนทุรายจนเชือกพันขาตัวเองและรัดมันแน่น ปล่อยแดดค่อยๆ มอดไหม้ชีวิต ยายเห็นจึงรีบวิ่งไปตักน้ำมาราดเพื่อเรียกเอาชีวิตมันคืนกลับมา แต่เมื่อราดน้ำลงไปบนตัวของมันก็ไม่เห็นมีสัญญานของชีวิตจะตอบกลับมา จำเป็นต้องไปแจ้งพ่อผู้ใหญ่ให้นำชาวบ้านมาชำแหระ แบ่งเนื้อควายกันไปกิน 

“เจ้าเคยได้ยินนิทานเทวดาปั้นควายปั้นงัวบ่” ลุงแหวงถามขึ้นหลังฟังเรื่องราวจบ แล้วเมื่อทุกคนเงียบลงจึงเล่าต่อไปว่า 

“เมื่อเทวดาคิดจะสร้างควายกับงัวขึ้นมาในโลก เพื่อให้เป็นแรงงานรับใช้มนุษย์นั้น ครั้งแรกพระองค์ทรงเป็นตัวหุ่นขึ้นมาก่อน ด้วยการปั้นตัวควายกับขี้ผึ้ง ปั้นตัวงัวกับดินเหนียว ครั้นเมื่ออากาศร้อนก็จะนำตัวหุ่นควายลงแช่น้ำ และเอาเข้าที่ร่ม สำหรับหุ่นงัวนั้นไม่เป็นไร แต่เมื่อฝนตก ต้องนำหุ่นงัวเข้าที่ร่ม ส่วนควายบ่เป็นหยัง สาเหตุนี้ เมื่อพระอิศวรได้เนรมิตหุ่นทั้งสอง ให้มีชีวิตเป็นสัตว์มาเกิดในโลกนี้ ควายเลยมักน้ำ แต่งัวบ่มัก”

จบนิทานของลุงแหวง ทุกคนก็ลุกขึ้นเพื่อไปนา ชีวิตในช่วงฤดูฝนนี้เป็นฤดูที่ทุกคนมีรอยยิ้ม ฤดูฝนของที่นี่ออกจากแปลกกว่าที่อื่น เพราะอากาศจะหนาวจัดในตอนเช้า แต่พอสายแดดร้ายจะเดินทางมา

หลังไถนาเสร็จทิดคูนตอกหลักควาย ดังตึก ตึก มัดเชือกแน่นใต้ร่มไม้ผูกควายไว้ แล้วปล่อยมันหากินหญ้าหวานและสำราญกับปลักตามเดิม 

“ฝนดีนะปีนี้พ่อ” แม่ปุ่นพูดขึ้น

“ข้าวคงมากเต็มเล้า กินจนพุงกางกันทั้งบ้าน” ทิดคูนตอบกลับผู้เมีย  พอกินข้าวงายเสร็จก็แบกกล้านับสิบเสียบไม้ยาวเดินดุ่มไปที่แปลงนา ถึงแล้วทิ้งกล้าลงแช่น้ำไว้ อุ้มกล้าหนึ่งมัดมายืนเคียงปักต้นกล้า ทีละต้นทีละต้น เรียงเป็นแนวยาวเป็นระเบียบ แดดตรงหัวเห็นเงาตะคุ่มในกระจกน้ำขุ่นขังกลางนา ฟ้าแดงแสงจ้า ส่องเปลวร้อนผ่าว มองดูควายหลบแดดร้อน มุดกลิ้งปลักอยู่ใต้โคนต้นไม้นั่น ตะวันเบี่ยงบ่ายแล้ว ทิดคูนปักกล้าต้นสุดท้าย เดินไปปลุกควายให้ขึ้นมาไถนาเพื่อปกดำในวันรุ่งขึ้น 

“อย่าคร้าน” เขาร้องตวาดใช้เชือกฟาดควายดังเพี๊ยะ ควายอุ้ยอ้ายเดินเอื่อยดุ่มๆ ลากคันไถไปเรื่อย เวียนหมุนรอบแปลงนา ทิดคูนเดินตามกำกับทางเดิน 

ย่ำค่ำทิดคูณไถนาเสร็จ แม่ปุ่นก็ปักดำจนกล้าหมด จึงหยุดนั่งพักครู่หนึ่ง แล้วไปถอนกล้า มัดแช่น้ำรอเวลาปักดำในวันต่อไป 

ตะวันรอนแล้วทั้งสองคนจูงควายกลับบ้าน ฟ้าสีแดงก่ำร้องเรียกความมืดมิดให้เดินมาคลุมแผ่นฟ้า แม่ปุ่นเดินนำควายอุ้มตะกร้าสะพายจานอาหารเปล่ากระติบข้าวขาวแห้งติดก่อง เก็บผักหยิบใส่ตะกร้าไปพลาง ควายเดินตามก้มเงยกินหญ้าพลางเดินพลาง ทางก็ไกลหญ้าก็หวาน ทิดคูนเดินตามควาย ในบ่าแบกคันไถ แหงนดูบนท้องฟ้าเห็นนกกำลังบินกลับรังเป็นเงากลางฟ้าแดง

กลับถึงบ้าน ทิดคูนวางคันไถผูกควายไว้ใต้ถุน ค่ำคืนมาเยือนควายนอนหลับใต้ถุนบ้านนั้น บนบ้านคนนอนบนฟูกนุ่มแม้เหนื่อยล้ายิ่งนัก แต่เขาทั้งสองกลับนอนไม่หลับ เขายังคงอาวรณ์กับฝนฟ้าว่ามีทีท่าจะตกหนักเพราะมดพากันอพยพขึ้นมาบนบ้านเยอะกว่าทุกครั้ง ตกมามากจะป่วยการ 

อรุณเบิกแล้ว ทิดคูนลุกจากกองไฟ จูงควายดังเดิมเหมือนเมื่อวาน ไถนา ปักดำ พักผ่อน ถอนกล้า มองอาทิตย์ลับไกลไปกับฟ้าสีแดง- แดงมากกว่าปกติ ตกดึกก็นอนนึกว่าวันใหม่จะเป็นอย่างไรดังเคย วันต่อมาในช่วงบ่ายวันนั้นฟ้าครึ้มมาจากทางทิศเหนือ เป็นกลุ่มเมฆดำทะมึนมหึมา ค่อยเคลื่อนคืบมาปกคลุมพร้อมกับเสียงฟ้าลั่นโครมๆ แลบแปลบปลาบทั้งที่ฝนยังไม่ตก

“กลับกันไหมพ่อมึง ฝนใหญ่น่ากลัวเหลือเกิน” แม่ปุ่นพูดขึ้น ครามองฟ้ามัวมืดหม่นวันนี้ ทิดคูนไม่ได้ตอบอะไร ก้มปักกล้าลงดินอยู่อย่างนั้น เหลืบมองควายก็ยังคงนอนกลิ้งกอดปลักดังเดิม มองนาแปลงที่ปักดำก่อนหน้า เขียวขจี รอวันเรืองโรจน์เหลืองเต็มทุ่ง ชอุ่มไกวไหวตามแรงลม ค่ำแล้ววันนี้ลมแรงกว่าเคย พัดเลยมาฟ้าร้องคำรามก้อง ทั้งคู่กลัวก้มปักกล้าดำนาต่อ ควายกลัวหลบร่มไม้แฝงกายด้วยหวั่น

“ฟ้ารั่วหรือไรวันนี้” ทิดคูนพูดขึ้นอีกครั้ง ทั้งสองจึงกลับบ้าน ผูกควายไว้ใต้ต้นไม้ เพราะจูงกลับไม่ได้ ฝนห่าใหญ่ร่วงกรูลงมาก่อน

“ควายชอบน้ำอยู่” แม่ปุ่นพูด แล้วทั้งคู่ก็ตัดสินใจฝ่าฝนกลับบ้าน ลมสาดฟาดร้อง น้ำในคลองก็เพิ่มจนล้นเจิ่งนอง ราตรีนี้คืบคลานมา ฝนก็ยังตกหนักไม่หยุด น้ำไหลบ่ามาเรื่อย ลุงแหวงวิ่งมาบอกว่า น้ำแตกแก่งให้รีบไปเก็บควายเสีย แม่ปุ่นห่วงนากับเรียวใบเขียวของข้าวที่กำลังงามเต็มทุ่ง ทิดคูนก็ห่วงควายว่าเสียดายน่าจะเอามันกลับมาด้วยเสียตั้งแต่หัวค่ำ เกรงเคราะห์ร้ายซ้ำสอง ดึกเท่าไหร่ ฝนแรงเพียงไหน ทิดคูนตัดสินใจฝ่าฝนทะมึน อีกฟ้ามืดแต่ก็จำต้องฝืนเดินต่อไปไม่นานก็มาถึงนา เห็นควายนอนท่าเดิมอยู่ใต้ต้นไม้ต้นเก่า เขาเบาใจน้ำขึ้นไม่มากเท่าไรนัก จึงกลับไปนอน

ฟ้าสางยามเช้าวันต่อมา ทั้งคู่ลุกมานาอีกครั้ง อีกนิดเดียวหวังว่าเมื่อสำเร็จงานนาแล้วจะได้พักผ่อน รอคอยข้าวสีเหลืองเก็บเกี่ยว ย่ำค่ำมาอีกครา ฟ้าก็มืดมนมาอีก ทิดคูนเบาใจจึงผูกควายไว้ที่โคนต้นไม้ดังเดิมเผลอตนหลบเร้นหนีฝนกลับไปนอน ปล่อยควายไว้ดังเก่า คิดว่าคงจะตกไม่หนักเหมือนคืนที่ผ่านมา แต่วันนี้ฝนตกสาดหนักกว่าทุกวัน ทิดคูนกลุ้มใจหนัก ตัดสินใจอีกครั้ง คราวนี้แย่แน่ๆ เพราะน้ำจากที่ตกมาเมื่อวานก็มากพออยู่แล้ว วันนี้ยิ่งตกหนักกว่าเดิมอีก เขาจึงฝ่าความมืดมานา  ครั้งนี้เห็นควายยืนกระวนกระวายวนเวียนใต้ต้นไม้ ทิดคูนหวั่นไม่กล้ากลับไปนอน จึงขึ้นไปพักบนเถียงนานอนฟังเสียงฝนฟ้าไปก่อน น้ำหลากมาก เป็นห่วงนา เป็นห่วงควาย กลัวน้ำจะท่วมข้าว ท่วมกล้า ท่วมนาของตนจมหายสิ้น 

ยามเช้าวันใหม่ เมียได้ยินข่าวน้ำท่วมข้าว ผัวไปอยู่นาก็ยังไม่กลับมา จะเป็นอย่างไรไหมหนออกหวั่น เธอยืนมองผืนนา เห็นแต่น้ำกับฟ้า ลิ่วๆ มองเห็นเถียงนาของตนตะคุ่มอยู่ไกล คิดว่าน้ำคงเชี่ยวอยู่ ผัวเลยยังไม่กลับมา ไม่ก็ต้องอยู่เฝ้าควายรอจนน้ำลดสักนิดค่อยกลับ

เวลาผ่านไป แม่ปุ่นรอเวลาที่ทิดคูนจะกลับบ้าน แต่ใยยังไม่กลับ? ห่วงผัวว่าจะได้กินข้าวกินปลาไหม แล้วทำไมไม่ว่ายน้ำกลับมา ไอ้เธอจะว่ายน้ำไปหาก็ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่ต้องถามถึงเรือเพราะที่นี่ไม่มีเลยสักลำ หนึ่งวันยังไม่กลับ สองวันลับก็ไม่มา เมียนั่งผวาร่ำไห้น้ำเชี่ยวไหลน่ากลัวไม่หยุดหย่อน ไม่มีใครกล้าไปตามหาทิดคูน เธอวอนขอลุงแหวงว่ายน้ำไปดูให้ที พอลุงแหวงกลับมา กลับบอกว่าผัวลับหายไม่อยู่บนเถียงและบนเถียงก็ไม่เห็นมีควายด้วย 

ห้าวันผันผ่านแล้ว น้ำลด ไม่ปรากฏเห็นควายเห็นแต่สายเชือกขาด ปรากฏศพผัวนอนอืดน่ากลัว อยู่ใต้ต้นไม้ ตรงอกมีรอยช้ำเป็นกีบคล้ายตีนของควายนั่นแล ตรงคอก็มีรอยดำช้ำอยู่ เชือกควายคงขัดรัดแน่นจนเขาสิ้นใจตาย

ผ่านไปหลายวัน แม่ปุ่นกลายเป็นหม้ายแล้ว ในงานศพของทิดคูนนั่นเอง ที่แม่ปุ่นได้ยินเสียงว่ามาจากถนน ในช่วงเลิกเรียน เสียงของเด็กกำลังฝึกท่องอาขยาน “อันวัวควาย ตายเล่าเหลือเขาหนัง…”  แม่ปุ่นได้ยินดังนั้นจึงฉุกคิดและเหลือบหันไปมองหัวควายที่แขวนอยู่ผนังบ้าน เห็นเป็นหัวของผัวตน ตกใจและล้มเป็นลมไปทันที!

Scroll Up