“ปิยบุตร” เชื่อปรับปรุง ม.112 รักษาสถาบันกษัตริย์มากกว่าล้มล้าง

ความสนใจในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจาก วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศกัมพูชา และผู้อยู่ในบัญชีที่ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของฝ่ายความมั่นคงหายตัวไปอย่างลึกลับ  

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่และแกนนำคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์เดอะอีสานเรคคอร์ดในหัวข้อ “จะไปต่ออย่างไรกับการเมืองนอกสภา” ตอนหนึ่งถึงแนวความคิดในการปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ยังคงมีแนวคิดในแก้ไขปรับปรุงกฎหมายมาตรานี้เหมือนตอนที่เป็นนักวิชาการในกลุ่มคณะนิติราษฎร์ เพราะเห็นว่า ประมวลกฎหมายมาตรานี้มีปัญหาในทางความชอบธรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้ อาทิ มีการแก้ไขบทลงโทษให้มีโทษมากขึ้นหลังเหตุการณ์ทางการเมืองวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จากการลงโทษสูงสุดเพียง 3 ปี เป็น 3 – 15 ปี 

“การแก้ไขเมื่อปี 2519 ถือว่ามีโทษสูงกว่าในสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อธิบายแบบนี้ชัดเจนที่สุด ตอนนั้นโทษของกฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์น้อยกว่าสมัยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” ปิยบุตรกล่าว

ปิยบุตรกล่าวอีกว่า การแก้ไขเรื่องบทลงโทษก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือเป็นการแก้ไขในช่วงรัฐบาลเผด็จการพลเมืองที่มีทหารกองทัพคุม คือช่วงรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งมองว่าเป็นการแก้ไขบทลงโทษที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เป็นการแก้ไขในช่วงที่ทหารเป็นใหญ่ ไม่ได้แก้ไขโดยสภาผู้แทนราษฏรที่ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง

ความผิดที่ได้รับต้องสมเหตุสมผลกับการกระทำผิด 

สำหรับปิยบุตร บทลงโทษผู้กระทำผิดในมาตรานี้ไม่สมเหตุสมผลกับการกระทำความผิด เพราะตามหลักกฎหมายแล้ว ความผิดในกฎหมายมาตรานี้คล้ายกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นทั่วไป ความผิดก็ไม่ควรเป็นความผิดทางอาญา แต่ควรเป็นความผิดทางแพ่ง

“การกระทำที่เป็นความผิดในกฎหมายนี้เป็นเพียงแค่การพูด การใช้เสรีภาพในการแสดงออก แต่มีโทษสูงถึงต้องติดคุก 3-15 ปี ซึ่งหลายๆ แห่งในโลกเริ่มรณรงค์แล้วว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาททั้งหมดควรเป็นแค่คดีทางแพ่ง คำถามสำคัญคือ ทำไมคนต้องติดคุกนานมาก เพียงเพราะแค่พูดและแสดงออกทางการเมือง” ปิยบุตรกล่าว

เมื่อโทษของกฎหมายสูง จึงมีการนำมาใส่ร้ายกลั่นแกล้งกัน

เขายกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมา มีคนในสังคมทะเลาะกัน เกลียดขี้หน้ากัน รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแจ้งความอีกฝ่ายว่ากระทำผิดเข้าข่ายหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์

“มีหลายกรณีที่บางคนเกลียดขี้หน้ากัน ยัดข้อหานี้ใส่ เอามาทำร้ายกันในทางการเมือง ครอบครัวบางครอบครัวทะเลาะกัน น้องทะเลาะกับพี่ น้องก็แจ้งความพี่ข้อหานี้ คนขับแท็กซี่แอบอัดเสียงผู้โดยสารที่สนทนาเข้าข่ายหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ ก็แจ้งความว่ากระทำผิด กฎหมายนี้ มันกลายเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันได้” ปิยบุตรกล่าว

อีกประเด็นที่เขากล่าวคือ กฎหมายมาตรานี้ มีการนำไปอยู่ในหมวดความมั่นคงของรัฐ ทำให้เมื่อมีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมาตรานี้ ก็จะไม่ได้รับการพิจารณาเรื่องการให้ประกันตัว เพราะถูกอ้างว่าเป็นการกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ทำให้มีการลงโทษโดยไม่รอลงอาญา

“สิ่งที่ผมเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ตรงกันข้าม การแก้ไขกฎหมายมาตรานี้จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยซ้ำ” ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่และแกนนำคณะก้าวหน้า  

ยอมรับเมื่อทำพรรคการเมือง การเคลื่อนไหวเรื่องนี้มีข้อจำกัด

ปิยบุตรยอมรับว่า หลังจากที่ตัดสินใจร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ทำให้การเคลื่อนไหวแก้กฎหมายนี้มีข้อจำกัดหลายอย่าง แตกต่างจากตอนที่เป็นนักวิชาการเคลื่อนไหวกับกลุ่มนิติราษฎร์ 

“ผมยอมรับแบบตรงไปตรงมา การเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องนี้ ในช่วงที่ผมเป็นนักนักการเมือง สังกัดพรรคการเมือง มีข้อจำกัดมากกว่าช่วงที่เป็นนักวิชาการ เพราะเมื่อเป็นพรรคการเมือง การเคลื่อนไหวไม่ใช่แค่ผมคนเดียว มันเป็นเรื่องของพรรค แต่จิตสำนึกที่เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลทางความคิดของผมนั้น ผมไม่ได้เปลี่ยน” ปิยบุตรกล่าว

แก้ไขกฎหมายนี้เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์

ปิยบุตรยอมรับว่า ปัจจุบันกระแสสังคมมีการตั้งคำถามต่อกฎหมายมาตรานี้และบทลงโทษของกฎหมาย โดยเฉพาะกระแสสังคมในสื่อออนไลน์พูดถึงเรื่องนี้มากพอสมควร รวมถึงฝ่ายอำนาจนิยม ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็ยังรู้สึกว่ากฎหมายตัวนี้มีความสำคัญต่อสถาบันในการปกป้องคุ้มครองให้สถาบัน ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดยังอยู่  

“สิ่งที่ผมเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ตรงกันข้ามการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยซ้ำ ประวัติศาสตร์หลายที่ก็ยืนยันว่า ในท้ายที่สุดถ้าต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ไปกับโลกแบบสมัยใหม่ได้ ต้องใช้ประชาธิปไตยเข้ามาทำให้พระมหากษัตริย์นั้นสูงเด่น ทำให้พระมหากษัตริย์นั้นได้กลายเป็นสถาบันหลักของชาติ”อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่กล่าวและว่า “ผมพูดกันตรงไปตรงมาถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์และรักษาประชาธิปไตย”

ปิยบุตรกล่าวอีกว่า ยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยรูปแบบของรัฐที่อยากให้เป็นคือ ราชอาณาจักรไทย ประมุขของรัฐที่พระมหากษัตริย์สืบทอดทางสายโลหิต แต่คำถามคือ เราจะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตยให้สอดคล้องกันได้อย่างไร ซึ่งรูปแบบที่สังคมการเมืองหลายๆ ที่คิดค้นกันออกมา นั่นก็คือ ระบอบที่เราเรียกกันว่า constitutional monarchy หรือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

สำหรับปิยบุตร ระบอบดังกล่าวจะต้องมีหลักการสำคัญคือ 1. The king can do no wrong. นั่นคือ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิด นั่นก็เพราะว่ามีองค์กรทางการเมืองเป็นคนทำ ใช้อำนาจนั้นแทน และเป็นคนรับผิดชอบด้วยตนเอง นี่คือหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ทั่วโลกสถาปนาขึ้น

“เมื่อเป็นแบบนี้พระมหากษัตริย์ก็เป็นพระประมุขของรัฐ เป็นเกียรติยศ เป็นแหล่งที่มาของเกียรติยศ เป็นแหล่งที่มาของอำนาจในทางประเพณี เป็นเกียรติยศในทางประวัติศาสตร์ ในฐานะพระประมุขของรัฐ” ปิยบุตรกล่าว

ปิยบุตรกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า อยากชวนฝ่ายที่ต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์มาช่วยกันพูดเพื่อช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงเวลานี้ เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นราชอาณาจักรไทย มีประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาของบ้านเมือง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ต่อกรณีการหายตัวไปของ วันเฉลิม ที่อาจเกี่ยวเนื่องกับกรณีการบังคับใช้มาตรา 112 ตอนหนึ่งว่า “สิ่งที่อยากจะบอกคนไทยทุกคน มาตรา 112 ไม่ได้ใช้เลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงพระเมตตาไม่ให้ใช้ นี่คือสิ่งที่ท่านทรงทำให้แล้ว แล้วคุณก็ละเมิดกันไปเรื่อยเปื่อยแบบนี้ หมายความว่ายังไง ต้องการอะไรกัน วันนี้ผมจำเป็นต้องพูด เพราะต้องการให้บ้านเมืองสงบ”  

Scroll Up