คนรุ่นที่สาบสูญ

วิทยากร โสรวัตร เรื่อง

ผมเคยตั้งใจว่า สักวัน จะอ่านพระไตรปิฎก ให้จบ เพราะสมัยบวชเรียนเป็นสามเณรนั้นอ่านค้างไว้ แต่เมื่อสึกออกมาก็พบว่าโอกาสยากแล้ว เพราะหาพระไตรปิฎกมาอ่านไม่ได้ ด้วยว่าเขาไม่แบ่งขายเป็นเล่ม ๆ ตามห้องสมุดส่วนใหญ่ก็ไม่มีและที่มีอยู่ในวัด พระท่านก็ใส่ตู้ล็อกกุญแจหยิบยืมลำบาก จึงตั้งใจว่าจะเขียนหนังสือแล้วเก็บรวบรวมเงินค่าเรื่องอันน้อยนิดนั้นไว้ซื้อทั้งชุด แต่พื้นที่สำหรับงานเขียนเรื่องสั้นที่ตนถนัดก็มีไม่มาก และกว่าจะได้ลงพิมพ์ กว่าจะได้ค่าเรื่อง จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยเก็บเงินจากงานเขียนนั้นได้ครบ  กระทั่งล่วงผ่านมา 10 กว่าปี

เมื่อเรื่องสั้น “ฆาตกร” ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทร์อะวอร์ด ปี 2552 ผมก็ตั้งใจว่าจะนำเงินรางวัลไปซื้อพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ ซึ่งราคาย่อมเยาและน่าจะสมบูรณ์ที่สุด ก็มีน้องสาวที่เคยอยู่กลุ่มกิจกรรมเดียวกันสมัยเป็นนักศึกษาบอกว่า อย่าได้เอาเงินรางวัลไปซื้อเด็ดขาด เพราะเธอขอเป็นเจ้าภาพซื้อให้เอง (เพราะผมเทียวเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าให้เธอฟังอยู่เสมอ ๆ) 

และเมื่อผมได้พระไตรปิฎกครบชุด 45 เล่มมา ผมก็อ่านและอ่าน- – ประกอบกับเที่ยวซื้อหาหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้มากมายแล้วก็อ่านและอ่าน- – แล้วอยู่ ๆ ผมก็เกิดสำนึกถึงพระคุณของบูรพาจารย์ที่เขียนหนังสือเหล่านั้นและน้องสาวคนนั้นขึ้นมา จึงประกาศในใจว่า ถ้ามีโอกาสประกาศธรรมหรือเรื่องราวของพระพุทธองค์และพระเถระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ตามที่ได้ศึกษามา ก็จะน้อมหัวใจรับโอกาสนั้นโดยปราศจากเงื่อนไขเรื่องอามิสสินจ้าง  

ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็มีช่วงชีวิตที่ดีที่สุดต่อการณ์นี้ ที่ห้องเรียนอำเภอรัตนบุรีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตสุรินทร์ ซึ่งอยู่ติดกับทุ่งนาและยังคงเป็นแต่เพียงอาคารมุงหลังคา ไม่มีฝาผนังกั้น มีคนมาเรียนทุกชนชั้นทั้งบรรพชิตและฆราวาส

และระหว่างวันเวลาที่ผมไปบรรยายและวิจารณ์งานวิจัยของนิสิตในรายวิชางานวิจัยและวรรณกรรมทางพุทธศาสนา ก็มีหนังสือเล่มหนึ่งเดินทางมาถึงมือผม  

ถ้าไม่นับว่าเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่โดยสถาบันพิมลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น (โครงการอีสานศึกษา ลำดับที่ 1) ก็ต้องถือว่าเป็นหนังสือโบราณทั้งตัวเรื่อง (มหาเวสสันดรชาดก (ของเก่า) สำนวนอีสานหรือชื่อดั้งเดิมคือ “ลำพระเวส”) และประวัติศาสตร์ของหนังสือ ซึ่งตามบันทึกเล่าว่าสัสดี แสนศรี  เมืองร้อยเอ็ด เป็นผู้รจนาเป็นอักษรธรรมบนใบลาน, มหาสิลา  วีระวงศ์ ปริวรรตเป็นอักษรไทย และมีพระมหานิยม อุตฺตโม เป็นผู้ตรวจชำระ

โดยส่วนตัว ผมสนใจหนังสือโบราณ และยิ่งเป็นภูมิธรรมภูมิปัญญาของคนลาว (ภาคอีสานของไทย) ก็ยิ่งสนใจมาก แต่บทนำเสนอฯ ของ รศ.จิรภัทร  แก้วกู่ ทำให้ผมสนใจท่านผู้ตรวจชำระมากขึ้น

“…พระมหานิยม  อุตฺตโม (ชาเมืองพล) อดีตอาจารย์ใหญ่สำนักเรียนวิเวกธรรมประสิทธิวิทยา วัดธาตุเมืองเก่า ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เกิดเมื่อ พ.ศ. 2467 ที่อำเภอพล  จังหวัดขอนแก่น และมรณภาพเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 ณ วัดธาตุเมืองเก่า  รวมอายุ 57 ปี

“ท่านศึกษาพระปริยัติธรรม “อุทัยธรรมสภา” วัดมณีสถิตปิฏฐาราม  อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี  สอบได้เปรียญธรรม 7ประโยค เป็นพระวินัยาธิการสมัยที่มีการปกครองคณะสงฆ์เป็นสังฆมนตรี (ได้) หนีไปลี้ภัยทางการเมือง (เพราะ) ร่วมคดีสมัยพระพิมลธรรม (อาจ  อาสภมหาเถร) ในประเทศเพื่อนบ้านระยะหนึ่ง…” (คำตัวเอนในวงเล็บและเน้นตัวหนาเป็นการกระทำของผม-ผู้เขียนบทความ)

กล่าวเฉพาะพระมหานิยม อุตฺตโม ถ้าใครได้บวชเรียนและมีโอกาสได้เรียนภาษาบาลีโดยเฉพาะในภาคอีสาน คงจะจำกันได้ว่าตำราบาลีไวยากรณ์ส่วนใหญ่จะใช้ฉบับของพระมหานิยม อุตฺตโมนี้เอง ซึ่งมักจะเรียกกันติดปากในหมู่ผู้เรียนว่า “ฉบับมหานิยม” ซึ่งเข้าใจง่าย กระชับ สั้น และมีเล่มเดียว เหมาะแก่การท่องจำแล้วนำไปใช้ ถือเป็นการปฏิรูปตำราบาลีไวยากรณ์ของเดิมตั้งแต่สมัยปฏิรูปการศึกษาปริยัติธรรมของคณะสงฆ์นำโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส (อันเป็นวิเทโศบายการสร้างชาติของปัญญาชนฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์) และดูเหมือนว่าผู้คนจะรู้จักพระมหานิยม อุตฺตโมก็แต่ในแง่นี้ โดยไม่คาดคิดว่าท่านเคยประสบภัยทางการเมืองถึงขั้นต้องลี้ภัย

และนั่นทำให้ผมนึกถึงหนังสือโบราณเล่มเขื่องเล่มหนึ่ง – คัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ  อาสภมหาเถร) แปลและเรียบเรียง ซึ่งตกมาถึงมือผมก่อนหน้านี้หลายปีในลักษณะเดียวกัน  

ครั้งนั้นผมทำงานที่นิตยสารสานแสงอรุณ และไปตามเรื่องการเดินทางของพระไตรปิฎกที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และบังเอิญผ่านไปถึงคณะ 25 ได้กราบพระครูวรปัญญาคุณ และท่านก็ได้กรุณาเล่าถึงคัมภีร์สำคัญเล่มนี้ที่ท่านดำเนินการจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ท่านให้อ่านคำปรารภในการพิมพ์ครั้งที่ 6 แล้วถามว่า ‘ใจความสำคัญอยู่ที่ไหน’ ผมตอบว่าอยู่ที่ย่อหน้าที่สี่ แล้วท่านพระครูก็ให้ผมอ่านย่อหน้านั้นออกเสียง

“สำหรับคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับภาษาไทยนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ  อาสภมหาเถร) ได้แปลและเรียบเรียงไว้ในสมัยที่คณะสงฆ์และรัฐบาลสนับสนุนและอาราธนาท่านให้ไปอยู่จำพรรษา ณ สันติปาลาราม ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 20ช505 – 30 สิงหาคม พ.ศ. 2509”

แล้วท่านพระครูก็มอบหนังสือเล่มสำคัญนี้ให้ผม…

ส่วนรายละเอียดว่าทำไมเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ  อาสภมหาเถร) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “พระพิมลธรรม” ที่ต้องไปจำพรรษา ณ สันติปาลาราม (สันติบาล) นั้นมีแหล่งให้หาอ่านให้ศึกษาอยู่มาก แต่บรรดาลูกศิษย์ของท่านที่เป็นพระเล็กพระน้อย ซึ่งทรงภูมิปัญญาทั้งหลายและเป็นกำลังสำคัญในทางประชาธิปไตยและการเผยแผ่พระศาสนาและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในแผ่นดินภาคอีสานของไทย ที่ “ถูกหางเลข” และโดนตามคุกคามในครั้งนั้น (เท่าที่มีข้อมูล) ก็มากมายหลายท่าน

แต่เรื่องราวของท่านเหล่านั้นกลับคล้ายว่าเป็น “คนรุ่นที่สาบสูญ” ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการที่คนลาวในภาคอีสานของไทยแทบจะค้นหาที่ทางของตัวเองไม่เจอในตำราประวัติศาสตร์ชาติไทย และพาลถูกระบบการศึกษาจากส่วนกลางทำให้ดูถูกดูแคลนตนเองจนหากำพืดไม่เจอ แต่อย่าว่าแต่อยากหาเลย แท้จริงแล้วเราไม่อยากจะหาด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกต่ำต้อยน้อยหน้าเพราะรู้สึก “อยากอาย”

แต่เรื่องราวเหล่านี้กลับซ่อนอยู่อย่างมากมายในเรื่องเล่าของคนเก่า ๆ ซ่อนอยู่ในหน้าหนังสือที่มักจะเห็นขายกันอยู่ตามวัดตามวาในภาคอีสาน (แม้จะเป็นหนังสือที่หลุดหูหลุดตานักวิชาการจากส่วนกลาง) และอาการ “ซ่อนอยู่” นั้น มันก็ “ซ่อน” จริง ๆ เพราะไม่อาจพูดตรง ๆ แต่เมื่ออ่านมากเข้า ๆ ก็จะพอจับเค้าลางได้

แต่แปลก- – อาการค่อย ๆ จับเค้าลางได้หรือจับสังเกตนัยยะบางอย่างได้และเริ่มที่จะเข้าใจความโหดร้ายของชะตาผู้คนลาวในภาคอีสานที่ถูกกระทำ การถูกคุกคามทางวัฒนธรรม การถูกช่วงชิงพื้นที่ทางประเพณี การสังหารหมู่ ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็เห็น “รากเหง้า” ของตัวเองชัดเจนขึ้น ๆ และชัดเจนอย่างรู้สึกสำนึกคุณ

ครับ ผมไม่รู้สึก “อยากอาย” อีกแล้ว และผมคิดนะว่าจะแต่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นนิยายเพื่อให้เรื่องราวเหล่านี้คงอยู่ในใจผู้คนไปตราบนาน

เป็นเรื่องเล่าที่ไม่รู้จบ…

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up