ซีรีส์ชุด “1 ทศวรรษ พฤษภาฯ เลือดปี’ 53” (22) – ‘ช่วงชีวิตแสวงหาที่สูญหาย’ ของอดีตนักโทษการเมืองวัย 18

ดลวรรฒ สุนสุข เรื่อง

‘ถ้าทหารไม่หยุดยิงพี่น้องเรา เราจะมารวมตัวกันหน้าศาลากลาง’  

เป็นเสียงที่ กิตติพงษ์ ชัยกัง ในวัย 18 ปีได้ยินเมื่อช่วงสายของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จากคลื่นวิทยุคนเสื้อแดง ทำให้เขาตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่หน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ซึ่งห่างออกจากบ้านประมาณ 20 กิโลเมตร พร้อมกับหนังสติ๊ก 1 อัน 

“ผมก็อดไม่ได้ อยากให้หยุดฆ่าพี่น้องเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ ผมก็ไปเลย ขับมอเตอร์ไซค์คนเดียว ไปที่ศาลากลาง นับแต่วันนั้นชีวิตผมก็เปลี่ยนไป กลายเป็นนักโทษคดีเผาศาลากลาง” กิตติพงษ์ในวัย 27 ปีเล่าย้อนถึงอดีตที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

จาก ‘ลูกเสื้อแดง’ ถึง ‘นักโทษเผาศาลากลางอายุ 18′  

“พ่อกับแม่ชอบความคิดของนายกฯ ทักษิณ (ชินวัตร) เพราะบริหารงานดี ทำให้บ้านเมืองเจริญ แล้วเขาก็โดนรัฐประหารที่ไม่เป็นธรรม พอมีคนเสื้อแดง ผมก็ติดตามพ่อแม่ไปทุกที่ที่มีการชุมนุม ไปกรุงเทพฯ ด้วย”   

พ่อของ กิตติพงษ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2553 

กิตติพงษ์เล่าว่า ซึมซับความเป็นเสื้อแดงจากการฟังการปราศรัยของแกนนำ การได้พูดคุยกับคนที่ไปชุมนุม แล้วเห็นว่า ทุกคนอยากให้นายกฯ ทักษิณกลับมา อยากได้ประชาธิปไตยเต็มใบ ได้นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่การรัฐประหารแล้วไปจัดตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหาร   

“ที่บ้านก็เปิดทีวีวิทยุของคนเสื้อแดงตลอด ได้ฟังแกนนำพูด มันก็คล้อยตาม ผมก็เห็นว่ามันเป็นแบบนั้น เราก็คล้อยตาม” กิตติพงษ์บอกถึงช่องทางที่เขารับสื่อ

เขาติดตามข่าวจากสื่อของคนเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เหตุการณ์เดือนมีนาคม – พฤษภาคมปี 2553 กระทั่งเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ขณะกระชับพื้นที่เพื่อสลายการชุมนุม รวมถึงวันที่จอทีวี ‘พีทีวี’ ของคนเสื้อแดงถูกตัดสัญญาณ วิทยุชุมชนกลับมาเป็นสื่อหลักระหว่างมวลชนคนเสื้อแดงกับแกนนำอีกครั้ง 

“ผมนั่งฟังวิทยุคนเดียวที่บ้าน พ่อแม่ไปทำงาน ผมได้ยินว่าเขาสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ มีคนตายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วไม่หยุด ผมเลยตัดสินใจไปศาลากลาง ตามที่ได้ยินประกาศในวิทยุ”

“พอไปถึงศาลากลาง เหตุการณ์มันชุลมุนมาก เกิดควันขึ้นแล้ว ตอนนั้นมันมีแต่คำว่าโกรธ โกรธที่เขาฆ่าพี่น้องเสื้อแดง ผมได้ขวดน้ำมันมา แล้วขว้างออกไป พอตัวอาคารไหม้ ผมก็กลับบ้าน” 

หลังจากนั้น ในจังหวัดอุดรธานีก็มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างคนเสื้อแดงกับทหาร นำมาสู่การสลายการชุมนุมในช่วงเย็นวันเดียวกัน จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เดือน เม.ย.-พ.ค. 53 หรือ ศปช. มีคนเสื้อแดงเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 2 ราย คือ เพิน วงศ์มา 40 ปี และ อภิชาติ ระชีวะ 36 ปี ทั้งสองถูกกระสุนปืนพรากชีวิต 

“พอไฟไหม้ ผมก็ไม่ได้อยู่ต่อก็กลับบ้านไปฟังข่าวก็รู้แล้วว่า เราผิดแน่นอน เลยหนีไปกะไว้ว่าหมด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้วจะเข้ามามอบตัว แต่พ่อบอกให้กลับมามอบตัว ตำรวจมาที่บ้านทุกวันเพื่อกดดัน ผมหนีได้ 1 เดือนเลยกลับมามอบตัว” 

นับจากนั้น จากเด็กหนุ่มที่ผ่านพ้นวันเกิด 18 ปี ได้เพียง 1 เดือน ก็กลายเป็นผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี โดยหลักฐานที่มัดตัวเขาคือ ภาพถ่ายถือขวดน้ำมันและยิงหนังสติ๊ก

จำเลยในคดีนี้มีทั้งหมด 22 คน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ 9 คน ที่เหลือยกฟ้อง ผู้ที่โดนโทษหนักมี 4 คน คือ จำคุก 22 ปี 6 เดือน 1 คน, จำคุก 20 ปี 6 เดือน 2 คน และจำคุก 11 ปี 3 เดือน 1 คน

กิตติพงษ์ ชัยกัง กับลูกชาย ขณะนั่งเล่นใต้ถุนบ้าน ภาพโดย Suphaphorn Tumprakon 

‘ช่วงชีวิตแสวงหาอันสูญหาย ’

กิตติพงษ์ ชัยกัง กระทำผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฐานวางเพลิงศาลากลางจังหวัดอุดรธานี และเทศบาลนครอุดรธานี โทษจำคุก 22 ปี 6 เดือน แต่ในฐานะ (ผู้เยาว์) โทษจึงลดลงกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 11 ปี 3 เดือน 

“มีแต่ความกลัวและโทษตัวเองว่า เราพลาด พลาดมาก ตอนนั้นเรารับสารภาพเลย แต่ทนายบอกคดีนี้โทษถึงประหาร ผมเลยสู้คดี” กิตติพงษ์กล่าวและว่า “ผมประกันตัวออกมา 2 รอบ แล้วสู้คดีอีกประมาณ​ 3 ปี พอผ่านชั้นอุทธรณ์ พ่อกับแม่จึงตัดสินใจว่าจะไม่ยื่นฎีกา เพราะไม่มีเงิน ตอนนั้นมันต้องใช้เงินเยอะมาก คนมีเงินก็สู้คดีจนหลุด ครอบครัวผมไม่มี ตอนที่ผมถูกขังอยู่ แม่ก็ต้องฝากเงินไปให้ผมใช้สัปดาห์ละ 1 พันบาท เพื่อให้ซื้อข้าวกิน ข้าวในคุกไม่พอกิน”

หัวอกแม่ของ “นักโทษการเมือง” 

เมื่อลูกชายต้องตกเป็นนักโทษการเมือง ความยากลำบากจึงเกิดขึ้นกับครอบครัว “คำแสน ไชยเทพ” แม่ของกิตติพงษ์จดจำห้วงเวลาของความทุกข์นั้นได้เป็นอย่างดี 

เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่ลูกชายถูกดำเนินคดีก็มีเงินช่วยเหลือจากแกนนำ นปช. จากกรุงเทพฯ บ้าง แต่หลังจากนั้นก็ไม่มี ทำให้ชีวิตช่วงนั้นลำบากมาก 

“ช่วงแรกๆ ก็ได้รับความช่วยเหลือ เยี่ยมยามถามข่าวจากเสื้อแดง แต่ปีหลังๆ ไม่มีเลย ก็รู้สึกน้อยใจ แต่ก็ไม่โทษโกรธใคร มีแแต่ความทุกข์ แต่ทุกข์ที่สุดคือ ทุกข์ในใจ แทนที่เราจะได้ส่งเขาเรียนสูงๆ แสวงหาความรู้ไว้เป็นต้นทุนในชีวิต แต่วันนั้นทำไม่ได้ ”

วันพ้นโทษหลังถูกจองจำ 6 ปี 

กิตติพงษ์ถูกจำคุกที่เรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี ในช่วง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการทำเรือนจำพิเศษเพื่อรวบรวมนักโทษการเมืองจากเหตุการณ์ปี 2553 มาไว้ที่ ‘คุกหลักสี่’ ทำให้เขาย้ายไปอยู่ที่นั่น แต่เขาก็อยู่เรือนจำพิเศษแห่งนั้นประมาณ 2 ปีกว่า ก็เกิดการรัฐประหาร 2557 เรือนจำก็ถูกยุบ เขาจึงถูกส่งตัวกลับเรือนจำเดิม

“คุกหลักสี่ก็ดีขึ้นมาหน่อย มีแต่นักโทษการเมืองเสื้อแดง ไม่แออัด อยากให้นักโทษการเมืองมีคุกแยกแบบนั้น ไม่อยากให้ขังรวม มันลำบากมาก มีผู้ต้องขัง คือ เดชา คมขำ ติดวัณโรคตอนอยู่ในเรือนจำด้วย” เขาเล่าความทรงจำของการเป็นนักโทษการเมือง 

แม้จะถูกจับด้วยข้อหาร้ายแรง แต่ใจเขายังฝักใฝ่การเมืองและติดตามข่าวสารของคนเสื้อแดง กระทั่งรู้ว่าขบวนการเสื้อแดงได้เริ่มหายไป 

“ในช่วงแรกก็มีคนมาเยี่ยมเยอะ พอผ่านไปก็น้อยลงจนไม่มี สุดท้ายก็เหลือแต่ครอบครัว ผมก็ถามตัวเองว่า ทำไมเขาปล่อยให้เราโดดเดี่ยวขนาดนี้ ทั้งที่เราสู้เพื่อเขา ผมนั่งดูคนอื่นเขามาแล้วออกไป คนแล้วคนเล่า ก็คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงวันนั้น ก็ได้แต่ถามตัวเองว่า เราสู้ไปทำไม เราสู้เพื่ออะไร” เขากล่าวด้วยความผิดหวัง 

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง กิตติพงษ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อปี 2559 เขาจึงก้าวออกจากเรือนจำอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ นับเป็นเวลากว่า 6 ปีที่ไร้อิสรภาพ 

การถูกจองจำทำให้อิสรภาพของเขาถูกพันธนาการและทำให้ช่วงเวลาแห่งการแสวงหาต้องหมดไปกับการขึ้นโรงขึ้นศาล 

“รู้สึกเสียดาย ผมหมดอนาคต มันเป็นช่วงแสวงหาและช่วงการเรียนรู้ที่หายไป” เขากล่าวอย่างปลงตก 

หลังออกจากเรือนจำ กิตติพงษ์ ชัยกัง ในวัย 27 ปี ใช้ชีวิตอย่างสันโดษในบ้านสวนพร้อมกับครอบครัว ภาพโดย Suphaphorn Tumprakon

ชีวิตหลังอิสรภาพที่เดียวดาย

กิติพงษ์ออกจากเรือนจำมาแล้ว 3 ปี เขาแต่งงานและมีลูก 2 คน โดยอาศัยอยู่บ้านภรรยา เป็นบ้านสวนห่างออกมาจากชุมชนประมาณ 500 เมตร   

“พอออกมาแล้วทุกอย่างก็เงียบหายไปเลย พวกเสื้อแดงไม่มีใครมาดู ไม่มีคนติดต่อมา เหมือนเราหายไป โดดเดี่ยวมาก เราก็มาทบทวนว่า เราสู้ไปทำไม คนอื่นสู้ด้วยใจ แต่เราสู้ด้วยแรง”  

“ผมก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง ช่วงการเรียนมันก็ผ่านไปแล้ว ก็ต้องทำงาน ทำงานรับจ้างทั่วไปได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท เพราะไม่กล้าไปสมัครงานกลัวเขาว่าขี้คุก ติดคดีมา ขนาดจะไปต่างประเทศยังไปไม่ได้เลย ตม.(สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) บอกว่ามีคดีต้องไปหาใบรับรอง”

การไม่มีการงานที่มั่นคงทำให้เขาตัดสินใจไปเป็นแรงงานไม่ถูกกฎหมาย (ผีน้อย) ที่ประเทศเกาหลีใต้ประมาณ 1 ปีครึ่ง หลังกลับมาเมืองไทยเขายังไม่ได้ทำงาน เพราะการระบาดของโควิด-19

“ผมไม่อยากไปยุ่งกับใครแล้ว ไม่ยุ่งเรื่องการเมืองแล้ว ขออยู่กับลูกกับครอบครัว” กิตติพงษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ เพราะผลการต่อสู้การเมืองครั้งนั้นทำให้เขามีบาดแผลในใจจนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก 

“เสียงประชา คือ เสียงสวรรค์” เป็นป้ายข้อความที่แขวนอยู่หน้าบ้านของกิตติพงษ์ ภาพโดย Suphaphorn Tumprakon

แม้เสื้อแดงจะเลือนลาง แต่ประชาธิปไตยไม่จางหาย

ในวันที่ขบวนการเสื้อแดงเติบโต จังหวัดอุดรธานีนับว่าเป็น ‘เมืองหลวงของเสื้อคนแดง’ มีมวลชนทุกหัวระแหง หลังเหตุสลายการชุมนุมผ่านไป 10 ปี ในวันนี้ไม่มีแม้กระทั่งการจัดงานรำลึกหรือการแสดงออกใดๆ 

ขวัญชัย ไพรพนา (สาราคำ) อดีตประธานชมรมคนรักอุดร แกนนำคนสำคัญของคนเสื้อแดง ในวันนี้ เก็บตัวเงียบ หลังจากส่งภรรยา อาภรณ์ สาราคำ เป็น ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (มีนาคม 2562) ก็ไม่พบปะสื่อมวลชนอีก ก็มีเพียงมือขวาของเขา คือ ดีเจก้อง – จักรพงษ์ แสนคำ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า “ปีนี้ไม่มีจัดงานอะไร ขบวนการเสื้อแดงไม่มีแล้ว เขาสลายเสื้อสีแล้ว” 

แม้แกนนำหลักจะบอกว่า ขบวนการของคนเสื้อแดงถูกสลายแล้ว แต่ คำแสน ไชยเทพ แม่ของกิตติพงษ์ ที่ตอนนี้เป็นสมาชิกสภาจังหวัดอุดรธานีและอดีตเป็นแกนนำมวลชนเสื้อแดงคนหนึ่ง ก็ยังมีความเห็นต่างว่า ถ้าไปถามชาวบ้าน ก็คงไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นเสื้อแดงแล้ว เพราะกลัวรัฐบาลชุดนี้ปราบ ส่วนระดับแกนนำคงไม่มีใครเปลี่ยนอุดมการณ์ แต่ด้วยภาระหน้าที่ รวมถึงคดีความ ทำให้คนเลือกที่จะเงียบ 

“ถ้าทหารมาถามว่าเป็นเสื้อแดงไหม ตอบเลยว่า เป็น อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน คนในจังหวัดอุดรธานียังคงเหมือนเดิม ดูจากผลการเลือกตั้งรอบที่แล้ว ที่เพื่อไทยได้เป็นผู้แทนทุกเขต” อดีตแกนนำคนเสื้อแดงกล่าวอย่างหนักแน่น 

อยากได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

แม้บาดแผลในจิตใจจากการถูกจองจำในวัยรุ่นจะทำให้กิตติพงษ์เข็ดขยาดกับการต่อสู้ทางการเมือง แต่ทว่าเขาก็ยังมีความหวังกับการเมืองอยู่ 

“แม้วันนี้ผมจะไม่ได้เป็นเสื้อแดงแล้ว แต่ยังอยากได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผมยอมรับในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะมีกติกาที่บิดเบี้ยว แต่ก็อยากให้เขาฟังเสียงประชาชนมากกว่านี้” กิตติพงษ์กล่าวและว่า “ทำไมผมจึงอยากได้ประชาธิปไตย เพราะทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียง แสดงความคิดเห็น แม้ว่าจะไม่ยุ่งการเมืองแล้ว แต่ใจมันก็ชอบทางนี้ รักทางนี้อยู่ อยากได้ประชาธิปไตยเต็มใบ”

แม้การแสดงออกทางการเมืองจะทำให้ “กิตติพงษ์” ต้องตกเป็นนักโทษการเมืองในวัยเพียง 18 ปี และเวลากว่า 6 ปีที่ถูกจองจำ ก็ทำให้ช่วงชีวิตของเขาหายไป แม้วันนี้เขาจะบอกว่า ไม่อยากยุ่งกับทางการเมืองอีก แต่ในใจลึกๆ แล้วเขายังอยากส่งเสียงว่า เขายังมีสิทธิ์ในประเทศนี้และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย เหมือนกับข้อความบนป้ายที่แขวนไม้ไว้หน้าบ้านว่า 

“เสียงประชา คือ เสียงสวรรค์” 

Scroll Up