นักเขียนกลุ่มหนึ่ง – ความใฝ่ฝันถึงสาธารณรัฐนักเขียนและวรรณกรรมอีสาน

ภาพหน้าปกโดย ประทีป สุธาทองไท ในบทความ อีสานบนปก: ในประเทศเล็กที่สมบูรณ์

วิทยากร โสวัต เรื่อง 

*อ่านบทความครั้งก่อนที่ – เราจะสร้างให้อีสานเป็นสาธารณรัฐแห่งการอ่านและการเขียนได้อย่างไร?

22.24 ล้าน คือตัวเลขจำนวนประชากรของอีสานเมื่อปี 2561 คิดเป็น 32% ของประชากรทั้งประเทศ (69.43 ล้าน) เช่นเดียวกับพื้นที่ นั่นคือ 1 ใน 3 ของประเทศ  ในจำนวนนี้มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 17 ล้านคน

เราเห็นอะไรในตัวเลขเหล่านี้?

คิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในภาคของเราเองหมด มันจะสามารถทำให้แผ่นดินอีสานของเราเจริญกว่าที่เป็นอยู่มากแค่ไหน? 

หรือเอาง่ายๆ แค่มีการกระจายอำนาจกันอย่างจริงๆ ให้เราเก็บภาษีในภาคของเราทั้งหมด แล้วส่งให้ส่วนกลาง 10 – 20 % ที่เหลือ 80 – 90 % เราจัดการบริหารเอง มันจะทำให้อีสานของเราเจริญก้าวหน้าขนาดไหน?

ทีนี้ลองคิดย้อนศรจากสองกรณีข้างบน (ซึ่งเป็นความจริงตลอดมาตั้งแต่ ร.5) การที่อีสานไม่เป็นดังที่ว่า เราสูญเสียอะไรบ้าง?

และสิ่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขเหล่านี้คือ “ความกลัว” ของรัฐไทย ประวัติศาสตร์การใส่ร้ายป้ายสีอีสาน การเข่นฆ่าคนอีสาน การกดขี่เหยียดหยาม และวาทกรรมเชิงลบต่างๆ เป็นข้อยืนยันความจริงนี้ได้เป็นอย่างดี

ในเรื่องของหนังสือหนังหาก็เช่นกัน เมื่อมองจากจุดนี้ เราจะเห็นได้เลย (อย่างน้อยก็มีหวัง) ว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรืออิงกรุงเทพฯ หรือส่วนกลางอีกต่อไป และเรื่องนี้จะว่าไป มันมีข้อเท็จจริงรองรับมานานแล้ว เพียงแต่เราไม่เคยเหลียวมองและเรียนรู้ พูดง่ายๆ ก็คือ มีคนอีสานที่ประกาศอิสรภาพจากรัฐไทยในเรื่องวรรณกรรมมานานมากแล้ว และอยู่ยงมาจนถึงทุกวันนี้

เท่าที่มีข้อมูลโดยตรงจากตัวเอง แหล่งที่ผลิตวรรณกรรมอีสานในภาคอีสานออกสู่ประชาชนคนอีสานนั้นมี 2 แหล่งใหญ่ๆ คือโรงพิมพ์ศิริธรรมออฟเซ็ทของ พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง ที่จังหวัดอุบลราชธานี และบริษัทคลังนานาธรรม จำกัด ที่จังหวัดขอนแก่น กล่าวได้ว่า ถ้าจะหาวรรณกรรมหรือวรรณคดีโบราณอีสานแทบทุกเรื่องหาได้จากสองแหล่งนี้ (เดิมทีเดียวผมเข้าใจว่าแหล่งผลิตวรรณคดีอีสานตั้งแต่ยุคปริวรรตจากตัวอักษรธรรม ไทน้อย ขอม มาเป็นตัวอักษรไทย แล้วพิมพ์ลงใบลาน สมุดข่อยและหนังสือเล่ม คือสำนักพิมพ์ ส.ธรรมภักดี ซึ่งมีสำนักงานอยู่กรุงเทพฯ  โรงพิมพ์ศิริธรรมนั้นน่าจะตั้งหลัง ส.ธรรมภักดี แต่บริษัทคลังนานาธรรม จำกัด ผมไม่แน่ใจว่าก่อนหรือหลัง)

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แหล่งผลิตทั้งสองแห่งเกี่ยวเนื่องและยึดโยงอยู่กับพระและวัด อย่างพ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง ก็เป็นมหาเปรียญ 9 และแตกฉานอีสาน (ลาว) คดี เคยเป็นพระผู้ใหญ่มาก่อน จึงสึกออกมาตั้งโรงพิมพ์ศิริธรรมออฟเซ็ท ส่วนคลังนานาธรรม ถ้าดูจากวรรณคดีที่พิมพ์และผู้ที่ชำระงานให้ ก็สามารถโยงไปถึงพระอริยานุวัตร ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์วรรณคดีอีสาน วัดมหาชัย อ.เมือง จ.มหาสารคาม ซึ่งเกี่ยวเนื่องอยู่กับสำนักงานค้นคว้า ฟื้นฟู และรวบรวมวรรณคดีอีสาน วัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี (พระมหานิกายทุกวัดสำคัญใน จ.อุบลฯ ต่างเป็นกรรมการร่วมกันหมด) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของพระอีสานฝ่ายก้าวหน้าเมื่อปี 2519 ซึ่งก็เชื่อมไปถึงการเคลื่อนไหวของพระพิมลธรรม (อาจ อาสภมหาเถร) พระมหาเถระนักพัฒนาและนักประชาธิปไตยชาวขอนแก่นที่ถูกกลุ่มอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยมเผด็จการ ทั้งฝ่ายพระและฝ่ายโยม ทำลายมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ซึ่งถ้ามองจากจุดนี้ ก็จะเชื่อมโยงกับพ่อใหญ่ปรีชา พิณทองได้ เพราะท่านเคารพนับถือหลวงพ่ออาจ (พระพิมลธรรม) มาก 

กล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวต่อสู้ทางวัฒนธรรมหนังสือของคนอีสานนั้นมีมานานแล้ว โดยเริ่มต้นจากพระอีสานฝ่ายก้าวหน้า แม้กลุ่มต่างๆ ที่เคยตั้งขึ้นจะเลิกไปหายไปตามกาลเวลา แต่คุณูปการตรงนั้นทำให้วรรณคดีโบราณอีสานมีพื้นที่ที่มั่นคง มีฐานคนเสพซื้อที่แน่นอน  

เราจะเห็นหนังสือเหล่านี้วางขายอยู่ตามวัดใหญ่ๆ เวลามีการประชุมใหญ่ของพระ ตามร้านสังฆภัณฑ์ใหญ่ๆ ทั่วภาคอีสาน และร้านหนังสือเรียนเครื่องเขียนใหญ่ๆ เช่น จังหวัดอุบลฯ ก็มีที่ร้านวิทยาคาร

ไม่แน่ใจว่าหนังสือวรรณคดีอีสานที่ผลิตโดยโรงพิมพ์ 2 แห่งนี้ รายละเอียดการดำเนินกิจการเป็นอย่างไร ขายได้-ไม่ได้แค่ไหน เท่าที่รู้ ทางอุบลฯ นั้นเหมือนจะเลิกพิมพ์งานวรรณคดีไปแล้ว หรือถ้ามีก็คงน้อย แต่ทางขอนแก่นยังผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เห็นพิมพ์ออกมาใหม่อยู่เรื่อยๆ แต่น่าเสียดายที่ผู้พิมพ์ไม่บอกสถิติการพิมพ์ว่ากี่ครั้ง จำนวนครั้งละเท่าไร ไม่อย่างนั้นเราอาจพบตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนหนังสือมรดกธรรมของหลวงพ่อชาก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของบริษัทคลังนานาธรรม จำกัด กับศูนย์มรดกธรรมหลวงพ่อชาคือ พิมพ์รูปเล่มธรรมดาเรียบง่ายไม่เลิศหรู แต่ราคาถูกมาก

ประเด็นสำคัญคือ การที่บริษัทหนึ่งพิมพ์งานวรรณกรรมอีสานเหล่านี้ออกมาอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ มันบอกอะไรเรา? 

ชัดเจนที่สุดคือ ถ้ามันขายไม่ได้ เขาคงเลิกพิมพ์ไปนานแล้ว และที่มันขายได้ ก็แสดงว่าคนอีสานยังซื้อยังอ่าน ที่สำคัญ หนังสือเหล่านี้ไม่ได้รับรางวัลใดๆ ไม่ได้ถูกระบุให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา ไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นวรรณคดีของชาติ (ไทย) พูดง่ายๆ คือไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ เลยจากรัฐไทยหรือสถาบันหลักของการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม แต่มันกลับอยู่ได้มายาวนาน

ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ อยู่ตรงที่ว่า ทำไมนักเขียนสมัยใหม่ของอีสานจึงไม่สามารถต่อยอดจากฐานตรงนี้ได้และถึงขั้นไม่มีฐานของคนซื้องานในภูมิภาคตัวเอง พูดง่ายๆ คือ ผลิตงานเขียนออกมาแล้วขายไม่ได้ในภาคตัวเองหรือไม่กล้าผลิตออกมาขายเอง ขายในอีสานให้คนอีสานบ้านเกิดเมืองนอนของเราเองนี่แหละ แทบจะ 100% มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ประมาณว่า หวังย้อมตัวที่กรุงเทพฯ ก่อน ให้คนในกรุงเทพฯ ยอมรับก่อน ถึงจะบรรลุความเป็นนักเขียนอะไรแบบนั้น หรือให้ได้รางวัลระดับชาติจากรสนิยมคนกรุงเทพฯ (คนอีสานไม่มีส่วนร่วมแชร์รสนิยมนั้นเลย) ถึงจะกลายเป็นนักเขียนระดับแนวหน้า องค์กรวรรณกรรมในอีสานก็รอแต่ผลจากส่วนกลาง แล้วค่อยมาเด็ดยอดใช้งานกัน มันเหมือนยอมรับโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ ร.5 คือรวบอำนาจการจัดการทุกอย่างเข้าสู่ส่วนกลาง กฎเกณฑ์มาจากส่วนกลาง ผิดถูกแล้วแต่ส่วนกลาง ดูมันขัดแย้งกับเจตจำนงเสรีของความเป็นนักเขียน เจตจำนงของการต้านอำนาจส่วนกลางที่อยุติธรรมผูกขาด เจตจำนงเสรีของการกระจายการศึกษาและอำนาจ

และความจริงที่น่ารันทดก็คือ ถ้าวันหนึ่งเขาไม่หนุน ไม่โฆษณาส่งเสริม และไม่ได้พิมพ์งานให้แล้ว ก็อยู่แทบไม่ได้ จะมาพิมพ์เองขายเองให้แก่คนในภูมิภาคก็ไม่มีฐานคนอ่านคนซื้อ

ทั้งที่ความจริงในยุคสมัยนี้ของวงการหนังสือก็คือ หนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค (วรรณกรรม) ถ้าไม่ได้รางวัลแบบซีไรท์ก็จะขายได้อยู่ประมาณ 300 – 500 เล่ม และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเขียนส่วนใหญ่จึงกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้รางวัลอย่างซีไรท์ (เพื่องานชิ้นนั้นจะได้ขายได้มากๆ) หรือแม้แต่รางวัลที่ให้เงินมากๆ แม้จะเป็น CSR ของแหล่งทุนสามานย์หนุนเผด็จการก็ตาม และเป็นเงื่อนไขที่สำนักพิมพ์ต้องประเมินแล้วประเมินอีกว่าจะพิมพ์ผลงานชิ้นไหนของใคร ยิ่งถ้าสำนักพิมพ์ไหนที่เอาการตลาดนำ ก็ยิ่งมีการประเมินจุดคุ้มทุนยิบย่อย และเขาจะคิดจุดคุ้มทุนที่ 300 – 500 เล่ม หมายความว่า เขาจะคิดทุกค่าใช้จ่ายในการลงทุนพิมพ์หนังสือเรื่องหนึ่ง (สมมติพิมพ์ 2,000 เล่ม) แล้วหารด้วยจำนวนเล่มที่เขาต้องการทุนคืน (จุดคุ้มทุน) ก็คือ 300 – 500 เล่มที่ว่า และนั่นคือราคาปกที่คนต้องซื้อ

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนังสือบ้านเรามันโคตรแพง และเมื่อระบบโครงสร้างมันเป็นแบบนี้ นอกจากจะทำให้นักเขียนมีพื้นที่หรือโอกาสในการตีพิมพ์ผลงานน้อยลงแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการไม่กระจายตัวของหนังสือไปสู่คนอ่านด้วย เพราะหนังสือแพง 

มาดูค่าเรื่องที่นักเขียนจะได้เมื่อพิมพ์กับสำนักพิมพ์เหล่านั้นที่ 10% ราคาปกคูณด้วยยอดพิมพ์ (นี่เป็นราคามาตรฐานตั้งแต่ผมยังไม่เกิดจนถึงตอนนี้ และจะเป็นแบบนี้ไปยาวนานชั่วนิรันดร์) ส่วนใหญ่ก็พิมพ์อยู่ที่ 1,000 – 2,000 เล่ม คิดง่ายๆ ถ้าหนังสือเล่มนั้นราคาปก 150 บาท ก็เท่ากับว่านักเขียนจะเขียนได้เล่มละ 15 บาท (10%) คูณด้วย 2,000 (คิดยอดพิมพ์สูงสุด) ค่าเรื่องที่นักเขียนจะได้คือ 30,000 

เห็นตัวเลขเหล่านี้แล้ว รู้สึก “หมึน” ไหมครับ? คือมันเหมือนดูถูกน้ำใจคนอีสานยังไงไม่รู้  

เอาเรื่องค่าเรื่องก่อน เงินค่าเรื่อง 30,000 บาท ขายหนังสือเล่มละ 150 บาท 200 เล่มก็ได้แล้ว หรือคิดให้ละเอียดกว่านั้น 200 เล่มคือค่าเรื่อง แล้วทุนอีก 200 เล่ม เราก็พิมพ์หนังสือ 400 เล่ม (แต่ความจริงเป็นแบบนี้ครับ เมื่อปี 2562 ผมเคยพิมพ์หนังสือ ฆาตกร และเรื่องสั้นอื่นๆ ของตัวเอง หนา 159 หน้า ราคาเล่มละ 180 บาท พิมพ์โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ กระดาษอย่างดี แรกๆ จะพิมพ์ที่ 500 เล่ม เป็นเงินรวมส่งด้วย 26,000 บาท แต่ถ้าผมเพิ่มเงินอีก 4,000 บาท จะได้หนังสือ 1,000 เล่ม ตกลงผมพิมพ์ 1,000 เล่ม ค่าพิมพ์ทั้งหมด 30,000 บาท ค่าขนส่งอีกราวพันกว่าบาทนิดๆ) ถามว่าเราจะขายหนังสือ 400 เล่มให้คนอีสานด้วยกันไม่ได้เลยเหรอครับ ผมไม่เชื่อว่าไม่ได้ เพราะผมขายได้มาแล้ว นักเขียนอีกอย่างน้อย 3 คนที่ผมรู้จักก็ขายได้มาแล้ว ยิ่งในยุคโซเชียลแบบนี้ การสร้างตัวตน สร้างแบรนด์ สร้างตลาดของตัวเองก็ยิ่งง่าย เหมาะมากที่นักเขียนอิสระอีสานจะทำให้อีสานเป็นรัฐอิสระทางวรรณกรรมเสียที 

และผมมั่นใจที่สุดว่า คนอีสานก็ย่อมส่งเสริมคนอีสานด้วยกัน

และนี่เป็นเรื่องราวที่นักเขียนกลุ่มหนึ่งคุยกันตลอดบ่ายเมื่อวันกรรมกรที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสมาพันธ์วรรณกรรมแม่น้ำของ โดยจุดมุ่งหมายหลักคือ จะสร้างฐานการผลิตงานวรรณกรรมและการวิจารณ์ในอีสานไม่ขึ้นต่อโครงสร้าง กรอบคิดและรสนิยมส่วนกลางกรุงเทพฯ สร้างฐานคนอ่านโดยการกระจายหนังสือไปให้ถึงมือประชาชนคนอีสานให้ได้มากที่สุด และหนังสือนั้นจะมีทั้งที่สมาพันธ์ฯ พิมพ์ขายและหนังสือที่ระดมมาจากผู้ที่อยากร่วมแนวทางส่งหนังสือให้ถึงมือคนอีสาน พร้อมกับทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและความร่วมมือของคนในภูมิภาคนี้ด้วยการค่อยๆ ขยายฐานไปตามพื้นที่ของสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นครู และจะต้องสร้างเพจขึ้นมาเพื่อเป็นสนามปล่อยของให้เยาวชนคนอ่านคนเขียน เป็นสวนสาธารณะหรือทุ่งศรีเมืองหรือข่วงของพวกผู้ใหญ่ได้มาแชร์ผลงานแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ให้เกิดกิจกรรมการอ่าน การเขียน การวิจารณ์ และไลฟ์สไตล์กันขึ้น 

สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ การพิมพ์หนังสือปีละ 2 ครั้ง โดยให้ชัวร์ว่า อย่างน้อยจะต้องได้ทุนคืนเพื่อพิมพ์เล่มต่อๆ ไป ครั้งแรกพิมพ์งานของนักเขียนอีสานที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รางวัลอุรังคธาตุของสมาพันธ์วรรณกรรมแม่น้ำของ ให้หนังสือเป็นโล่  งานที่จะพิมพ์จะถูกคัดสรรโดยกองบรรณาธิการพิมพ์ 500 เล่ม โดยให้ 200 เล่มเป็นค่าลิขสิทธิ์/รางวัลแก่นักเขียน จะเอาเป็นหนังสือไปขายเอง หรือจะให้ทางสมาพันธ์ขายให้ก็ได้ แต่ 200 เล่มแรกที่สมาพันธ์ฯ ขายได้ จะกันเป็นทุนไว้พิมพ์เล่มต่อไป ครั้งที่สองเป็นการพิมพ์งานของหลายๆ คน คล้ายนิตยสารอีสานคดี เรื่องสั้น บทกวี ความเรียง บทความ บทวิจารณ์ ในจำนวนเท่ากัน

ส่วนวิธีการที่จะ make sure ในการพิมพ์หนังสือขายได้ไม่ขาดทุนนั้น เบื้องต้นเราต้องมีสมาชิกอุปถัมภ์เจ้าละ 10 เล่ม (1,500 บาท/ปี) จำนวน 20 เจ้า ทุกอย่างก็จะเคลียร์ หรือให้ดีกว่านั้น ถ้าสมาชิกอุปถัมภ์ 20 ท่านแรก ให้เจ้าล่ะ 3,000 บาท/ปีมันก็จะครอบคลุมงานทั้งหมด แล้วเราก็ขยายฐานสมาชิกออกไปทุกปี ส่วนหนังสือจากการอุปถัมภ์นั้น เราจะนำไปสู่มือประชาชนให้เองพร้อมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

ประเด็นสำคัญคือ เราต้องการสร้างฐานที่มั่นของนักเขียนอีสานบนแผ่นดินมาตุภูมิ – แผ่นดินอีสานของเรานี้ เมื่อมั่นคงแล้ว เราจะส่งงานไปปะทะ ประชัน ไปประกวดก่อกวนหรือกวนตีนส่วนกลางก็ไม่มีปัญหา ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นการรุกคืบสร้างการยอมรับความเป็นคนเท่าทัดเทียมกัน ไม่ได้ก็ไม่สนใจ ไม่หวั่นไหว เพราะเรามีฐานที่มั่น เราแค่ต้องการยืนยันความเป็นคนที่ทัดเทียมกับเขาด้วยสติปัญญาความสามารถ ไม่ใช่เป็นลูกแหล่งอีกต่อไป

ลองนึกดูว่า ถ้ากิจกรรมและการเคลื่อนไหวนี้ดำเนินไปเป็น 10 ปี 20 ปี กลุ่มคนที่ได้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่องจากพวกเราจะเติบโตขึ้นอย่างไร จำนวนจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน จากนี้ไป 10 ปี 20 ปี คนเหล่านี้ก็จะมีสถานะที่จะซื้อหนังสือได้ แล้วเขาจะซื้อหนังสือของใคร

คุณเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างที่เราเห็นไหม?

ขอจงมาร่วมมือกัน

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up