ซีรีส์ชุด “1 ทศวรรษ พฤษภาฯ เลือดปี’53” (21) – ไม่ปรากฏในข่าวภาคค่ำ

ภาพหน้าปกจาก istock.com/borchee

ธีร์ อันมัย เรื่อง

1

อีกหนึ่งปีต่อมา ชายชราผู้เชื่อมั่นในสิทธิพลเมือง ผู้เป็นกำลังหลักของครอบครัว ในชุดนักโทษชายอันพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเกร็งกึง ก็มายืนอยู่ในคอกพยานจำเลยต่อหน้าสองผู้พิพากษาหนุ่มสาวคราวลูก

“ข้าพเจ้าขอสาบานต่อหลวงพ่อใหญ่อินแปงและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า จะเบิกความต่อศาลด้วยความสัตย์จริงทั้งสิ้น หากนำความอันเป็นเท็จมากล่าวแม้แต่น้อย ขอให้ภยันตรายและภัยพิบัติทั้งปวงจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าและครอบครัวโดยพลัน หากข้าพเจ้ากล่าวความจริง ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัวมีแต่ความสุขความเจริญ”

เมื่อให้การแล้ว ชายผู้เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองก็ถูกส่งกลับเข้าควบคุมตัวในเรือนจำกลางจังหวัดเพื่อรอสองหนุ่มสาวคราวลูกได้พิสูจน์ความผิดของเขาจากหลักฐาน จากคำให้การของพยานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยอีกสามเดือน 

นาฬิกาแห่งความยุติธรรมหมุนไปอย่างเฉื่อยเนือย

2

ถ้ามีโอกาสนะ ผมไปทุกที่ที่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ มันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เราไม่มีอาวุธ มีแต่อาหาร ใครมีข้าวสารก็เอาไป มีปลาร้าก็เอาไป บางคนไม่มีเวลา ไม่มีข้าวปลาอาหารก็ลงขันกันฝากเงินไปช่วย มาอวยพรให้ตลอดปลอดภัย มาให้กำลังใจให้ประชาชนมีชัยกลับมา 

ผมไปฝ่าดงกระสุนและแก๊สน้ำตาที่สี่แยกคอกวัวมาแล้ว ผมได้เห็นแล้วว่า รัฐบาลเผด็จการทหารนั้นไม่สนใจหรอกว่าเราจะเป็นจะตาย มันสนใจแต่จะทำอย่างไรจึงจะกำราบให้พวกเรากลัวแล้วล่าถอย อยากให้คุณไปเห็นเหมือนที่ผมเห็น คนไม่กลัวตาย ไม่กลัวปืน ถือไม้ไผ่วิ่งฝ่าห่ากระสุนเข้าใส่แถวทหาร มันเกิดขึ้นต่อหน้าผม ผมได้เห็นมาแล้ว ลูกเอ๋ย หลานเอ๋ย พวกเขาชั่งแกล้วกล้าไม่กลัวตาย 

อะไรนะ? ที่คุณถามว่า ใครจ้างมานั่นใช่ไหม? มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่รับจ้างมาเสี่ยงตายแบบนี้ ถ้าใจมันรักจริง ไม่จ้างก็มา ถ้าไม่รัก จ้างเท่าไร ข่มขู่ให้ตายก็ไม่มา อย่าดูหมิ่นน้ำใจคนด้วยกันขนาดนั้น เงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตดอกนายเอ๋ย หากบ้านเมืองมันรุ่มร้อนนอนไม่ได้ ยังไงเสียก็ต้องลุกขึ้นมาขจัดปัดเป่าเอาเสนียดจังไรออกไป ลำบากลำบนยังไงก็ต้องมาให้ได้ ผมนี่มาเอง ขอเงินเมียมา ให้เขาเตรียมข้าวของ พริก เขือ เกลือ ปลาแดก แบกขึ้นรถรวมกันมา พวกเขาก็มากันเอง 

แหม คุณทำหน้าอย่างนี้ ไม่เชื่อละสิว่าคนบ้านนอกดูไร้การศึกษา แถมหน้าตาน่ากลัวอย่างพวกผมนี่จะมีหัวใจรักประชาธิปไตยเหมือนคนในเมืองอย่างพวกคุณ คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า กบฏผีบุญก็เกิดอยู่บ้านผม สมัชชาคนจนก็คนบ้านผม มันเกิดทุกยุคทุกสมัยนั่นล่ะคุณ แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมจึงเกิดคนแบบนี้ขึ้นตลอดมา อันที่จริงแล้ว พวกคุณมีการศึกษาน่าจะลองหาตำรา หาข่าวเก่ามาอ่านดูบ้างนะ งานวิจัยของครูบาอาจารย์ เอกสารตำราน่าจะมี ข่าวน่าจะพอมีบ้าง หากอ่านเห็นได้เรียนรู้บ้าง เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะถูกตั้งแง่รังเกียจรังงอนกัน “ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการแข็งขืนลุกขึ้นสู้” คนใต้เขาก็ยังเคยบอก “ไม่รบนาย ไม่หายจน” สมัยนี้ คนบ้านผมก็บอกเหมือนกันว่า “ยุติธรรมบ่มี สามัคคีบ่เกิด” หวังว่าคงจะฟังเข้าใจ 

ส่วนที่คุณถามว่า ทำไมพวกผมถึงเผาศาลากลางจังหวัดนั้น ก็ต้องถามคุณกลับ และต้องบอกให้ชัดกว่านั้นเลยนะว่า ใครคนไหนลงมือเผา เอาภาพถ่ายมาโชว์เลยสิ ถ้าผมเผา เอาผมไปตัดหัวได้เลย ผมเลวขนาดนั้นผมก็สมควรตาย

3

พลันแถวตำรวจซีกตะวันออกเฉียงเหนือถูกสั่งให้ล่าถอย แล้วทหารราว 50 นาย ก็ถูกสั่งให้เข้าประจำการแทนที่ ฝูงชนนับร้อยหันเหความสนใจจากกิจกรรมเผายางนอกรั้วศาลากลางจังหวัด แล้วก็หันมาโห่ไล่แถวทหาร จากนั้นขวดพลาสติกรองเท้าแห่งความโกรธแค้น ก็ลอยละล่องข้ามรั้วศาลากลางจังหวัดซัดใส่กองทหารอย่างบ้าคลั่ง ความคั่งแค้นถูกปลุกเร้าผ่านเครื่องขยายเสียง “ทหารฆ่าประชาชน เอาทหารมาฆ่าประชาชนทำไม เอาทหารออกไป” 

แล้วมือแห่งความเคียดแค้นก็เขย่า เท้าแห่งความชิงชังก็ขย่ม ในที่สุดรั้วศาลากลางจังหวัดก็พังลง ฝูงชนทะลักกรูเข้าสู่สนามหญ้าหน้าศาลากลาง ฝ่ายแถวทหารล่าถอยสู่เบื้องหลังตัวอาคาร 

ท่ามกลางความอึงอลสนเท่ห์ หญิงร่างผอมคนหนึ่ง ซึ่งเดินเลียบตามแถวตำรวจด้วยหวังว่าจะปลอดภัย เพิ่งได้รู้สึกตัวว่า กล้ามเนื้อขาขวากระตุก จู่ ๆ เธอก็หมดแรงและทรุดลงนั่ง มองกางเกงยีนส์มีรูและมีน้ำสีแดงเข้มบู้นออกมาจากรูเหนือเข่านั้น จากนั้น เสียงผู้ชายข้าง ๆ ก็ตะโกนออกมาว่า “มีคนถูกยิง” เสียงแป๊ก ๆ เมื่อครู่ คือเสียงปืน เธอถูกยิง และเมื่อเธอถูกนำตัวมาขึ้นรถ ก็พบว่ามีอีก 4 คนที่ถูกยิงเหมือนกัน

กลางแดดเดือดเดือนพฤษภาคม ฝูงชนร่นถอยหนีตายออกนอกรั้วศาลากลางจังหวัดอย่างไม่เป็นท่า คนบนหลังคารถแผดเสียงแหบพร่า “ทหารฆ่าประชาชน มีคนถูกยิงแล้วพี่น้อง บ้านนี้เมืองนี้ลุกเป็นไฟ เพราะทหารฆ่าประชาชน” ผู้คนเริ่มโกรธแค้น “คนมือเปล่าถูกยิง ผู้หญิงถูกยิง ทหารยิงประชาชน” ท่ามกลางเสียงอึงคะนึง เสียงหนึ่งว่าเด็ก เสียงหนึ่งว่าผู้หญิง บ้างว่าบาดเจ็บ บ้างว่าตาย 

ฟากทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครป้องกันภัยพลเรือนหลายร้อยคน หลังผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตรวจแถวแล้วมีคำสั่งบางอย่าง ต่างร่นถอยกลับไปยังเบื้องหลังศาลากลางจังหวัด จากนั้นก็ปล่อยให้ผู้โกรธแค้นบางคนทะลุทะลวงเข้าใกล้ตัวอาคารศาลากลางจังหวัด ทั้งขว้างปาก้อนหิน บ้างขว้างปาท่อนไม้ กระจกหน้าต่างแตกโพล้งเพล้ง บ้างเห็นเปลวเพลิงเริ่มต้นจากชั้นสอง บ้างว่ามาจากชั้นล่าง บ้างเห็นกลุ่มชายชุดดำพร้อมอาวุธรุดลงมาจากชั้นสอง บ้างเห็นชายชุดดำยืนถือขวดใส่น้ำมันอยู่รอบตัวอาคาร แล้วระดมขว้างเข้าใส่เปลวเพลิง รถดับเพลิงคันเดียวจอดแน่นิ่งข้างศาลากลางจังหวัดที่เปลวไฟเริ่มลุกท่วม บ้างว่าเรื่องนี้ถูกเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้ว จากนั้นข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” กับ “เผาบ้านเผาเมือง” จึงถูกระดมใส่ผู้คนที่ถูกบันทึกภาพไว้ทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว 

ตัวอาคารอันเป็นศูนย์อำนาจของรัฐส่วนกลางได้มอดไหม้ต่อหน้าฝูงคนและแถวแนวตำรวจทหารและอาสาสมัครป้องกันภัยพลเรือนที่ไม่ได้จับกุมใครในที่เกิดเหตุ จนกระทั่งไทยมุงไทยเคียดแค้นได้ล่าถอยกลับไปสู่การใช้ชีวิตปกติ 

ชายวัยหกสิบหนวดเฟิ้ม ร่างกายบึกบึน ใส่เสื้อแดง แขวนพระเครื่อง ถูกบันทึกภาพนิ่งไว้ขณะเดินเอามือปัดหูอยู่ริมฟุตบาทหน้าร้านขายหมูยอนอกรั้วศาลากลางจังหวัดฟากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามคำกล่าวของทางการว่า ภาพนั้น คือเหตุการณ์ที่เขากำลังโทรศัพท์สั่งการให้เผาศาลากลางจังหวัด ครั้นทนายฝ่ายจำเลยนำภาพนั้นที่ถูกขยายแล้วมาเป็นหลักฐานประกอบการไต่สวน ก็พบว่ามีเพียงความว่างเปล่าในมือของชายชราคนนั้น

4

ผมยังเชื่อมั่นว่า ความยุติธรรมของประเทศนี้มีอยู่จริง แต่มันยังเดินทางมาไม่ถึง เพราะบ้านนี้เมืองนี้กำลังตกอยู่ในภาวะอีมะลืดทืดเท่า ผมไม่ได้เผาศาลากลางจังหวัด ผมมาร่วมชุมนุมในวันนั้น เพราะผมไม่พอใจที่มีคนตายมากมายเกินไปที่ราชประสงค์ ผมมาเพื่อประท้วงรัฐบาลที่สั่งการฆ่าประชาชน จับผมขังมาเกือบปีแล้ว ผมก็ยังเชื่อมั่นว่า ผมมีสิทธิ์ประท้วงรัฐบาลมือเปื้อนเลือด ส่วนภาพที่เขาถ่ายไว้ตอนนั้นน่ะเหรอ อ๋อ มันเป็นตอนเพล หลายคนที่มาด้วยกันหิวข้าว ผมก็หิวด้วย จึงเดินไปหาของกิน ผมมาร่วมชุมนุม ผมจะไปสั่งใครเผาศาลากลางจังหวัดที่ทหารตำรวจกวดขันเป็นร้อย ๆ ได้อย่างไรกัน

“มันควรถูกเผา หากมีทหารตำรวจเป็นร้อย ๆ แล้วป้องกันไม่ได้ รถดับเพลิงของจังหวัดนี้มีหลายสิบคัน รถดับเพลิงเทศบาลอยู่ห่างออกไปไม่เท่าไร ไม่เห็นมาดับไฟตอนที่ศาลากลางกำลังลุกไหม้” ใครบางคนในแถวของจำเลยส่งเสียงแทรกมา

อย่างผมผิด ก็คงผิดที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มากกว่า แต่โทษมันหนักหนาถึงขนาดขังคุกกันข้ามปีเลยหรือครับ? ยิ่งขังเรายิ่งชิงชัง เรายิ่งเคียดแค้น ยิ่งทำให้เราเห็นว่า ความไม่ยุติธรรมมันอยู่รอบตัวเรา เอาอย่างนี้แล้วกัน หากผมมาร่วมชุมนุมเฉย ๆ แล้วสมควรถูกขังเป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างที่คนบังคับใช้กฎหมายประเทศนี้ว่าไว้ แล้วอย่างกรณีอีกคนที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่เคยร่วมชุมนุม แถมตำรวจยังบอกจับผิดตัวแล้ว แล้วเขาขอประกันตัวก็ไม่เป็นผล อันนั้นไม่แย่กว่ากรณีของผมหรือครับ แล้วไหนล่ะ มาตรฐานของความยุติธรรมประเทศนี้?

5

ต้นเดือนมิถุนายน หนังสือพิมพ์หัวสีพาดหัวข่าว “หามผู้ต้องขังเข้าโรงพยาบาล เครียดจัด เส้นเลือดในสมองแตก” จากนั้นก็ไม่มีสื่อมวลชนรายงานข่าวว่า นายแพทย์เจ้าของไข้ไม่เคยแม้แต่จะเยี่ยมกรายไปใกล้เตียงคนไข้ มีเพียงหมอฝึกหัดหน้าใหม่ไปถามอาการตอนเช้าตรู่วันละครั้งสั้น ๆ ไม่มีแม้ภาพข่าวรายงานว่าผู้ป่วยถูกโซ่ตรวนอันแน่นหนาจองจำขาข้างที่เป็นอัมพฤกษ์กับเตียงคนไข้ คนประเทศนี้ไม่รับรู้ว่า คนที่ถูกล่ามโซ่นั้นจะเยี่ยวจะถ่ายผลัดผ้าผ่อนยุ่งยากอย่างไร 

หนึ่งสัปดาห์อันยาวนานของภรรยาผู้เฝ้าไข้อย่างใจเหี่ยวแห้งนั้น ไม่มีข่าวในสื่อมวลชนเลยว่า เมื่อนายแพทย์เจ้าของไข้กลับมาจากต่างประเทศ แล้วเร่งลงความเห็นในใบรับรองแพทย์เพียงว่า เส้นเลือดในสมองตีบและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ดังนั้น มันจึงทำให้ผู้พิพากษาหนุ่มตัดสินพิเคราะห์แล้วว่า ไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลง จึงไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังวัย 60 ปีที่ไม่สามารถช่วยตัวเองและให้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่เรือนจำต่อไป น้ำตาและเสียงร่ำไห้ของภรรยาผู้ต้องขังไม่ดังพอที่จะสามารถทำให้เขาสะอื้นสะออนแต่อย่างใด

ต่อมาอีกสัปดาห์ ชายชราคนเดิมถูกนำตัวออกจากเรือนจำเดิมเพื่อนำส่งโรงพยาบาลเดิมด้วยอาการหนักกว่าเดิม 

สัปดาห์แรกในโรงพยาบาลนั้น เขาได้แต่นอนปวดหัวและร้องโอดโอยในห้องผู้ป่วยรวม จนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตก และเขาได้หลับใหลไปยาวนานนั่นล่ะ สัปดาห์ต่อมาเขาจึงถูกนำส่งห้องไอซียูที่ดูดีกว่าโรงฆ่าสัตว์เมื่อสัปดาห์ก่อน

6

คุณเป็นนักข่าวหรือนักเขียนนะ เป็นนักศึกษาหรือครูบาอาจารย์นะ อ๋อ! เป็นกวีนักเขียนใช่ไหม? เคยได้ยินไหม “ตายสิบ สิเกิดแสน” เขาขังร่างกายเราได้นะ แต่วิญญาณเสรีเรามันขังไม่ได้ ขังพวกผมได้นะ แต่ว่าคนคิดแบบพวกผมยิ่งเพิ่มมากขึ้น ๆ เขาห้ามคนคิดไม่ได้หรอก โลกมันเจริญขึ้นทุกวัน เราจะล้าหลังอย่างไม่อายคนอื่นเขาได้อย่างไร คุณจะมีคุกขังประชาชนที่คิดต่างจากคุณได้อย่างไร คุณฆ่าคนที่คิดต่างจากคุณไม่หมดหรอก

7

หญิงวัยแม่ปล่อยโฮหน้าบัลลังก์ หลังจากการไต่สวนนายแพทย์เจ้าของไข้จบลง แล้วผู้พิพากษาหนุ่มรุ่นลูกพิเคราะห์แล้วว่า “ตามคำให้การของแพทย์ที่ระบุว่าคนไข้มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบและแตก จนเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง ต้องบำบัดรักษาอย่างน้อย 6 เดือน ดังนั้น หากยังส่งตัวจำเลยกลับสู่เรือนจำอาจมีผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจ จึงมีความเห็นให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อให้ญาติได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้มีวงเงินประกัน 7 แสนบาท”  

8

“วันนี้เดินสักสองก้าว พรุ่งนี้สามก้าว มะรืนนี้สี่ก้าว เพิ่มวันละก้าว ๆ อีกหน่อยเขาก็จะเดินได้ ฉันนี่ละจะช่วยให้เขาเดินได้ ก็หมอบอกว่า กายภาพบำบัดและหัดทำทุกวัน มันจะฟื้นฟูให้ร่างกายของเขากลับมาแข็งแรง แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาก็น่าจะช่วยตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องให้ฉันคอยพยุงแบบนี้ แต่ตานี่สิ มองไม่เห็น”

น้ำเสียงแห่งความเชื่อมั่นในเบื้องต้นลดโทนลงเป็นเสียงตัดพ้อต่อชะตากรรมที่โถมทับนางมานานนับปี นับแต่สามีของนางเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ 

9

วันที่ 19 กันยายนปีเดียวกันกับเหตุการณ์ที่นายแอนเดอส์ เบห์ริ่ง เบรวิก วัย 32 ปี ถูกกล่าวหาและมีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าเป็นผู้ลงมือสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ชาวนอร์เวย์ไป 69 ศพ และบาดเจ็บกว่า 90 ราย โดยที่ศาลนอร์เวย์ยืนกราน ไม่เลือกการตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหา เพราะโทษสูงสุดของนอร์เวย์คือจำคุก 21 ปีนั้น ก็มีข่าวซุบซิบวงในจากโรงพยาบาลศูนย์กลางของจังหวัดโหมกระพือลือเลื่องเรื่องหมอผู้รักษาผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันในสมองถกเถียงกับเภสัชกรรุ่นหลาน หลังจากถูกทัดทานให้ทบทวนการสั่งยาละลายลิ่มเลือด [Enoxaparin] ให้ผู้ป่วยกินขนาด 300 มิลลิกรัม โดยที่เภสัชกรบอกว่า ปกติแล้วจะให้ขนาดยานี้ 60 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ให้ได้มากที่สุดก็ประมาณ 100 มิลลิกรัม 

“คุณน่าจะเอาเวลาให้ความเห็นกับผมไปอ่านหนังสือนะ” หมอใหญ่ตวาดใส่เภสัชกรเด็ก ฝ่ายพยาบาลสูงวัยได้โอกาสเหยียบซ้ำ “เดี๋ยวจะเอางานวิจัยมาแปะหน้าผากให้อ่านนะ” 

ด้วยอหังการของหมอใหญ่และพยาบาลวิชาชีพมากประสบการณ์ดังกล่าว เช้าวันต่อมา ผู้ป่วยโชคร้ายรายนั้นจึงเสียชีวิตหลังจากได้รับยา 300 มิลลิกรัม 

ท่ามกลางเสียงซุบซิบระเบ็งเซ็งแซ่ของคนในโรงพยาบาล ฝ่ายหมอใหญ่ และโดยความรู้เห็นของพยาบาลสูงวัย ได้เตรียมเขียนคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า “เสียชีวิตเนื่องจากอาการโรคแทรกซ้อน” ขณะที่ญาติผู้ยากจนก็เพียงแต่จ่ายค่ารถพยาบาลฉุกเฉินนำศพกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

10

ยามบ่ายในห้างสรรพสินค้าแอร์เย็นฉ่ำ ผู้พิพากษาหนุ่มไปยืนหยิบหนังสือ “วันดวลเหล้า” ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ที่มีคำนำยาวครึ่งเล่มขึ้นมา 2 เล่ม แล้ววางไว้บนแผงลดครึ่งราคา แล้วเดินจากไปในงานสัปดาห์หนังสือตอนต้นเดือนสิงหาคมของปีต่อมา โดยที่เขาเองยังไม่รับรู้ว่า ระหว่างเขาใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาไม่มีบักลิ้นฟ้าพาดบ่านั้น ชายชราที่เขาเพิ่งมีคำสั่งให้ได้รับการประกันตัวเมื่อเดือนก่อนได้สูญเสียการมองเห็นและการทรงตัว และกำลังฟื้นฟูร่างกายด้วยการให้เมียคู่ทุกข์คู่ยากพยุงหัดเดินมากขึ้นวันละก้าว วันละก้าว 

ขณะที่ข่าวกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงในกรุงลอนดอนก่อความวุ่นวายทุบ เผา เข้าปล้นชิงเอาทรัพย์สินจากห้างร้านบ้านเรือนอย่างไม่หยุดหย่อน หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐวิสามัญฆาตกรรมชายวัย 29 ปี เมื่อก่อนหน้านั้น และมีรายงานข่าวจากฟากรัฐบาลอังกฤษว่า จะยังไม่ใช้วิธีการฉีดน้ำใส่กลุ่มคนที่ก่อความไม่สงบ และจะยืนยันใช้ความอดทนให้ถึงที่สุด

11

คำพิพากษาสิ้นสุดลงท่ามกลางเสียงอื้ออึงของบรรดาญาติมิตรนับร้อยที่มารอฟังคำตัดสิน ผู้ต้องหาทั้งหมดลุกขึ้นแสดงความเคารพศาล ยกเว้นชายชราผู้ถูกทำให้แขน ขา และตาพิการด้วยคำวินิจฉัยของหมอและข้อพิเคราะห์ของศาลก่อนหน้านี้ เขาเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกยกฟ้องเพราะไม่มีความผิดใด ๆ ตามข้อกล่าวหา

“นาง!” เสียงแหบพร่าของเขาเรียกหาเมีย ซึ่งบัดนี้นั่งนิ่งน้ำตาไหลพรากอยู่เคียงข้าง “ถามทนายให้หน่อยสิ เราจะฟ้องกลับได้ไหม? จะเอาพวกผู้พิพากษา อัยการ หมอกับตำรวจพวกนี้เข้าคุกแม่งให้หมด”

หมายเหตุ: “ไม่ปรากฏในข่าวภาคค่ำ” ตีพิมพ์ครั้งแรกใน กวีราษฎร์ รวมเรื่องสั้นระอาสมัย : กลับสู่แสงสว่าง เมษายน 2555 

Scroll Up