จาก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฯ ถึง CPTPP ประโยชน์เพื่อชาติหรือนายทุน?

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา เรื่อง 

บทความที่แล้ว หยุดก่อน CPTPP เกษตรกรได้ประโยชน์ตรงไหน? ได้ฉายให้เห็นข้อดีข้อเสียของความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ที่กระทรวงพาณิชย์ได้นำเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 กระทั่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเวลาต่อมา 

บทความนี้จะเชื่อมโยงระหว่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพืชพันธ์ พ.ศ.2542 และข้อตกลง CPTPP ว่าเกี่ยวพันกันอย่างไรและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างไร 

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรเผยแพร่หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับพันธุ์พืชใหม่และพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ด้วยระบบจดทะเบียน (มาตรา 53) และให้ความคุ้มครองเชิงอนุรักษ์สำหรับพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ด้วยระบบควบคุมการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ (มาตรา 52) โดยมีพันธุ์พืชใหม่ที่ขอรับความคุ้มครองได้ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมี 91 รายการ แบ่งเป็นกลุ่มพืชไร่ 17 รายการ กลุ่มพืชผัก 21 รายการ กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ 23 รายการ ไม้ผลและไม้ยืนต้น 25 รายการ กลุ่มพืชให้เนื้อไม้ 4 รายการ และกลุ่มเห็ด 1 รายการ โดยผู้มีสิทธิ์ยื่นขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ต้องเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืช มีระยะเวลาในการคุ้มครอง 12 ปี สำหรับพืชที่ให้ผลผลิตไม่เกิน 2 ปี และ 17 ปี สำหรับพืชที่ให้ผลผลิตเกินกว่า 2 ปี และ 27 ปี สำหรับพืชที่ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2546 – มกราคม 2563 มีจำนวนคำขอและหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ แบ่งตามประเภทของผู้ยื่นคำขอฯ แล้ว 1,590 พันธุ์ 

ส่วนการขออนุญาตและจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตั้งแต่ปี 2556 – 2563 มีจำนวนข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ฯ รวม 76 รายการ แบ่งเป็นภาคเอกชน 26 รายการ สถาบันการศึกษา 21 รายการ หน่วยงานของรัฐ 10 รายการ สถาบันการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน 7 รายการ และหน่วยงานให้ทุน 4 รายการ

มีผู้แจ้งในการเก็บ จัดหา และรวบรวม เพื่อใช้ในการศึกษา ทดลอง วิจัย หรือปรับปรุงพันธุ์พืช รวม 221 รายการ แบ่งเป็นสถาบันการศึกษา 117 รายการ หน่วยงานรัฐ 76 รายการ และบุคคลทั่วไป 28 รายการ

จากข้อมูลดังกล่าวจะพบว่า การเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ตามมาตรา 52 ที่จะต้องนำส่วนหนึ่งของรายได้เข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชเพื่อช่วยเหลือและอุดหนุนกิจการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ วิจัย และพัฒนาพันธุ์พืช กรณีที่ฝ่าฝืนไม่ขออนุญาตการใช้ประโยชน์ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายในมาตรา 52 มีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะพันธุ์พืชพื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ บ้านเรือน ร้านตลาด หรือที่สาธารณะนั้น นักปรับปรุงพันธุ์สามารถเข้าถึงหรือนำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้โดยง่าย 

การยื่นขออนุญาตก่อนเข้าถึงจึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก ส่วนการส่งเสริมให้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่และมุ่งคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์หรือผู้ทรงสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นการมุ่งคุ้มครองในลักษณะการผูกขาดสิทธิให้กับผู้ทรงสิทธิเป็นสำคัญ โดยไม่ได้ส่งเสริมเกษตรกรให้พัฒนาองค์ความรู้เพื่อแข่งขันกับนักปรับปรุงพันธุ์หรือผู้ทรงสิทธิได้เลย รวมถึงไม่ได้ส่งเสริมการอนุรักษ์และทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมพืชอย่างยั่งยืนได้ 

นอกจากนี้ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์มากกว่าจะเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์อันเกิดจากการใช้ทรัพยากรเหล่านั้นอย่างแท้จริง

สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ พ.ศ. 2558 – 2567 ที่วางเป้าหมายส่งออกเมล็ดพันธุ์จาก 2,937 ล้านบาทภายในปี 2558 เพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2562 โดย 50% ของมูลค่าการส่งออกมาจากเมล็ดพันธุ์ที่พัฒนาในไทย 

ขณะที่ในประเทศ มี 34 บริษัทที่มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ของตนเอง โดย 11 ราย เป็นผู้รับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์จากบริษัทผู้ค้าเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ที่มีเพียง 5 กลุ่ม และมีการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ในกลุ่มพืชผัก 13 ชนิด จำนวนพันธุ์พืชใหม่ 326 พันธุ์ เมื่อช่วงพฤศจิกายน 2546 – มกราคม 2563 หลังการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

แผนปฏิบัติการ 90 วัน (1 เมษายน – 30 มิถุนายน) ของการปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ซึ่งมีแผนจะบริจาคเมล็ดพันธุ์ลูกผสมกว่า 5 แสนซองให้แก่เกษตรกร แต่กลับพบว่าไม่สามารถนำไปปลูกต่อ เพราะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผูกขาดของ 2 บริษัทใหญ่ในประเทศไทย 

ในมุมมองของเกษตรกร สุดท้ายแล้วทรัพยากรชีวภาพ พันธุ์พืชท้องถิ่นที่เกษตรกรเก็บพันธุ์คัดเลือกรักษามาช้านาน ภูมิปัญญาพืชสมุนไพร ทรัพยากรที่ดินและแรงงาน ถูกนำไปใช้โดยกลุ่มทุนที่มีอำนาจ ทั้งไทยและต่างชาติ เกษตรกรจึงเป็นเพียงแรงงานราคาถูก เป็นผู้ซื้อสินค้าเมล็ดพันธุ์ในตลาดที่ผลิตขึ้นจากที่ดินของตนเอง ส่วนนโยบายการสร้างความมั่นคงทางอาหารระยะสั้นสู้ภัยโควิดก็เป็นเพียงการสร้างภาพให้กับนายทุนเท่านั้น 

สำหรับการเปิดประเด็นทางสังคม BIOTHAI ชี้ว่า การเข้าร่วม CPTPP ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเข้าถึงตลาดได้มากขึ้นนัก เพราะ 9 ใน 11 ประเทศสมาชิกของ CPTPP ทำ FTA กับประเทศไทยแล้ว เหลือเพียงแคนาดาและเม็กซิโก หากรัฐบาลไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP ที่มีข้อบัญญัติให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมในอนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV1991 และรัฐบาลเตรียมที่จะยกเลิก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (ซีพี มอนซานโต้ ฯลฯ) ได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ โดยเปลี่ยนเนื้อหากฎหมายเดิม ส่วนใหญ่คล้ายกับ UPOV1978 มาเป็น UPOV1991 ซึ่งจะแก้คำนิยามของพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันผลประโยชน์ เมื่อนำพันธุ์พืชพื้นเมืองไปใช้ประโยชน์โดยนำไปผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น รวมถึงบริษัทไม่ต้องแสดงที่มาของสารพันธุกรรมในการขอรับการคุ้มครองพันธ์พืชใหม่ ไม่ต้องผ่านกระบวนการรับรองความปลอดภัยทางชีวภาพ และขยายสิทธิผูกขาดพืชพันธุ์ให้กับนายทุนรายใหญ่ในไทยและบรรษัทข้ามชาติอย่างเบ็ดเสร็จในอนาคต

การคุ้มครองพืชพันธุ์ใหม่ใน UPOV 1978 กำหนดการคุ้มครองพืชพันธุ์ใหม่ใน UPOV 1991 ไว้ขั้นต่ำ 24 ชนิด ให้มีการคุ้มครองก่อน 5 ชนิด และค่อยเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งต้องให้การคุ้มครองพืชทุกชนิด หมายถึงสามารถนำสมุนไพรมาปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อขอรับการผูกขาดเช่นเดียวกับพืชเกษตรอื่นๆ โดยไม่อนุญาตให้คุ้มครองซ้อนกับสิทธิบัตรคุ้มครองซ้ำซ้อน และได้ระยะเวลาการคุ้มครอง 15 ปี ส่วนระยะเวลาการคุ้มครองพืชทั่วไปมีระยะเวลา 20 ปี ไม้ยืนต้นและองุ่นมีระยะเวลา 25 ปี 

สำหรับการคุ้มครองเฉพาะส่วนขยาย ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ ขยายการคุ้มครองไปยัง ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ คุ้มครองเฉพาะตัวพันธุ์พืชใหม่โดยตรงเท่านั้น ขยายการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ไปยังอนุพันธุ์ของสายพันธุ์พืชใหม่ หรือสายพันธุ์ที่มีลักษณะพันธุ์ที่ได้พันธุกรรมสำคัญมาจากพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง (EDVs) เช่น การนำพันธุ์ใหม่ที่ได้มาไปทำการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย พันธุ์พืชอื่นที่ต้องอาศัยพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองทุกครั้งในการผลิตส่วนขยายพันธุ์ มีสิทธิในการผลิตส่วนขยายพันธุ์เพื่อการขายเท่านั้น มีสิทธิในการผลิตซ้ำ การปรับสภาพ การสต๊อค การขายและการตลาดอื่น การส่งออก การนำเข้าสามารถเก็บรักษาพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกต่อได้ ห้ามไม่ให้เกษตรกรเก็บรักษาพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกต่อ หากฝ่าฝืนอาจได้รับโทษถึงจำคุก

คำถามใหญ่จากเกษตรกรกลุ่มเกษตรธรรม อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ในฐานะที่เกษตรกรเป็นผู้เก็บรักษาพันธุ์พืชท้องถิ่น เป็นผู้ปลูกพืชพันธุ์อาหาร เป็นผู้มีภูมิปัญญาสมุนไพรรักษาโรค และเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับบริษัท 

พวกเขาถามว่า ทำไมวันนี้มีเกษตรไม่กี่คนในประเทศไทยที่รู้ว่า เมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ที่ซื้อเป็นซองหรือเป็นกระป๋องมาจากร้านค้าคือ เมล็ดพันธุ์ลูกผสม ทำไมเกษตรขาดความรู้ทางกฎหมายพันธุ์พืชที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของตนเอง ขาดความรู้ในระบบการค้าเมล็ดพันธุ์ของโลก เข้าไม่ถึงและไม่ได้รับความรู้หรือการพัฒนาทางวิชาการและเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์

รวมถึงไม่ได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ใดๆ จากการปรับปรุงพืชพันธุ์ใหม่ๆ ที่ใช้ทรัพยากรทั้งหลายในท้องถิ่นของตนเอง ทั้งๆ ที่เกษตรกรคือส่วนสำคัญที่ควรจะมีสิทธิ์ในการตัดสินใจต่อนโยบายที่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับวิถีชีวิตของตนเอง และควรจะมีหลักประกันที่ยั่งยืนในวิถีชีวิตของผู้ผลิตอาหารให้กับทุกคนบนโลก

ในมุมมองของกลุ่มเกษตรธรรม การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกษตรกรเห็นคุณค่าของการพึ่งพาตนเอง คุณค่าในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรที่พวกเขาไม่สามารถอยู่แบบถูกปิดหูปิดตานิ่งเฉยอีกต่อไป 

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเรคคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up