ซีรีส์ชุด “1 ทศวรรษ พฤษภาฯ เลือดปี’53” (15) – “ประชาเสรี”

ภาพหน้าปกจาก Roger W (CC BY-SA 2.0)

อรุณรุ่ง สัตย์สวี   

เสรีแสดงความกังวลใจว่า เรื่องสั้นของประชาล่อแหลมเกินไป อาจเข้าข่ายกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำโดยผู้บัญชาการทหารบก ได้กระทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองตั้งตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อยุติความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ มีข่าวการกวาดล้างจับกุมประชาชนที่คิดต่างและต่อต้านการรัฐประหารอย่างต่อเนื่องเข้มข้น โดยพุ่งเป้าไปที่เรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด เสรีเห็นว่า ในช่วงเวลาสุ่มเสี่ยงและไร้เสรีภาพเช่นนี้ ประชาควรใช้กลวิธีการเขียนให้แยบยลขึ้น ตระหนักถึงความปลอดภัยให้มากขึ้น ประชานั่งนิ่งฟังเสรีวิเคราะห์สถานการณ์ ดวงตาเหม่อลอยจับจ้องอากาศ ความกังวลโยกย้ายมาแฝงในแววตาหม่นหมองของเขาขณะรับต้นฉบับเรื่องสั้นคืน สิ่งที่เคยเป็นความภาคภูมิใจในมือกลับกลายเป็นความหวาดกลัวขึ้นมาทันที ก่อนกลับเขาไม่ลืมกำชับให้เสรีลบต้นฉบับที่เขาเคยส่งให้ทางอีเมลออกด้วย       

บ้านเรือนร้านรวงระหว่างทางกลับห้องเช่าต่างดับไฟปิดประตูเงียบเชียบไวกว่าปกติ ประชาเดินด้วยระยะก้าวและความเร็วสม่ำเสมอ จิตใจจดจ่อกับคำเตือนของเพื่อน ต้นฉบับเรื่องสั้นนอนนิ่งในย่ามผ้าฝ้ายสะพายแล่งสีเลือดนก เขาเห็นด้วยกับเสรีที่ว่าการเขียนเรื่องสั้น บทกวี หรือสร้างงานวรรณกรรมในยุคเผด็จการเบ็ดเสร็จนั้นต้องรอบคอบแยบยล เพราะต้องยอมรับความจริงว่า เราได้ถอยหลังย้อนเลยจุดเริ่มต้นไปอีกไกลโข บางเรื่องบางเหตุการณ์แย่ลงกว่าอดีตกาลเสียด้วยซ้ำ เขานึกถึงบรรดานักเขียนปัญญาชนยุคเผด็จการครองเมืองในอดีตที่ต้องใช้นามปากกานับสิบๆ นาม เพื่อเลี่ยงหลบการถูกจับกุมข่มขู่คุกคาม การที่ท่านเหล่านั้นต้องใช้นามแฝง แสดงว่าบางครั้งงานเขียน งานวรรณกรรมต้องทิ่มแทงตรงเป้าไม่อ้อมค้อมหวั่นเกรง หมายความว่า นักเขียนต้องกล้ายืนยันในเสรีภาพพื้นฐานของการแสดงออก นั่นคือต้องมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และถึงแม้จะมีความชาญฉลาด มีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ใช้สัญลักษณ์ซ่อนความอย่างแยบยลเพียงใด นักคิดนักเขียนยังต้องหาทางป้องกันตัวเองอยู่ดี เผด็จการย่อมใช้วิธีจัดการอย่างเผด็จการวันยังค่ำ เราไม่อาจชะล่าใจได้เลยแม้สักนิดเดียว ความคิดของประชาเคลื่อนไปตามเท้าที่ก้าว เขาเกลียดบรรยากาศอึมครึมหดหู่เช่นนี้ เมื่อไหร่หนอเสรีภาพแท้จริงจึงปรากฏ อีกนานเพียงใดประเทศชาติจึงจะเดินไปถึงความเป็นประชาธิปไตยสากลอย่างอารยประเทศอื่นเขาเสียสักที นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ขับดันให้เขาเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ด้วยความอึดอัดคับข้องใจ มันพรั่งพรูออกมาเหมือนการระบายสิ่งที่อยากพูดอยากเขียนในขณะที่มีปืนจ่อหัวและคุกตะรางรออยู่ข้างหน้า

ประหนึ่งเป็นการท้าทายอำนาจเถื่อนนอกระบบที่เขามิอาจทำใจยอมรับได้ สำคัญที่สุดมันเป็นการพิสูจน์ความกล้าหาญและต่อสู้กับความหวาดกลัวในจิตใจเขาเองด้วย แต่สุดท้าย เขาได้รู้ซึ้งแล้วว่าต้องยอมจำนนกับความอ่อนแอขี้ขลาด แม้จะพยายามใช้ความกล้าหาญบังหน้าก็ตาม จินตภาพอนาคตตัวเองปรากฏในเครื่องแบบสีน้ำตาลพร้อมเครื่องพันธนาการ ลูกเมียกอดกันร้องไห้ระงมนอกลูกกรง เธอกับลูกจะอยู่อย่างไร ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงจะรู้สึกอย่างไร แม่อีกเล่า ความหวั่นวิตกบังคับให้เขานึกหาวิธีทำลายมันเสียแล้วทั้งที่เพิ่งเขียนเสร็จ เขาเดินคิดเหม่อลอยคล้ายสาวเท้าอยู่กลางอากาศ เผลอเตะกระป๋องเบียร์เปล่ากระเด็น สุนัขจรจัดตกใจตื่นจากหลับริมบาทวิถี มันวิ่งหางจุกตูดไปยืนครางกลางถนน จ้องมองประชาแล้วเห่ากรรโชกเสียงเพี้ยนสูงต่ำ รถคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูง เขากระทืบเท้าตวาดให้มันหลบ แต่มันตกใจหันกลับวิ่งเข้าหาแสงไฟรถ เขากลั้นหายใจยืนตัวเกร็ง เสียงเบรกลากล้อบาดแก้วหูกรีดความรู้สึก ตามด้วยเสียงรถกระแทกร่างสุนัขเคราะห์ร้ายกระเด็นตกไหล่ทาง รถคันนั้นชะลอแล้วกระชากเกียร์พุ่งทะยานออกไป สุนัขกระโจนขึ้นจากท้องร่องวิ่งหางจุกตูดร้องโหยหวน เขายืนมองมันจนลับหายในความมืด สองขาก้าวเดินต่อด้วยความตกตะลึงตามติดด้วยความหดหู่ ทุกอย่างรอบกายกลับเข้าสู่ความเงียบ เงียบสนิทกระทั่งได้ยินเสียงหอบหายใจของตัวเอง

ถึงห้องเช่า ประชาลบไฟล์ในคอมพิวเตอร์ทิ้ง จุดไฟเผาต้นฉบับในถังขยะ ต้นฉบับเรื่องสั้นกลายเป็นขี้เถ้า หมดสิ้นหลักฐานที่จะเอาเขาเข้าคุก โล่งอกเมื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ อาจเพราะความอ่อนเพลีย อาบน้ำเข้านอนและหลับทันทีทั้งที่เนื้อตัวยังไม่แห้ง 

ประชากลับไปหาเสรีอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น ระหว่างทางไปบ้านเสรี แดดสายสาดใบหน้าจนต้องหยีตาเดิน โดยไม่ทันตั้งตัวใครคนหนึ่งฉุดมือเขาเข้าไปในตรอกแคบๆ มือเย็นเฉียบอีกข้างกำท่อนแขนเขาไว้แน่น ชายผู้มีผมขาวโพลนทั้งศีรษะถลึงตาบอกใบ้ให้เงียบ เขาอ้าปากค้างทำตามคำสั่ง ใจเต้นไม่เป็นจังหวะชายผมขาวหอบหายใจถี่คล้ายคนวิ่งหนีอะไรบางอย่าง ใบหน้าแดงก่ำเหงื่อไหลโทรม คำพูดกระท่อนกระแท่น จับความได้ว่าเสรีถูกพวกนั้นจับตัวไปแล้ว ประชายืนนิ่งงุนงงทำอะไรไม่ถูกหลังจากชายผมขาวก้าวพ้นปากตรอก เขากำแผ่นกระดาษสีขาวที่พับไว้แน่นจนยับ ชายผมขาวนั่นเองยัดมันใส่มือเขาก่อนจากไป ยังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาคลี่แผ่นกระดาษออกเพื่อจะอ่านข้อความก่อนเปลี่ยนใจพับกลับแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ ก้าวเดินออกจากตรอกอย่างระแวดระวังทั้งที่ใจอยากจะอ่านมันเสียตรงนั้น ทบทวนใบหน้าชายผมขาวว่าเคยเห็นที่ไหน อาจเป็นเพราะจิตใจไม่อยู่กับตัวนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก 

ประชาเปลี่ยนเป้าหมายกะทันหัน เขาต้องหาที่ปลอดภัยสักที่เพื่ออ่านจดหมายจากชายลึกลับ มันต้องเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนมากแน่ๆหรืออาจเป็นเรื่องคอขาดบาดตายด้วยซ้ำ เขาครุ่นคิดขณะก้าวเดินลุกลี้ลุกลนล้วงมือกำแผ่นกระดาษในกระเป๋ากางเกงขบฟันตัวเองจนกรามเต้นตุบๆ ความกลัวกลับมาเยือนเขาอีกครั้งหลังจากเผามันทิ้งไปแล้วเมื่อคืน ลมร้อนหอบฝุ่นคั่วแดดมาปะทะใบหน้า เขาเบื่อหน่ายผงฝุ่นพวกนี้เสียเต็มประดา อยากให้ฝนตกลงมาห่าใหญ่ๆ ล้างฝุ่นฝ้าให้หมดสิ้นเสียคงดีไม่น้อย ดวงแดดแผ่รังสีร้อนแรงรีดเม็ดเหงื่อไหลย้อยลงปลายจมูก เขาถอดแว่นตาใช้ฝ่ามือปาดเหงื่อ คิดควานหามูลเหตุที่เสรีถูกจับ มันต้องเกี่ยวกับเรื่องสั้นของเขา จำได้ว่าเสรีเคยตัดเอาบางส่วนในเรื่องสั้นของเขาไปโพสบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นไปได้ว่านี่คือผลงานของขบวนการล่าแม่มด องค์กรเก็บขยะโสโครกบ้าบอคอแตกของพวกคลั่งมายาคติ ประชารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อนึกถึงผลที่ตามมาจากการเผยแพร่เรื่องสั้นของเขา ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตจะต้องมาพบเจอบรรยากาศปลุกระดมความเกลียดชังอย่างป่าเถื่อนล้าหลังเช่นนี้ในยุคสมัยของตัวเอง

เมฆก้อนหนึ่งเคลื่อนตัวบดดวงอาทิตย์ ประชาเดินผ่านเข้าไปในเงาที่ทาบลงบนแผ่นดิน เขาแหงนมองท้องฟ้าเห็นรัศมีเป็นแฉกๆ รอบเมฆก้อนนั้น แสงแดดลอดรูส่วนที่วิ่นโหว่ลงมาเป็นลำ ช่างเป็นแสงเงาที่แปลกประหลาด แสงและเงาที่เหมือนเป็นคู่ตรงข้ามเป็นความแตกต่างแต่อยู่ด้วยกันในจังหวะพอเหมาะพอเจาะ เขาอยากยืนอยู่ใต้เงาเมฆอย่างนั้นนานๆ เขาต้องทำเช่นนั้นแน่ ถ้าไม่ใช่เวลาเป็นเวลาตายเช่นนี้ เมื่อนึกขึ้นได้ ความหวาดกลัวเริ่มคุกคามเขาอีกครั้ง ผู้คนแวดล้อมรายบาทวิถีมีพฤติกรรมแปลกๆ คนกวาดถนนลอบมองเขาลอดปีกหมวก คนขายลอตเตอรี่ยิ้มให้เหมือนมีเลศนัย เขาคิดว่าการไม่ประมาทเป็นสิ่งจำเป็นในยามคับขันอันตราย ชายผมเกรียนแต่งกายคล้ายตำรวจนอกเครื่องแบบเดินตามหลังเขามาสักพักแล้ว เขาเริ่มสังเกตผู้คนรอบตัว ความหวาดระแวงล้อมหน้าล้อมหลัง ล้วงกระเป๋ากางเกงกำพับกระดาษไว้แน่น พยายามทำใจให้นิ่งสงบ ก้าวย่างอย่างมั่นคง ขณะนั้นเขาล้มเลิกความคิดว่าจะหาที่นั่งพักอ่านจดหมาย แต่ตั้งใจเดินกลับห้องเช่าเพื่อตั้งหลัก  

ตำรวจสายตรวจสองนายซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ขับผ่านมา ประชารีบเบือนหน้าหลบชมนกชมไม้ คนนั่งซ้อนท้ายเหลียวหลังมามองเขาเมื่อรถแล่นผ่านไป เขาก้มลงแสร้งพับขากางกางขึ้นแล้วพับลงอย่างเดิม ชายผมเกรียนหายไปแล้วเมื่อเขาหันกลับไปดู เขาตกเป็นเป้าเฝ้าติดตามของคนแปลกหน้า พยายามตั้งสติเดินไปเรื่อยๆไม่ให้ใครเห็นพิรุธ ช้าบ้างเร็วบ้าง แต่ว่าจะเร็วหรือช้า ความหวาดกลัวยังเกาะติดตามลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา 

เมื่อมาถึงหน้าห้องเช่า ประชาต้องรีบทรุดตัวลงกำบังโคนต้นมะขาม ตำรวจสายตรวจสองนายยืนคุยกับลุงเจ้าของบ้าน เสียงวิทยุสื่อสารดังแกรกๆ ทะลุทะลวงหัวใจ เขาสูบลมหายใจเข้าปอดลึกสุด แล้วค่อยๆ ผ่อนมันออกมาช้าๆ แผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะทุลักทุเลคลานเข่าคลานศอกออกมา สักพักสายตรวจติดเครื่องมอเตอร์ไซค์ เขาเสือกตัวเข้าหลบหลังป้ายโฆษณาหาเสียงผุเก่าลืมเก็บมัดตายติดกับเสาไฟฟ้า ชั่งใจว่าจะย้อนกลับเข้าไปห้องเช่าดีหรือไม่ ไม่รู้ว่าตำรวจคุยอะไรกับลุงบ้าง

ที่สุดเขาตัดสินใจไม่เข้าไป ความไว้เนื้อเชื่อใจใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ณ ห้วงเวลาที่สังคมแตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ ยุคที่พี่น้องพ่อลูกขัดแย้งแจ้งจับกับเองเช่นนี้ ลุงเจ้าของบ้านอาจโทรศัพท์แจ้งตำรวจก็เป็นไปได้หากพบเขาเข้า หรือป่านนี้เขาอาจกลายเป็นอาชญากรที่มีค่าหัว ติดประกาศจับทั่วบ้านทั่วเมืองไปแล้วก็ได้  เรื่องแบบนี้มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้ว แม้แต่คนกินแฮมเบอร์เกอร์ กินแซนด์วิช คนชูสามนิ้ว ชูกระดาษเปล่า คนแสดงละคร ยังถูกจับยัดข้อหาหนักกว่าฆาตกร ลงโทษหนักยิ่งกว่าอาชญากรเสียอีก คนดีของประเทศที่บอกตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นประชาธิปไตย คนพวกนั้นพร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว แม้ไม่มีใครหน้าไหนเคยอ่านเรื่องสั้นของเขาก็ตามเถอะ

เขาคิดว่าการยอมรับความจริงคือสิ่งที่จะช่วยคลายปมปัญหาทั้งหมด แต่นั่นแหละถ้ามันง่ายมันคงไม่วุ่นวายกันอย่างที่เห็นนี่หรอก เขาก้าวออกจากหลังป้ายโฆษณาหาเสียงในอดีต ภาพชายสวมสูทในป้ายเหมือนยิ้มให้ เขาตอบโต้ในใจว่า มึงไม่ต้องมายิ้ม ถ้าพวกมึงมีอุดมการณ์ มีความกล้าหาญ เป็นมืออาชีพอย่างนักการเมืองรุ่นพ่อรุ่นปู่ที่เขาทำเพื่อประชาชนจริงๆ รู้จักสานต่อสิ่งที่เขาถางทางไว้บ้าง ป่านนี้คงไม่ต้องมานั่งให้พวกโรคจิตผู้รักประชาธิปไตยแต่ไม่เคารพผลการเลือกตั้ง เพราะเกลียดนักการเมืองขี้โกงแช่งเช้าด่าเย็นอย่างนี้หรอก ไอ้พวกรอบโลกรู้มากแถเก่งก็เหมือนกัน บอกประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว อันนี้เขาเข้าใจตามประสาคนรู้น้อยและไม่เคยไปชุมนุมทางการเมืองกับฝ่ายไหน เขาพยายามใช้ตรรกะเหตุผลเท่าที่คิดได้ไตร่ตรองและติดตามข่าวสารเพื่อให้รู้ว่าเขาควรจะยืนอยู่จุดใดของความขัดแย้ง

เขาสงสัยว่ามีประชาธิปไตยประเทศไหนบ้างในโลกนี้ไม่มีการเลือกตั้ง ถ้ามีการเลือกตั้งแต่ไม่เคารพผลการเลือกตั้ง แล้วมันจะมีไปทำห่าอะไรหรือจะยอมรับการเลือกตั้งต่อเมื่อพวกตัวเองได้รับเสียงข้างมากให้จัดตั้งรัฐบาล เขาคิดว่าเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรมเลยกับประชาชนร่วมประเทศอีกหลายสิบล้าน ถ้าเช่นนั้นออกมาสนับสนุนให้เปลี่ยนระบอบไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ ไม่ต้องทำเป็นแอบอยู่หลังพานประชาธิปไตย เปิดเผยตัวออกมาเลยว่าไม่เอาการปกครองระบอบประชาธิปไตย แล้วจะเอาระบอบไหนก็ว่ามา หรือจะให้ทหารครองเมืองอยู่อย่างนี้ไม่ต้องมีเลือกตั้งเลยก็บอกมาตรงๆ

เขาหมั่นไส้จริงๆ พวกดัดจริตมองเห็นโลกทั้งใบ แต่ไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าตัวเอง ทำเพิกเฉยต่อการคุกคามเข่นฆ่าประชาชน กลายเป็นคนบอดใบ้ ซ้ำบางคนยังให้ท้ายรัฐประหารปรบมือเชียร์ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันคือศัตรูตัวร้ายกาจที่สุดสำหรับประชาธิปไตย เขาอยากให้คนพวกนี้ลงมาจากหอคอย แล้วยอมรับเสียทีว่า ตัวเองก็เป็นประชาชนไม่ได้มีอภิสิทธิ์ใดใดเหนือกว่าคนอื่นเลย ถ้าเชื่อในระบอบประชาธิปไตยจริงจะต้องยอมรับและช่วยกันพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวไปข้างหน้าโดยเร็วที่สุด ความเป็นธรรมต้องเป็นความเป็นธรรมจริงๆ ไม่ใช่สิ่งจอมปลอมเช่นที่มันดำเนินอยู่ ปิดบังตาผู้คนมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซ้ำยังวางรากฐานหลอกหลอนชอนไชไปถึงอนาคต ช่างเป็นอนาคตที่มืดมนอะไรเช่นนี้

เขาคิดว่าสิ่งที่ผู้ปกครองทั้งหลายต้องตระหนักและเร่งลงมือทำคือ คืนความยุติธรรมให้ประชาชนทุกฝ่ายทุกคนไม่ใช่คืนความสุขแบบมัดมือให้ยืนดูลิเกหลงโรงเช่นนี้ ความคับแค้นคับอกทำให้ประชาลืมความกลัวไปชั่วขณะ แต่เมื่อเดินต่อสักพักพอคลายโมโหลง ความหวาดกลัวจึงหวนกลับมาก่อกวนจิตใจอีกหน

คูนทิ้งดอก กลีบเกลื่อนทางเท้า เมื่อรวมกับสีเหลืองที่เหลือติดกิ่งก้านดูสว่างอร่ามรอบคูเมือง รถโดยสารสี่ล้อแดงบุโรทั่งบีบแตรเรียก ประชายกมือโบกปฏิเสธ เวลานี้เขาไม่กล้าสู้หน้าผู้คน ความหวาดกลัวเริ่มแปรรูปเป็นความเครียด หัวสมองครุ่นคิดถึงแต่ความอยุติธรรม ซึ่งมันเริ่มงอกเงยเป็นความแค้นขึ้นบ้างแล้ว

ขณะแบกทุกข์เดินแข้งขาอ่อนแรงอยู่บนบาทวิถียามบ่ายอันร้อนอัศจรรย์นั้น ตาพลันเหลือบไปเห็นทหารยามสองนายในชุดลายพรางยืนถือโล่โด่เด่กลางเมือง รถฮัมวี รถห้องขัง รถจีเอ็มซีจอดกั้นเป็นกำแพงป้อมปราการ ทหารตำรวจหน่วยปราบจลาจลนั่งหลบแดดในเต้นท์ผ้าใบ บ้างอ่านหนังสือพิมพ์ บ้างก้มกดโทรศัพท์มือถือ บ้างนั่งเซื่องซึม ป้ายคืนความสุขให้คนไทยขึงกำแพงเมืองเด่นสง่าเป็นฉากหลัง ประชาเบือนหน้าหนีความอัปยศ ไม่อยากเห็นไม่อยากมองให้ความโกรธแค้นปะทุขึ้นอีก ครั้นเห็นคนเข็นรถขายไอศครีมพลันคิดถึงลูกเมีย เขามองหาตู้โทรศัพท์คลำกระเป๋ากางเกง ล้วงกระเป๋าสตางค์ เปิดหาเศษเหรียญทั้งที่เท้ายังก้าวไปเรื่อยๆ จดหมายจากชายผมขาวร่วงลงบาทวิถี  มันนิ่งสงบอยู่บนพื้นคอนกรีตร้อนระอุไม่รู้สึกรู้สาอันใด ดวงตาเขามองจับจ้องตู้โทรศัพท์ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งถนน เดินข้ามไปเพื่อพบว่าโทรศัพท์ชำรุด เขาถอยฉากออกมาจากตู้อบโทรศัพท์ริมทาง เม็ดเหงื่อย้อยเข้าตา ทำให้ต้องถอดแว่นตาเอามือลูบหน้าปาดเหงื่อเบาๆ ตัดสินใจแล้วว่าจะกลับบ้าน เดินข้ามถนนคืนมาฝั่งเดิม รถสี่ล้อแดงจอดรับ ต่อรองราคาแล้วขึ้นไปนั่งด้านหลัง เบาะนวมหุ้มพลาสติกทั้งสองแถวว่างเปล่ามีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น รถโดยสารค่อยๆเคลื่อนตัวพาเขาฝ่าไอแดดเต้นระริกมุ่งสู่สถานีขนส่ง

ประชาเดินตัวเปล่าไร้สัมภาระไปที่ช่องจำหน่ายตั๋ว ตำรวจนายนั้นเหลือบตามองเขาแล้วเดินรี่ไปที่รถตราโล่ เปิดประตูรถหยิบวิทยุสื่อสารออกมาพูดอะไรสักอย่างพลางกวาดตามองผู้คนตามชานชาลา เขาลอบมองพฤติกรรมของตำรวจนายนั้นตลอดขณะรอซื้อตั๋ว ได้ตั๋วแล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องน้ำไม่ลืมแวะซื้อผ้าเย็นเช็ดหน้า เสร็จธุระฉีกซองผ้าเย็นคลี่ออกเช็ดใบหน้าลำคอและแขนทั้งสองข้างเรียกคืนความสดชื่น หลังจากผจญกับไอร้อนอยู่ริมถนนระอุแดดมาครึ่งค่อนวัน 

ยังมีเวลาพอก่อนรถออก ร้านอาหารรอบๆสถานีขนส่งเรียงราย ประชาเดินอ้อมหนีรถตำรวจไปอีกทาง ใต้ร่มหูกวางหน้าร้านข้าวแกงมีกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างสี่ห้าคนนั่งเล่นหมากฮอสกันอยู่ หนึ่งในนั้นยกมือให้ เขาส่ายหน้าแวะเข้าร้านข้าวแกง สั่งข้าวแล้วเลือกนั่งโต๊ะในสุด ขณะตักข้าวใส่ปากตาเหลือบไปเห็นตำรวจนายหนึ่งคร่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์พูดคุยกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สักครู่คนตัวผอมลุกขึ้นชี้มือชี้ไม้ แล้วป่ายขาขึ้นซ้อนท้ายรถตำรวจก่อนขับออกไป

ทั้งสองยังกวาดสายตาเข้ามาในร้านข้าวแกง เขาเบี่ยงเก้าอี้หันหลังออกนอกร้าน ก้มหน้าโกยข้าวเข้าปาก ข้าวคำสุดท้ายพาก้างปลาดุกผัดเผ็ดเข้าไปติดลำคอ ดื่มน้ำตามจนหมดขวดก้างยังยอมไม่หลุด ลุกขึ้นล้วงกระเป๋าสตางค์ ควานหาจดหมายในกระเป๋ากางเกงไม่พบ เปิดดูในกระเป๋าสตางค์ไม่มี ความกังวลวนกลับมาหาอีกคำรบนึกทบทวนว่า ทำมันหล่นหายที่ไหน ยังไม่รู้เลยว่าเสรีเขียนอะไรถึงเขา

ความกลัวนี่ชั่งน่ากลัวเสียจริงๆ เขานึกตำหนิตัวเองว่าไม่น่าเลย มีเวลาตั้งมากมายแต่กลับไม่กล้าเปิดอ่าน ถ้าเป็นเรื่องสำคัญคอขาดบาดตายขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่เขาคิดว่าเสรีน่าจะพยายามเตือนเขาให้ระวังตัวหรือหนีให้เร็วที่สุด ถ้าเป็นเช่นนั้นเขากำลังทำอยู่แล้วนี่ ตำรวจสองนายที่หน้าห้องเช่าปรากฏเป็นภาพขึ้นในความคิด เช่นนี้แล้วเขารู้สึกโล่งใจที่ทำจดหมายฉบับนั้นหายไป เขาขึ้นไปนั่งบนรถโดยสารซึ่งติดเครื่องรอแล้ว ผู้โดยสารต้นทางยังมีไม่กี่คน รถโดยสารเคลื่อนออกจากชานชาลาแช่มช้าเหมือนจงใจรอคนตกค้างหรือมาสาย เขาปรับที่นั่งให้เอนลงอีกแล้วหลับพักสายตา พยายามกลืนก้างปลาลงคอจนน้ำลายจะแห้งยังไม่ได้ผล มองออกไปนอกกระจกรถไร้เป้าหมาย อีกราวห้าชั่วโมงจะถึงพิษณุโลก ต่อรถเข้าบ้านอีกยี่สิบนาที ขณะที่ความอ่อนเพลียเบียดบังความหวาดกลัวเอาไว้ ใต้เปลือกตาเขากลับมองเห็นภาพของเสรี นึกเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมาทันที มันเป็นเหมือนก้างที่ค้างคาอยู่ในใจยามนี้ ความกลัวทำให้เขาลืมหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง คิดแต่หาทางเอาตัวรอด  ความกลัวทำให้เขาลืมเสรีและทอดทิ้งเพื่อนมาอย่างนี้ ความกลัวจึงกลายเป็นเครื่องมือของใครบางคนที่ทำให้คนขี้ขลาดอย่างเขาหุบปาก ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเขียน ไม่กล้าแม้แต่จะคิด 

ถึงบ้านฟ้ามืดสนิทแล้ว หัวใจโปร่งโล่งไร้สิ่งใดมากดทับ ความหวาดกลัวก่อนหน้านั้นมลายหายไปสิ้นแล้ว ลูกเมียและแม่แปลกใจที่เห็นประชากลับบ้านโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เขายังไม่ได้พูดความจริงกับครอบครัว บอกเพียงว่าลางานสามสี่วัน  แล้วหันไปเล่นกับลูกชายด้วยความคิดถึงและกลบเกลื่อนเรื่องที่กลับมาบ้านผิดปกติ อาบน้ำกินข้าวเสร็จรีบเปิดสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ต่อสายถึงเสรีไม่มีสัญญาณตอบรับ กดซ้ำอีกกี่ครั้งยังเหมือนเดิม โทรฯ ถามเพื่อนๆ ไม่มีใครได้ข่าว เขาจนใจ แต่ความห่วงใยเพื่อนยังทำให้นอนคิดทั้งคืน กว่าจะข่มตาหลับได้ล่วงเลยจนฟ้าใกล้สว่าง

สายวันต่อมา ประชาพยายามติดต่อเสรีอีกหลายครั้งแต่ไร้ประโยชน์ จึงตัดสินใจว่าจะกลับเชียงใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น แม้ต้องเสี่ยงคุกตะราง ต้องเผชิญกับความตึงเครียดและความกดดันอีกครั้ง แต่เขาจะทอดทิ้งเพื่อนได้อย่างไร อย่างน้อยเรื่องสั้นของเขาก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เพื่อนถูกจับ แม้จะไม่ใช่ความผิดของเขาทั้งหมดก็ตาม

รถโดยสารเลี้ยวเข้าสถานีขนส่ง ความหวั่นกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจในทันที ประชาต้องอาศัยหมวกแก๊ปและเปลี่ยนแว่นสายตาเป็นแว่นกันแดดอำพรางใบหน้า เขาลงรถแล้วมุ่งไปที่บ้านเสรี รถสี่ล้อแดงพาเขาและผู้โดยสารคนอื่นๆ วนรอบคูเมือง ผ่านข่วงประตูเมืองซึ่งเต็มไปด้วยทหารในชุดพร้อมรบ นำความหงุดหงิดเข้ามารบกวนจิตใจอีกครั้ง เวลาเช่นนี้ตำรวจจราจรตั้งด่านตรวจเป็นประจำ แม้เขาจะอยู่บนรถโดยสารแต่หัวใจก็ยังเต้นแรงผิดปกติและแม้ว่าตำรวจจะโบกมือให้รถผ่านไปแล้วก็ตาม เขาก้มหน้าหลบสายตาผู้โดยสารรายอื่นๆ จวบจนถึงที่หมาย เดินลัดเข้าตรอกตรงที่พบกับชายผมขาว พลันนึกถึงจดหมายของเสรี แดดเที่ยงเริ่มปรากฏผล เหงื่อชุ่มแต่ใบหน้าถึงแผ่นหลัง เขาเหมือนคนแปลกหน้าไปเสียแล้วทั้งๆ ที่เทียวเดินถนนสายนี้วันละหลายรอบ มองผ่านแว่นสีดำคล้ายว่าสรรพสิ่งรอบกายทั้งหมดทั้งมวลกำลังเคลื่อนตัวช้าๆ เหมือนตัวเขาหยุดนิ่งอยู่กับที่ เวลาช่างเชื่องช้าเหลือเกินกว่าประชาจะเดินถึงบ้านเสรี

บ้านปูนชั้นเดียวหลังเล็กๆ มีพื้นที่ว่างหน้าบ้านเท่าสนามตะกร้อ ประชายืนเกาะรั้วไม้ระแนงใต้ร่มมะยมลูกระย้า ประตูไม้ระแนงสูงเพียงอกงับอยู่มีแม่กุญแจคล้องกับหูกลอนแต่ไม่ได้กดล็อค มองเข้าไปเห็นประตูบ้านปิดสนิท เขาไม่กล้าตะโกนเรียก ได้แต่ชะเง้อมอง ไม่มีความเคลื่อนไหวใดใดภายในบ้าน ตัดสินใจเปิดประตูรั้วเข้าไป เหลือบชำเลืองซ้ายขวา คิดในใจว่าอาจมีตำรวจซุ่มซ่อนอยู่ เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยจึงนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ทรงโบราณหน้าบ้าน นึกถึงคืนที่นั่งรอคำวิจารณ์เรื่องสั้นเจ้าปัญหาจากเสรี แต่วันนี้เขานั่งอยู่คนเดียว จิตใจหวั่นวิตกบอกไม่ถูก ป่านนี้เพื่อนจะเป็นอย่างไรบ้าง ข่าวว่าคนที่โดนจับคดีนี้หลายคนยังไม่ได้ประกันตัว บางคนถึงกับเสียชีวิตในคุก เขาลุกขึ้นเดินรอบบ้านสำรวจอย่างรอบคอบ เพ่งมองลอดบานกระจกหน้าต่าง 

“ เสรี เสรี ” ประชาเรียกเสรีเบาๆ

“เสรี” เขาเรียกเสรีโดยเว้นระยะไว้เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหว ไม่กล้าเรียกเสียงดัง เขาเรียกเสรีอยู่นานนาที  มีแต่ความเงียบเท่านั้นสะท้อนกลับ เดินมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมได้สักพักก็ลุกเดินรอบบ้านเรียกเสรีอีกหลายครั้ง คราวนี้มีเสียงปลดล็อคลูกบิดประตูจากภายในบ้าน ประชาย่อตัวลงนั่งยองๆ ค่อยๆ เขยิบไปแอบอยู่หลังพุ่มมะลิ กดปีกหมวกลงมาบังใบหน้า เสียงคนเดินออกมาเปิดประตูบ้าน  มองลอดพุ่มมะลิเห็นเสรีโผล่หน้าออกมามองซ้ายมองขวา ประชายิ้มโล่งใจ

“ เสรี เสรี ” ประชาเรียกเสรีในลำคอ

“ใคร” เสรีผลักบานประตูออกจนสุด ก้าวออกมายืนทำหน้าเคร่ง ท่อนบนเปลือยเปล่า สวมเพียงกางเกงฟุตบอลสีแดง  

“กูเอง” ประชาลุกยืนแล้วย่องเข้าไปหาเสรี

“ไอ้เหี้ย! มึงหายหัวไปไหนมาวะ” เสรีตะโกนลั่นบ้าน ลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า ประชาชูนิ้วชี้ขึ้นนาบริมฝีปากปราม แล้วจูงแขนเพื่อนหมายพาเข้าบ้าน   

“เข้าไปทำเหี้ยอะไรร้อนจะตายห่า นั่งนอกนี่แหละ” ประชามองหน้าแปลกใจก่อนปล่อยแขนเพื่อน เสรีหน้าตาถมึงทึงทิ้งตัวลงเก้าอี้ทรงโบราณ 

“มึงบอกกูมาเลยไอ้สัตว์ว่ามึงหายหัวไปไหนมา” เสรีตะคอกน้ำลายกระเด็น

“มึงได้ประกันตัวเหรอ” ประชาทำเป็นไม่ได้ยินคำถามของเพื่อน

“ประกันเหี้ยอะไร กูนอนหนุนขวดน้ำในห้องขังตั้งสองคืน” เสรีตอบฉุนเฉียว

“เบาๆ หน่อย” ประชาบีบเสียงให้ลีบเล็ก นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม    

“เขาให้มึงประกันตัวด้วยเหรอ เห็นว่าคดีนี้ไม่มีใครได้ประกันตัวไม่ใช่เหรอ” ประชาข้องใจ

“มึงจะบ้าเหรอไอ้สัตว์ กูไม่ได้ไปฆ่าใครนะโว้ย ไอ้ควาย” เสรีไม่มีท่าทีว่าจะคลายอารมณ์ แต่เริ่มผสมปนเปกับความมึนงง ประชานิ่งเงียบครุ่นคิด

“แล้วที่กูฝากจดหมายกับลุงคำไปให้มึงน่ะได้รับหรือเปล่า” 

“ลุงคำ ลุงคำที่ขายเหล้าตองอยู่ปากซอยนี้ใช่มั้ย ทำไมแกแก่ขนาดนั้นวะถึงว่าคุ้นๆ” ประชี้นิ้วไปทางหน้าบ้าน

“เออ” เสรีตอบเสียงเซ็ง

“ได้รับ แต่ไม่ได้อ่าน” ประชาเริ่มเรียบเรียงเรื่องราว

“แกถูกจับก่อนกู เมียแกไปประกันตัวออก กูเลยฝากจดหมายมาให้มึง” เสรีลดระดับเสียงลง

“เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว ลุงคำนี่นะถูกจับ” ประชาชักเอะใจยกมือยั้งเพื่อนแล้วชิงพูด

“เออสิวะ” เสรีตะคอกทั้งถอนใจ

“เดี๋ยวนะไอ้เสรี มึงถูกจับข้อหาอะไร” ประชาชักสีหน้ากังขา

“ไอ้เหี้ย ก็เมาแล้วขับสิวะ กูจะไปทำอะไร ” เสรีหัวเสีย ประชายกสองมือกุมขมับ กางนิ้วทั้งสิบออกขยี้ผมตัวเอง

“แล้วเรื่องสั้นกู” ประชายังไม่กระจ่าง

“เรื่องสั้นเหี้ยอะไรของมึง มึงฟังนะไอ้สัตว์กูถูกจับเป่าแอลกอฮอล์ มึงได้ยินมั้ย พอมึงกลับไป เพื่อนกูก็โทรมาชวนไปแดกเหล้า เมาปลิ้น โทส่งโทศัพท์กระเป๋าสตางค์หายหมด ขี่รถกลับบ้านเลื้อยเป็นงู กูถูกตำรวจจับเป่าแอลกอฮอล์มึงได้ยินมั้ย” ภาพตำรวจสองนายที่หน้าห้องเช่าปรากฏขึ้นในโสตประสาทของประชาอีกครั้ง ความหวาดกลัวอันตรธานไปหมดสิ้น มีแต่ความอับอายและสมเพชเวทนาตัวเองเข้ามาแทนที่ เขาอยากเขกกบาลตัวเองสักพันครั้ง  

“ไม่ใช่คดีหนึ่งหนึ่งสอง ไม่เกี่ยวกับเรื่องสั้น ไม่เกี่ยวกับกู” ประชาพูดในยิ้มเจื่อนๆ

“เกี่ยวสิวะ” เสรีตะคอกใส่หน้าประชา ซึ่งบัดนี้ซีดเซียวเป็นตีนนอนในเกือกหนังทั้งวันทั้งคืน

“กูเขียนจดหมายฝากลุงคำไปให้มึง ว่าให้มึงเข้ามาเอากุญแจบ้านใต้กระถางชวนชม เข้าไปเอาบัตรเอทีเอ็มในกล่องไม้ในตู้เสื้อผ้า กูเสี่ยงเขียนรหัสบอกเรียบร้อย ให้มึงไปกดเงินสองหมื่นมาประกันตัวกู เพื่อกูจะได้ไม่ต้องนอนในคุกสองวันสองคืนเพราะติดเสาร์อาทิตย์” น้ำเสียงของเสรีกระแทกกระทุ้งเน้นย้ำเป็นคำๆ ช้าๆ ชัดๆ 

“มึงรู้ใช่มั้ยว่า ตำรวจไปบ้านกู” ประชาคาใจ

“ไอ้สัตว์ ก็มึงไม่มาซักทีจนเช้า กูก็คิดว่าลุงคำแกคงออกมาแล้วหนีเมียไปเมาต่อไม่ได้เรื่องแน่ หรือไม่แม่งก็กดเงินกูหมดบัญชีเชิดหนีไปถึงไหนแล้ว เลยไหว้วาน กราบกรานตำรวจให้ช่วยขับรถไปตามมึงที่บ้าน เสือกไม่อยู่อีก ไอ้เวรเอ้ย มึงหายหัวไปไหนมาวะไอ้เหี้ย กูถามมึงจริงๆ เถอะไอ้ประชา” เสรีอารมณ์ขึ้นหน้าอีกรอบ 

“กลับบ้าน พิดโลก” ประชากดเสียงลงลำคอตอบราบเรียบคล้ายสำนึกผิด

“พิดโลกพ่อมึงสิ คืนนั้นมึงยังมาหากูอยู่เลย ไม่เห็นมึงบอกว่าจะกลับบ้าน” เสรีจี้หาความจริง

“ก็นึกว่า…”

“นึกเหี้ยอะไรอีกเล่า ไอ้สัตว์ เพื่อนเดือดร้อนนอนตะราง เสือกหายหัวหายหาง”  

เสรีด่าแทรกประโยค เทศนาอีกยืดยาว ประชานั่งเงียบเหม่อมองผ่านเลนส์แว่นตากันแดดออกไปนอกบ้าน ลมร้อนปลายเดือนมิถุนายนพัดแผ่วมาเอื่อยๆ มันพัดพาคำก่นด่าสารพันสัตว์สี่เท้าของเสรีปลิวหายไปพร้อมกับความหวาดกลัวของประชา ความหวาดกลัวที่มนุษย์บางพวกสร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเกราะกำบังตัวเอง ความหวาดกลัวถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ ผู้ที่คิดว่าการสยบยอมค้อมหัวเจียมตัวเจียมตน คือการทำความดี คือหนทางสู่ความสงบสุข ความหวาดกลัวที่ผู้ลุ่มหลงอำนาจใช้เป็นเครื่องมือกำจัดเสี้ยนหนามที่คอยขัดขวางขบวนการปล้นชาติปล้นเสียงประชาชน โดยอ้างเอาความสงบมาอำพรางแววตากระหายอำนาจ ความหวาดกลัวที่คอยหลอกหลอนประชาให้สร้างจินตนาการขึ้นมาชี้นำการตัดสินใจอันพาไปสู่การดำเนินชีวิตแต่ละก้าว ซึ่งอาจมีอีกหลายประชาหลงว่ายวนในอ่างจนกลายกระทั่งคิดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วโดยใครก็ตามที่อยู่เหนือธรรมชาติ ประชาเหล่านั้นต่างหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง พร้อมที่จะก้มหน้ายอมรับมันไปชั่วชีวิต ชั่วลูกชั่วหลาน ความกลัวจะถูกทำให้ดำรงอยู่อีกนานเพียงใดไม่มีใครรู้ได้ ซึ่งความเป็นไปทั้งหลายทั้งปวงนั้นก่อกำเนิดขึ้นจากความหวาดกลัวของพวกเผด็จการเอง เผด็จการกลัวความถูกต้อง เผด็จการกลัวประชาชนมีเสรีภาพ เผด็จการกลัวความเสมอภาค เผด็จการกลัวความเท่าเทียม ว่ากันว่าเผด็จการนั้นหวาดกลัวความจริงเป็นที่สุด 

ขณะที่เสรีนั่งก่นด่าประชาอยู่นั้น สมองของประชากำลังคิดหาประโยคเริ่มต้นเรื่องสั้นเรื่องใหม่ แน่นอน เขาต้องเขียนให้แยบยลกว่าเดิม จะได้ไม่ต้องมานั่งทุกข์กายกังวลใจเพราะมันอีก ใช่…ตอนจบของเรื่องเขามีแล้ว    

หมายเหตุ – “ประชาเสรี” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2561 ในวารสารชายคาเรื่องสั้น 12 มี มาโนช พรหมสิงห์ เป็นบรรณาธิการ

Scroll Up