ซีรีส์ชุด “1 ทศวรรษ พฤษภาฯ เลือดปี’53” (14) – กระฎุมพีวิถี

ธีรพงษ์ ส. เรื่อง 

เรียงรายแถวข้าวโพดแบนๆ ของแป้นอักษรใต้นิ้วที่ตอกลง ตัวกะพริบบนจอเคลื่อน ผุดถ้อยเผยคำในยามอาทิตย์ยังไม่โผล่มาไล่ความดำของท้องฟ้า ผมปลีกตัวลุกจากความหลับไหล-มาพรูพรั่งคำ-เล่าความ-ให้คุณฟัง คำอันว่าไปไร้สาระ ถึงจะไพล่มองเป็นศิลปะ ศิลปะมันแล้วไง แค่เรียงคำให้เป็นเล่า-บอกความให้เป็นเรื่อง พาดความคิดออกเป็นสาย ให้คุณผู้ใดก็ไม่รู้เสพเป็นอาหาร กลืนกินเวลาสูญไปขณะอ่าน ผู้เขียนคิดรับผิดชอบผู้อ่าน-ลึกไปคิดแยแสจริงหรือ ทั้งคุณเองให้ค่าเพียงเรื่องสร้างให้เพลินเพลิด เราดั่งต่างโคจรพบกันสองหมาป่า สบตาดูเชิงและหลีกทางให้กันพอมิต้องฝากคมเขี้ยวบนคอหอยของอีกฝ่าย ทุกผู้มิใช่ศัตรูแต่ผู้ใดไม่ระแวง อาจทีท่าดั่งเข้าใจโลก มองทุกสิ่งด้วยพรายยิ้มริมฝีปาก แสร้งโยกตัวราวเป็ดน้อยลอยระบำในบึงกว้าง ที่แท้เบื้องใต้ตีนพังผืดพุ้ยน้ำพยุงตัวสุดชีวิต

อย่างไรก็เจอกันแล้ว เป็นความจริงที่ต่างเวลากันและผมนำหน้าไปก่อน จะเงี่ยฟังอย่างไรไม่ได้ยินคุณพูด จึงเป็นว่าต้องพรูพรั่งคำเล่าอยู่ฝ่ายเดียว ‘สบายดีเหรอ-วันนี้รถติดหรือเปล่า-กินข้าวหรือยัง’ คำทักทายเรื่อยเจื้อยหาต้องการคำตอบ ต่างพ่นใส่กันตามประสาผู้มีวัฒนธรรม…ในกาลเมื่อนานอักโขคราวโน้นบนรถเมล์ตัวถังเคลือบฝุ่นเมืองกรุงฯ ยามเช้า 

ผมแทรกตัวขึ้นไปพบสมบัติยืนหนีบแฟ้มแขวนตัวอย่างปลาซาร์ดีนในกระป๋อง เบียดตัวไปยืนข้าง-สบตาขว้างคำทักทายส่งเดช “เป็นไงมั่ง” เขาขยับปมเนคไทแผ่นโต เชิ้ตขาวทอลายเส้นเล็กสีเทาโผล่ด้ามปากกาครอสบนกระเป๋าเสื้อ “เราตื่นตีห้า…” แล้วเริ่มหล่นถ้อยคำเล่าสภาพเปลือยกายในห้องน้ำพบว่า ยาสีฟันหมดหลอด ตะโกนบอกเมีย งัวเงียหยิบยาสีฟันหลอดใหม่ซื้อไว้แล้วตอนบ่าย ส่งให้ทางประตูที่แง้มออก รถเมล์เคลื่อนจากป้ายเขาว่า ต้องควักลูกสาวสี่ขวบครึ่งจากที่นอน คะยั้นคะยออาบน้ำแต่งตัวพาไปส่งโรงเรียนใกล้บ้าน 

ถนนเจริญกรุงเช้านั้นเต่าคลานเต็มแนวถนนเหมือนทุกวัน ผมฟังสมบัติเรียงประโยคบอกเล่ากรอกหู สองพ่อลูกแวะเพิงขายข้าวแกง สั่งกะเพราไก่ไข่ดาวและโจ๊กหมูไม่ใส่ขิงสำหรับลูก ผมได้รู้ว่าเทศบาลปล่อยทางเดินถนนหน้าตึกแถวสามร้อยห้องละแวกบ้านสมบัติน้ำขังเน่าเหม็นและเรี่ยร่ายอย่างอุดมด้วยซากซองขนมขบเคี้ยวปลิวพะเยิบ 

เมื่อเล่าถึงตอนขึ้นสองแถวปากซอย รถเมล์เปื้อนฝุ่นก็พาเราไหลมาถึงหน้าวัดยานนาวา สมบัติลำเลียงประโยคบอกเล่ายืดยาวประเด็นสองแถวขึ้นราคาอีกหนึ่งบาท วิเคราะห์รายจ่ายต้องเพิ่มต่อเดือนและคำนวณตัวเลขต่อปี เปรียบเทียบอัตราค่าแรงขั้นต่ำกรรมกรไร้ฝีมือในประเทศ-รถเมล์ก็คลานมาถึงหัวถนนสีลม เราสองแทรกไหล่แถกตัวลงมาทรงตัวบนฟุตบาท เขาบ่นปอดแปดเมื่อเห็นเสื้อยับและพูดว่าสวนกับหมาสีดำวิ่งไล่แมวสีขาวขณะพ้นคิวรถสองแถว 

ผมก้าวขาเร่งฝีเท้าเดินห่างออกมาเพื่อให้ทันเวลาเข้างานแปดโมงครึ่ง เขาเร่งเท้าเคียงคู่ทันก้าวต่อก้าวชะโงกตัวพูดกรอกหูว่าแวะแผงหนังสือพิมพ์ขาประจำก่อนขึ้นรถ-บอกอีกว่าคุ้นเคยคนขายดี เราทั้งคู่ผลักกระจกประตูสำนักงานเข้าไปตอกบัตรได้ตัวเลขสีน้ำเงินทันเวลา 

สมบัติเล่าว่า หยิบนิตยสารจากแผงมาพลิกดู ผมเดินเลี้ยวฉากกั้นเข้าห้องน้ำ เขาวางนิตยสารนวลนางเล่มใหม่คืนแผง ซื้อบุหรี่สามิต 14 หนึ่งซอง-ก้าวขาตามเข้าห้องน้ำกับผมด้วย ผมแทรกตัวหายเข้าไปในส้วมหูยังยินเขาว่าวันนี้หนังสือพิมพ์พาดข่าวใหญ่… แล้วเสียงก็ขาดหายไป 

ผมทำธุระเสร็จออกประตูส้วมเห็นสมบัติส่องกระจกรออยู่หน้าอ่างล้างมือ-เอื้อนเอ่ยประโยคบอกเล่ารายงานข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2523 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมติสภาผู้แทนฯ หลังจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออก เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติการณ์น้ำมันและผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา 

ออกพ้นจากฉากกั้นห้องน้ำ ผมตรงไปยังโต๊ะทำงานที่พาดเป็นแถวหันหน้าชนกันกลางห้อง-เขาตามมาวางแฟ้มบนโต๊ะติดกัน ผมหยิบสมุดเดย์รันเนอร์มากาง และคิดวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง 

สมบัติลากเก้าอี้นั่งลงข้างๆ และว่าเขามุดออกจากร่มยักษ์หน้าแผงหนังสือพิมพ์ไปยังป้ายรถเมล์ และว่าโชคดีวันนี้รอรถเมล์ไม่นาน และว่ายังไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร และว่ากระเป๋ารถเมล์ลืมเก็บ และว่ากำลังจะเรียกกระเป๋ามาเก็บ “…ก็เห็นนายขึ้นรถมาพอดีนี่แหละ” – ประโยคลงเอยของเขาทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าทั้งหมดนี้คือ คำตอบต่อคำทักทายแบบส่งเดชของผมเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน 

เวลาผ่านไปสามสิบปีไม่ได้เจอสมบัติอีก เว้นจากเรื่องนี้ผมแทบจำเรื่องราวอื่นของโจ๊ก (ชื่อเล่นของสมบัติ–เพิ่งนึกออก) ไม่ได้เลย จำไม่ได้กระทั่งว่าเขานามสกุลอะไร ว่าไปอยากรู้คงสืบเสาะเบาะแสได้ แค่ว่าอยากรู้จริงหรือ? คุณเองก็ไม่สนใจมากไปกว่านี้ 

ผมจะวางสมบัติไว้ตรงนี้แล้วหันหาถ้อยคำอื่นแทรกแทนตัวกะพริบบนจอ รัวนิ้วตอกอักษรถมความว่างเปล่าต่อไปอีก ขณะเขียนผมไม่รู้ถ้อยคำจะคืบคลานออกมาได้มากน้อยเพียงใด แต่คุณ ฐานะคนอ่าน รู้ได้เสมอถ้าอยากรู้ เพียงกรีดนิ้วบนความหนาเล่มหนังสือไล่ดูจำนวนหน้าหรือจะข้ามไปดูตอนจบก่อนย่อมมีสิทธิ์ทำได้ 

…กลางความมืดและสงัดแห่งจิตสำนึกเย็นเยือกของสิ่งอันหลบซ่อนใต้ผืนน้ำกดทับรับรู้ ต่อไปนี้คือภาพอันประกอบสร้างจากคำ-คำ-คำ คำทั้งหลายที่เรียงรายกลายเป็นเรื่องเล่า–ในกาลเมื่อประสมประเสกับปัจจุบัน ณ เขตคามซ้อนทับปฐพีโลกอันเป็นยุครุ่งเรืองแห่งแสงหรุบหรู่ของมนต์ดำ มานพรูปงามผู้มีใบหน้ามิเคยบึ้งตึง พรายรอยยิ้มฉายเสน่ห์แห่งตนบนบัญชรแห่งปราสาทสีเงินยวง เหล่าข้าทาสเบื้องล่างต่างแซ่ซ้องหลงใหลคุณความดีและเก่งกล้ามหึมามหาศาลของนายผู้ดลบันดาลความสุขใจอันไร้ความหมายต่อการดำรงชีวิต 

วันนี้เป็นวันฉลองครบรอบวันเกิดปีที่ห้าร้อยสิบสองแห่งการปกครองเหล่าทาส เบื้องหลังมานพผู้ทรงฤทธิ์ เหล่าบอดี้การ์ดยืนเรียงรายและพ่อบ้านรอรับคำสั่ง ในห้องลับถัดไปประดิษฐ์วางหม้อต้มสรรพคาถาเดือดพล่าน กลิ่นหอมอวลกระจายคล้ายรากผักชีผสมยางกรีดจากผลของไม้ล้มลุกดอกสวยสีม่วง กรุ่นควันมนตราฟุ้งกำจายออกปล่องหลังคาปราสาท คลี่คลุมทั่วอาณาบริเวณกว้างใหญ่ใต้หล้า สรรพคาถาถูกต้มตุ๋นเดือดระอุคุกรุ่นทุกค่ำคืน และมีเพิ่มพิเศษรอบนักขัตฤกษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันอันจำเพาะเจาะจงเช่นวันนี้ ปวงเหล่าทาสาทาสีผู้ดีไพร่กระฎุมพีเสรีชน-ต่างสูดดมกลิ่นละอองเกสรมนต์ดำซ้ำซากเข้าไปเต็มหัวใจ

…แต่ปฐพีโลกนี้หาได้มีซิมโฟนีใดเล่นวนซ้ำทำนองเดิมตลอดกาล บารมียิ่งใหญ่ห้าร้อยปีถึงคราสั่นคลอน เมื่ออินเทอร์เน็ตและวิกิลีกส์เข้ามาเยือน ความลับแห่งมายาคติเล็ดลอดออกจากกลุ่มเมฆทีละน้อย ดั่งแสงอาทิตย์ลอดรูรั่วบนหลังคาสังกะสี เวลายิ่งผ่านเหล่ารูรั่วยิ่งขยายจำนวนมากขึ้น มนตราเก่าคร่ำครึถูกบ่อนเซาะตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง ลำแสงแห่งข้อมูลอันเคยลับ สาดเฉียงเป็นสายทาบลงบนมวลละอองคาถา เห็นลอยม้วนตัววนเวียนในอณูอากาศกระจะตา 

ผู้คนทีละหนึ่งทีละหนึ่งเกิดอาการตาสว่าง ต่างตระหนกอกใจหายวาบ เมื่อเห็นตัวเองหลุดพ้นปากถ้ำเผชิญความจริงเก่าแก่อันเจิดจ้า–ความจริงในกรงขังยาวนานไม่รู้ตาย เหล่าเสรีชนกำมะลอต่างหนาวเยือก รู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าใต้ฝ่าเท้า เหยียดมือไขว่คว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยวอันสลายสิ้นไปแล้ว บ้างโกรธขึ้งตนเองหลงบูชากราบกรานภาพสร้าง บ้างอัศจรรย์ใจร้องปฏิเสธด้วยรับความจริงไม่ทัน บ้างยินเสียง ‘เป็นได้หรือ’ จากลำคอตนเอง…เขาทีละหนึ่งเหล่านั้นเบิกตา ตะลึงมองอภิมนุษย์ผู้บงการชะตาตนผินกายพ้นบัญชรและต่างขนลุกเกรียว เมื่อยินเสียงฝูงชนเปล่งคำอวยส่ง ขออายุยืนเจริญมั่นชั่วกาลนาน-ดังกระหึ่มก้องพ้องประสาน ดั่งประสงค์ให้นายเหนือหัวหันกลับมาโบกมือ ‘อองกอร์’ ซ้ำอีกครั้ง…แล้วซ้ำอีก

โอ่โอ้…ถ้อย คำ คำ คำ อันปรากฏ เรียงรายพาดเป็นสายจนแม้ผู้ตอกนิ้วเรียงคำออกมายังตระหนก 

คุณเองเมื่อลำดับคำอ่านตีความตามคุ้นเคยแห่งการรับรู้ ประมวลเข้ากับข้อมูลเคยทราบในอดีต ก่อเกิดเป็นความเห็นส่วนบุคคลและคำถามชวนฉงน หรือถ้อยปรามาสคุกคามขึ้นในใจ นี่ล้วนเป็นอำนาจของภาษาสร้างมายาคติให้เกิดขึ้น แน่ชัดว่ามิเพียงเกิดขึ้นขณะนี้ มายาคติถูกประกอบสร้างมาเนิ่นนานก่อนคุณเกิด ก่อนผมเกิด วาทกรรมก่อตัวขึ้นทุกวันโดยคนทุกคน โดยคนรุ่นก่อนพ่อของปู่ รวมทั้งคุณ และรวมทั้งผม และโดยตั้งใจ และโดยไม่ตั้งใจ และเพียงครั้ง หรือประสงค์ตอกย้ำซ้ำซากท่วมหัวหูจมูกลิ้นกายใจ–จนเคยชิน จนกลายเป็นสิ่งธรรมดาตามธรรมชาติ และยอมรับปริยายว่าถูกต้องไปโดยทั้งหมด ผ่านบ่มเพาะกาลเวลาจนสุก แล้วกลายเป็นสิ่งวัฒนธรรมความเชื่อ เป็นมายาคติฝังหัวฝังใจ หลากหลั่งสวมสอดกอดรัด แวดล้อมผู้คนตั้งแต่ลืมตามองโลก หามีผู้ใดรอดพ้นจากมายาคติได้…ต่อเมื่อคุณหิวและพบว่าไม่มีอาหารเหลืออยู่ ต่อเมื่อคุณกระหายและพบว่าไม่มีน้ำเหลืออยู่ กระทั่งพบว่าไม่มีอากาศให้สูดดมและคุณกำลังจะตาย! เมื่อนั้นคุณจะรู้ว่ามายาคติไร้ความหมายและไร้ค่า คุณและผมจะมองหาแต่อาหาร น้ำ และอากาศ อันเป็นของจริงสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพื่อดำรงไว้ซึ่งการมีชีวิตอยู่ 

…ทว่าขณะนี้การณ์ยังหาได้เป็นเช่นนั้น คุณและผมต่างแข็งแรงดี และคุณก็ยังอ่านมาได้จนถึงบรรทัดนี้ ผมก็จะเรียงคำเป็นเรื่องเล่าต่อไปอีก — ..เวลานั้นเหล่าเสรีชนได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เร้นกายหายจากปริมณฑลพิธีไปเงียบๆ ทีละคนทีละคน ต่างรู้ว่า เร่อร่าพูดจาไม่ระวังจะถูกเหล่าทาสผู้มืดบอดรุมประชาทัณฑ์เป็นแน่ แม้รอดจากประชาทัณฑ์ได้ ยังมีเงื้อมมือพ่อบ้านและองครักษ์คอยกุดหัวอยู่อีก 

คุณจงตรองดูเถิด เมื่อไม่สามารถพูดแสดงสิ่งที่ตนคิด พวกเขาจะเรียกตัวว่าเสรีชนได้อีกหรือ ดูว่าเป็นได้เพียงเสรีชนกำมะลอเท่านั้น 

กาลถัดจากนั้นไม่นานเกิดการเกณฑ์ทาสหูดำจำนวนมาก รวมกลุ่มกันยึดจตุรัสการค้ากลางเมือง เหล่าพ่อค้าวาณิชอันเป็นชนชั้นหูกาง สูญเสียโอกาสทำมาหากิน ลูกค้าลูกหาบที่เป็นชนชั้นหูกางด้วยกัน ก็เสียโอกาสจับจ่ายใช้สอย มีผู้คนคลาคล่ำทั่วบริเวณ แต่เงินตราค้าขายหยุดชะงัก นักพูดมืออาชีพขึ้นยืนบนแท่นขุดคุ้ย ความชั่วร้ายคดโกงของพ่อบ้านและบริวาร — ก็แน่ล่ะห้าร้อยกว่าปีมิได้ผ่านไปเปล่าๆ มันผ่านไปพร้อมการเถลิงอำนาจของพ่อบ้านรุ่นต่อรุ่น อำนาจที่มาพร้อมสิทธิ์พิเศษ ส่งผลต่อความโลภของมนุษย์ ผลประโยชน์จากสิทธิ์ขาดตามตำแหน่ง กระตุ้นต่อม ‘งก’ อย่างรุนแรง 

พ่อบ้านผู้ยิ่งใหญ่จึงมีดวงตาเบิกแดงเท่าไข่ดาว ยืดแขนยื่นมือยาวเข้าสวาปามสัมปทานผูกขาด ราวกับวิสาหกิจเหล่านั้นเป็นฟีเลมิยองหุ้มเบค่อน และยังญาติพี่น้องอีก คนใกล้ชิดโยงใยอีก เหล่านักเปิบอีกพะเรอเกวียนเหล่านี้ พากันรุมแทะทีโบนส่วนที่เหลือ อิ่มเปรมกันถ้วนหน้า คนต่อคน รุ่นต่อรุ่น ประวัติศาสตร์อันมิได้กรีดลงบนแผ่นดิน ล้วนระบุสร้อยนา ‘ทรราช’ ต่อท้ายชื่อพ่อบ้านทั้งหลาย ถ้วนทั่วทุกคนไป–ผ่านไปหลายวันเหตุการณ์ไม่มีทีท่าจะเลิกรา 

นักพูดต่างผลัดเปลี่ยนกันพูดถึงความยากไร้ไม่เท่าเทียม และเรียกร้องให้พ่อบ้านลาออก ฝ่ายพ่อบ้านและชนชั้นหูกางผู้หงุดหงิดไม่ได้ซื้อไม่ได้ขาย ก็เกณฑ์ผู้คนออกมาปักหลักบ้าง ต่างดึงมืออาชีพมาพูดทำลายความน่าเชื่อถือกันไปมา 

นับเป็นการเผชิญหน้าระหว่างชนชั้นทาสหูดำและชนชั้นหูกางอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความวุ่นวายด่าทอกันมีให้เห็นเป็นการทั่วไป 

ว่าไปแล้วความวุ่นวายครั้งนี้หาใช่สิ่งน่าประหลาด หากคุณจะพบว่ามันเกิดขึ้นจากอิทธิฤทธิ์ของพ่อบ้านคนเก่า ที่โดนเหล่าบอดี้การ์ดอัปเปหิไปก่อนหน้านี้ พูดได้ว่าเป็นปรากฏการณ์สุนัขตะกละฟัดกันเอง เป็นการแย่งชิงเนื้อสันในที่เคยลิ้ม และต่างติดใจลืมไม่ลง และสุดท้ายก็ฆ่ากัน-มีคนตาย-มีการปกปิดความจริง-มีการอนุญาตให้ฆ่า และคนตายล้วนแต่เป็นตัวเบี้ย คนบริสุทธิ์ต้องตายสังเวยเหตุการณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทุกครั้ง

พอ พอ พอ หยุดก่อน เขียนมาถึงตรงนี้สมองเครียด ความคิดที่ว่าเล่าไปทำไมมีใช่เรื่องใหม่ มิใช่ไม่เคยรู้ คุณเองเคยฟังมาจนเอียนใกล้อ้วก 

ผมเขียนเองเอียนเองใกล้อ้วกไม่ต่างกัน ขืนพูดเรื่องเดิมสู่กันคงต้องเดินย่ำกองอ้วกเป็นแน่ ผมจะเลี่ยงด้วยการเรียงคำเล่าเปลี่ยนทิศทางใหม่ เล่าถึงความน่าจะเป็นใหม่ บอกเสียก่อนว่าที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นความคิดของเพื่อนเสรีชนกำมะลออีกคน เขาส่องประกายความคิดเปล่าเปลือยบนป้อมประภาคาร 

วันนั้นโคมสูงใหญ่ฉายแสงสาดหมุนวนเป็นวงกว้าง กระทบโดนผมเข้าเต็มหน้า สว่างแสงแห่งความคิดนั้นสั่นสะเทือนผมจนขนลุก นี่คือสิ่งดีมากหากเกิดขึ้นจริง …เอาล่ะ รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นแล้ว ผมจะลงมือประกอบคำ สร้างเรื่องเล่า อันจะมีผลบั้นปลายอย่างไรไม่มีใครรู้เลย

วันที่พี่ชายฝาแฝดของสมบัติ (เอาเถอะให้โจ้กเป็นพระเอกในเรื่องนี้) ถูกหน้าไม้เจาะท้ายทอยล้มลงนั้น ทีวีเสนอข่าวราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ในตลาดนิวยอร์กปรับลดลง 2.79 เหรียญสหรัฐ ปิดที่ 71.61 เหรียญต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์ระบุ นักลงทุนกังวล ปัญหาหนี้สินประเทศกรีซลุกลามไปยังยุโรป ส่งผลแรงเทขายเงินสกุลยูโร ต่อเนื่องกระทบดอลลาร์แข็งค่า แตะระดับสูงสุดรอบ 18 เดือน กดรีโหมตไล่ดูทีละช่อง พลางคิดสิ้นเดือนคงจ่ายหนี้บัตรเครดิตได้เฉพาะดอกเบี้ยอีกตามเคย สมบัติไม่นึกว่าเรื่องราวในข่าวจะเกี่ยวข้องกับเขา ก็ข่าวทั้งหลายเป็นเรื่องเกิดกับคนอื่น ห่างไกลกับคนดูข่าวคนละโลกเลยมิใช่หรือ เป็นจริงที่ว่าการเมืองทำให้มีคนตาย เป็นจริงที่ว่าวาทกรรมขอคืนพื้นที่ทำให้มีคนตาย เป็นจริงที่ว่าข่าววันนี้ไม่ได้ห่างไกลคนละโลกกับสมบัติ เป็นจริงที่ว่าพี่ชายเกิดและโตด้วยกันตายแล้ว ตายคือไม่หายใจแล้ว ตายคือขาดสิทธิ์ในการมีชีวิตแล้ว เพียงออกไปดูคนแสดงความเห็นตามสิทธิ์ที่เชื่อว่าตนมี ก็ถูกมายาคติปลอม ๆ ฆ่าคนจริง ๆ จนตายได้ เขาไม่อยากเชื่อ คนหน้าตาดีมีความรู้อย่างพ่อบ้านใหญ่จะใจดำและโหดร้ายถึงเพียงนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำลายลงซึ่งสิ่งถูกต้องดีงามและคุณธรรมอันเคยเชื่อถือทั้งหมด เสียงร่ำไห้เงียบ ๆ ของแม่ผู้ชราทำร้ายจิตใจเขา ยิ่งกว่าการตายของพี่ พี่สะใภ้เป็นลมล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า หลานสาวหกปียืนกรอกตากัดเล็บอยู่มุมห้อง เงาทะมึนคืบกลืนชีวิตครอบครัวทีละน้อย ตามการใคร่ครวญทีละเรื่อง เขาจะยื่นมือเข้าช่วยได้อย่างไร ใต้หลังคาบ้านพี่ชายบริบูรณ์ด้วยใบแจ้งหนี้ผ่อนชำระ ครอบครัวแต่เดิมดำเนินไปวันต่อวัน ดั่งเรือบรรทุกภาระหนี้หนักปริ่มน้ำ เมื่อขาดหางเสือเรือทั้งลำก็หมุนคว้างกลางวังน้ำวน ทางข้างหน้าปัญหากดทับ หันกลับไปไม่เห็นทางออก แม่ค้าขายผลไม้ในตลาดอย่างพี่สะใภ้จะผ่อนหนี้ได้อย่างไร พ่อหม้ายเมียตายอย่างเขาเหมือนว่ามั่นคงกว่า แท้จริงแบกหนี้เพียบเต็มหลังไม่ต่างกัน บริบูรณ์ด้วยใบแจ้งหนี้ลงท้ายแสดงความนับถือไม่ต่างกัน ชนชั้นหูกางดูดีมีมาดที่รู้จัก ต่างแบกหนี้เงินผ่อนเพียบอย่างเขาทั้งนั้น แล้วคุณล่ะ!

เสร็จงานศพพี่ชาย แม่ก็ล้มป่วย (เวรกรรมเรื่องเล่าน้ำเน่าซ้ำซาก-ชีวิตจริงน้ำเน่าซ้ำซาก) สมบัติกับพี่สะใภ้เทียวไปมาโรงพยาบาลไม่นานแม่ก็ตายตามไปอีกคน ชั่วเวลาครึ่งปีสมบัติทำสถิติจัดงานศพสองหน ความเศร้าโศกไม่ต้องพูดถึง ภาระรายจ่ายเฉพาะหน้าสุมทับ จนเขากระอักกลิ่นเปรี้ยวออกลำคอ พี่สะใภ้ที่เคยเป็นคนสวยเดี๋ยวนี้กลายเป็นหญิงหม้ายผมยุ่ง ซีดเซียวผอมจนนมแฟบหมดสภาพ คุณจะเห็นเธอยืนเกาะประตูบ้านเม้มปากนัยน์ตาแดง ๆ ยอมให้นิติกรยึดรถกระบะวีโก้ขายดีห้าปีซ้อนไปจากบ้าน ต้องกลับไปอาศัยรถตุ๊กตุ๊กซื้อผลไม้ขายทุกเช้าเหมือนเมื่อก่อน สมบัติพยายามช่วยทุกวิถีทางจนเงินสะสมหมดเกลี้ยง ปลายเดือนชงมาม่ากินจนบักโกรก เขามองสภาพตนและพี่สะใภ้นึกสงสัย ว่าอย่างนี้ยังจะเรียกชนชั้นหูกางได้อีกหรือ 

ชีวิตจริงมันเศร้าเล่าไปก็หดหู่ ทั้งคุณทั้งผมก็ใช่ว่าจะเป็นสุข ทุกเช้ารีบตื่นส่งลูกไปโรงเรียน ก่อนจะเริ่มงานหาเงิน ด้วยการฝ่าเข้าไปในความศิวิไลซ์ ทำความเข้าใจกับความเห็นแก่ตัวของเพื่อนมนุษย์ อดกลั้นทำใจอภัยเถิด ‘มันก็แค่หาทางอยู่ให้ได้-กูเองไม่ต่างกัน’ หมดวันกลับบ้านกดรีโหมตเปิดทีวี ดูละครน้ำเน่าข่าวเด่นเย็นนี้สีสันบันเทิงก่อนบ่ายคลายเคลียดตำนานรักดอกเหมย เอาตัวตนเข้าไปอยู่ในละครแลกความสุขหลอก ๆ กรอกหูกรอกตาด้วยโฆษณาข่าวดี ครีมทาหน้าขาวกาแฟซองแก้อ้วนน้ำดื่มวิเศษกินแล้วสวยฉลาดเรียนเก่งแจกทองเป็นล้านทะเบียนรถแลกเงินเชิญเป็นหนี้-รูดปรื้ดรูดปรื้ด-พิเศษดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ โอม..สูจงกล้ากล้าใช้เงินมือเติบเถิด-จะเลิศหรูไฮโซ! โอ้โฮ..ชีวิตใยช่างงดงามปานนี้ ลงท้ายด้วยการซาบซึ้งกับประกาศโครงการปลูกป่า ป.ต.ท. ร่วมกับ ก.ฟ.ผ. ก่อนจะเข้านอนหลับไหลหมดแรงไปอีกวัน ท่ามกลางความปกติสุขทางจอทีวี การสวาปามสเต็กเซอร์ลอยดำเนินไปต่อเนื่อง เหล่าพวกพ่อบ้านครองอำนาจผู้ถือตนว่าเป็นชนชั้นสูง –บ้างสวมชฎามาแต่เกิด บ้างหลอกซื้อชฎามาสวม บ้างมีรถถังเป็นพาหนะ– ใช้อำนาจในมือบังคับโลกทั้งใบไปตามต้องการ บิดเบือนปิดข่าวสร้างภาพ ใครต่อต้านชุมนุมสุมหัวต้องจับเอาตัวไปขังลืมปล่อย คอยคิดปิดบังสร้างภาพอาบยิ้มอิ่มเปรม บิดเบือนปิดข่าวสร้างภาพ ประท้วงกรีดแขนเทเลือดไม่ได้ผล โกรธแค้นลุกฮือเผาเมืองไม่ได้ผล โอม..มวลมหาประชาชนเอ๋ย จงโง่ จงเงียบ จงเปิดทีวีเสพความสุขหลอกๆ และออกช้อปปิ้งกันต่อไป ฝ่ายเสรีชนที่เป็นได้เพียงชื่อ ผันตัวเองเป็นตัวตุ่นมุดอยู่ใต้ดิน อึดอัดขัดข้องมากก็โผล่มาสุมหัวกันที่ป้อมประภาคาร แบ่งปันข่าวสาร พูดคุย ซุบซิบ เหน็บแนม แล้วมุดหัวกลับไปหากินเลี้ยงตัวกันตายกันต่อ ทั้งคุณและผมอาจเดินสวนกันอยู่แถวนั้นก็เป็นได้ …วันและเวลาผ่านไปในจังหวะสม่ำเสมอ พระอาทิตย์โผล่ขึ้นทางทิศตะวันออก และข้ามฟากหายลับทางทิศตะวันตก เรื่องราวพูดคุยกันบนประภาคารแปรไปเป็นรีวิวอาหารรายวัน แมวที่บ้านเป็นหวัด ชื่นชมนิทรรศการศิลป์ เรื่อยเปื่อย เหตุการณ์บ้านเมืองดูจะเป็นปกติสุข ทุกสิ่งเข้าที่ ไม่เห็นมีปัญหาอะไรแล้ว ผู้คนคร้านจะพูดถึงเรื่องซ้ำซากที่ฟังแล้วหดหู่กันแล้ว 

กลางแสงแดดสว่างใส วันที่คุณจะเห็นนกเอี้ยงโผบินจากต้นพญาสัตบรรณไปยังต้นชมพูพันธ์ทิพย์ เห็นหนุ่มสาวโผล่ขึ้นมาและมุดลงไปรถไฟฟ้า วันที่แม่ค้าตลาดนัดยื่นถุงสินค้ารับธนบัตรลูกค้า คนตาบอดยืนขายหมากฝรั่งยาอมยาดมยาหม่องล็อตเตอรี่ และผู้คนจอแจท่วมป้ายรถเมล์ริมรั้วสวนสาธารณะ หากคุณมองผ่านซี่รั้วโปร่งเข้าไปจะเห็นเขียวเขียวของลานหญ้า และขาวขาวทางเดินเท้าคดเคี้ยว ประกายแดดสะท้อนละลอกคลื่นเล็ก ๆ บนผืนน้ำรูปทรงอะมีบากลางสวน เหลืองปรีดียาธรยืนต้นโปร่งใบริมสะพานไม้ ทอดข้ามไปยังเกาะกลางสระ ลึกเข้าไปบนเนินหญ้า ประดิษฐานด้วยประติมากรรมกลางแจ้ง บนแท่นหินทรายยึดแผ่นโลหะสลักคำ “อิสรภาพ 2553” คุณเห็นหญิงชายสิบสองคนหอบสัมภาระข้ามสะพานไปบนเนิน หญิง 6 นาง ชาย 6 นาย ต่างช่วยกันคลี่ผ้าขาวผืนใหญ่ปูลาดบนลานหญ้า สีขาวสะอ้านสะท้อนแดดจ้าสะดุดตาคุณ ทั้งสิบสองถอดรองเท้าก้าวยืนจับคู่บนผ้าปูลาด ในมือผู้หญิงมีผ้าผืนเล็กสีแดง ในมือผู้ชายมีผ้าผืนเล็กสีน้ำเงิน ต่างนำผ้าในมือผูกตาตนเองโดยพร้อมเพรียง คุณเห็นพวกเขากำลังเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่าง คุณเห็นร่างขาวขาวโผเข้าหากัน มนุษย์เปลือยหญิงหกคนผูกผ้าแดง โอบกอดกับมนุษย์เปลือยชายหกคนผูกผ้าน้ำเงิน ต่างกอดจูบลูบไล้กันในความมืดของผ้าผูกตากลางแดดบ่าย สายลมพัดชายผ้าสีแดงปลิวไสว ลมพัดชายผ้าสีน้ำเงินปลิวไสว 

ผู้ชายที่ป้ายรถเมล์ยกมือชี้ไปเนินหญ้าบอกเพื่อนรีบหันดู เสียง ‘เฮ้ยมึงกูดูกันเห็นไหม’ ดังขึ้น 

ผู้หญิงสาวยกมือปิดปากเบิกตามองไม่กระพริบ มีบางคนเดินอ้อมรั้วตรงเข้าไปดูในระยะใกล้ คุณและผู้หญิงผู้ชายคนอื่นๆ เดินอ้อมรั้วตรงเข้าไปดูในระยะใกล้ คุณเห็นเต้านมขาวอล่างหลายเต้าไหวสล้างเห็นวงป้านหัวถันเปิดเผยไร้การปกปิด ผู้หญิงสาวๆ ชวนเพื่อนสาวๆ มองคนเปลือยผู้ชายเห็นท่อนเนื้อชูชันเปิดเผยไร้การปกปิด อาจเป็นคุณหรือใครอื่นหลายคนกดโทรศัพท์เล่าสิ่งที่เห็นให้ใครก็ตามรับรู้ด้วย อาจเป็นคุณหรือใครอื่นถ่ายรูปถ่ายวิดีโอด้วยอุปกรณ์ใดก็ตามเพื่อบันทึกให้ใครก็ตามได้ดูได้รับรู้ด้วย 

การยืนกอดจูบลูบไล้ดำเนินไปเนิบช้าบ้างรุกเร้าดูดดื่มบ้างและโดยไม่พร้อมเพรียงคู่มนุษย์เปลือยทั้งหกทอดร่างลงทีละคู่ มือไม้ป่ายจับบีบเคล้นปลายนิ้วซอกซอนจมหายลูบคลำกำรูดผลุบโผล่ ผู้ชมนับร้อยยืนเรียงรายริมตลิ่งกลืนน้ำลายลงคอ ผู้ชมแถวหลังเขย่งขาชะโงกคอขอดูอย่างกระจะ ยังมีผู้มาใหม่หลั่งไหลล้อมสระเหมือนเหล่ามดดุ่มเดินตามไปทิศทางเดียว เสียงฮือหลุดปากเมื่อท่อนลำสีน้ำเงินชำแรกจมหายลงความลึกสีแดงทีละน้อย นาฏกรรมวันนี้ไม่มีอะไรใหม่ ชายอยู่บนหญิงอยู่ล่าง หญิงอยู่บนชายอยู่ล่าง หรือต่างตะแคงข้างทั้งชายหญิง เลียอมตะโบมโยกดันถอยซอยไซ้ ไม่แตกต่างจากวิธีที่คุณคุ้นเคย ไม่แตกต่างจากวิธีที่ผมคุ้นเคย ไม่แตกต่างจากที่ใครๆ จะต้องคุ้นเคย 

เพียงไม่นานทุกอย่างเสร็จสิ้นสงบลง พวกเขาเปิดผ้าผูกตาควานหาเสื้อผ้าสวมใส่ ก่อนนักข่าวจะมาถึง ก่อนเจ้าหน้าที่จะจับกุม หญิงชายทั้งสิบสองทะยอยข้ามสะพานไม้เดินปะปนกับฝูงชน แยกย้ายหายกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรายรอบ ทิ้งผืนผ้าใหญ่น้อยแดงขาวน้ำเงินหล่นปลิวบนเนินหญ้าเขียวเขียว เหลือไว้เพียงเสียงกระซิบพูดคุยปากต่อปากใต้แสงตะวันบ่าย เล่าลือต่อเนื่องไปจนตะวันลับขอบฟ้า ต่อเนื่องไปจนตะวันดวงเดิมโผล่ขึ้นมาใหม่ ถ้อยคำบอกเล่ารายละเอียดถูกส่งต่อกระจายไปทุกทิศ ภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวถูกส่งต่อกระจายไปทุกทาง สื่อหลักสื่อรองกระโดดงับกระแสทอล์คออฟเดอะทาวน์ ข่าวเด่นเย็นนี้เล่าข่าวข้นคนค้นข่าวกระโดดงับกระแสไม่ต่างกัน เสรีชนบนประภาคารละทิ้งรีวิวอาหารรายวัน-แมวที่บ้านเป็นหวัด-นิทรรศการศิลป์ หันมาตั้งข้อสังเกตต่อเรื่องเล่าต่อข้อมูลต่อรูปภาพเหตุการณ์บนลานหญ้า สถานะอัพเดทใหม่หลั่งไหลยืดยาวเต็มผนังประภาคาร กดไลค์แบ่งปันกระจายต่อขอความเห็น บ้างว่าเป็นบ้ากันไปแล้ว บ้างว่าอยากดังชอบอวด ฯลฯ ฝ่ายนักปราชญ์ผู้รู้พหูสูตรมองหาแง่สัญญะตีความ-วิเคราะห์โครงสร้างอ้างถึงทฤษฎี มาร์กซ์ฟรอยด์โรล็องด์โซซูร์ฟูโกต์โผล่มาร่วมค้นหาความหมาย สัญลักษณ์ทุกอย่างถูกนำมาใคร่ครวญ บ้างว่าน่าทึ่ง บ้างว่าน่าสนใจ ความหมายที่ตีออกมาได้มากมายหลายหลาก หรือจะเป็นรูปแบบประท้วงอหิงสา นักจิตวิทยาถูกสัมภาษณ์ นักประวัติศาสตร์สังคมถูกสัมภาษณ์ สำนักข่าวต่างประเทศบางแห่งแพร่ภาพออกไปทั่วโลก เกิดข้อถกเถึยงทุกแห่งหนว่าพวกเขาออกไปสังวาสกันทำไม 

เป็นจริงที่ว่าผมเป็นผู้เล่า เป็นผู้เสกสรรปั้นคำอันล้วนหลุดหล่นมาจากความว่างเปล่า คุณเองเมื่อลำดับคำตีความตามคุ้นเคยแห่งการรับรู้ ประมวลเข้ากับข้อมูลเคยทราบในอดีต ก่อเกิดเป็นความเห็นส่วนบุคคลและคำถามชวนฉงนหรือถ้อยปรามาสคุกคามขึ้นในใจ ความหมายคุณตีความอาจตรงหรือไม่ตรงกับผมคิด ไม่ผิดแปลกแตกต่างอย่างใด สมบัติกับพี่สะใภ้ได้ยินเหตุการณ์บนลานหญ้าก็ตีความตรงกับคุณหรือตรงกับผมหรือไม่ตรงกับผู้ใด หาได้ผิดแปลกแตกต่างอย่างใดเช่นกัน 

เป็นเรื่องเล่าที่ว่าเหตุการณ์พี่ชายฝาแฝดถูกฆ่าตาย ทำให้แฝดผู้น้องกับพี่สะใภ้ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน ลดภาระค่าใช้จ่าย กระนั้นยังต้องกระเบียดกระเสียรเดือนชนเดือนอีกหลายนาน คุณจะเห็นความทุกข์ยากสลักริ้วรอยหม่นหมองบนใบหน้า เย็นนั้นสมบัติหล่นคำพูด ‘คนพวกนั้นเป็นบ้าไปแล้ว’ พี่สะใภ้บอกไม่ใช่พวกนั้นหรอกที่เป็นบ้า ฉันเสียอีกเธอเสียอีกที่น่าจะเป็นบ้า ว่านั่นคือการแสดงคล้ายละครหน้าขาวที่เคยเห็น พวกเขากำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา สมบัติร้องว่าด้วยการแก้ผ้าเอากันกลางแดดเนี่ยนะ พี่สะใภ้พยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก เขาสังเกตว่าพี่สะใภ้กลายเป็นคนพูดน้อยลง เธอปล่อยวันเวลาหล่นจมลงห้วงครุ่นคำนึง ตั้งแต่พี่ชายตายเขาไม่เคยเห็นพี่สะใภ้ยิ้ม กลางวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเฉยเมย กลางช่วงเวลาของความมืดสมบัตินอนลืมตามองเพดาน ยินเสียงร่ำไห้ทะลุผ่านผนังห้องพี่สะใภ้ทุกค่ำคืน 

ผ่านไปไม่นานมีหญิงชายออกไปสังวาสในที่สาธารณะอีก ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ทำกันกลางวันแสกๆ บ้าง แอบทำตอนกลางคืนบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอาเพศใด บ้านนี้เมืองนี้ส่งเสียงพูดคุยเล่าสู่กัน หัวเราะบ้างเครียดบ้างต่อเรื่องราวที่พบเห็น พ่อบ้านใหญ่และบริวารปิดปากเงียบ นักข่าวต่างประเทศเดินเพ่นพ่านทั่วเมือง ตีพิมพ์ข่าวสารแพร่ภาพปรากฏการณ์พิลึกพิลั่นออกไปต่อเนื่อง คนทั้งโลกติดตามข่าว และต่างตีความหมายเรื่องราวแตกต่างกันไป

วันนี้สมบัติและพี่สะใภ้พากันออกมาแต่เช้า ทั้งสองร่วมชายคาด้วยความนับถือกันหลายวันแล้ว ทาวน์เฮาส์เล็กชานเมืองที่สมบัติผ่อนส่งสิบกว่าปีอยู่ลึกเข้าในซอยเล็ก อาศัยรถสองแถวออกมาต่อรถเมล์อีกทอดหนึ่ง ขนแขนพี่สะใภ้ลุกเกรียวลมหนาวกรูมาเขาเห็น เงียบทั้งสองไม่พูดอะไรต่อกัน กว่าไปถึงจุดหมายล่วงเวลาสาย แดดตะวันส่องสว่างปาล์มใหญ่ทอดเงาเรียงราย ทาบลานหญ้าใกล้ตึกใหญ่เคียงฟ้า โดยไม่เอ่ยคำใดพี่สะใภ้ถอดผ้าถุงปาเต๊ะปูลงพื้นหญ้า เสื้อแขนกุดลายดอกยกทรงกางเกงชั้นในถอดวางม้วนใต้ศีรษะ เธอเปลือยกายหงายนอนมองฟ้าชันเข่าสองขาอ้าออก ผู้คนรายรอบสังเกตเห็นพากันเดินมาหยุดยืนดูไกล ๆ คุณเองหากอยู่แถวนี้คงอดใจไม่ดูไม่ได้ สมบัติถอดเสื้อกางเกงเปลือยกายมองลำลึงค์ห้อยหัวอ่อนยวบแกว่งไกว ‘เราต้องทำอะไรสักอย่าง’ เขานึกถึงคำพี่สะใภ้เมื่อคืนนี้ ‘เราต้องทำมันอย่างเปิดเผย ในเมื่อเขาทำชีวิตเราเป็นอย่างทุกวันนี้ คำพูดเราไม่เคยมีความหมาย เราจึงต้องทำอะไรสักอย่าง’ เขามองร่างเปลือยพี่สะใภ้ มองสายตาที่กำลังมองเมฆลอยบนฟ้า ไม่มีรอยยิ้มเย้ายวน ไม่มีความกระหายอยาก สมบัติคร่อมร่างลงแนบกายพี่สะใภ้ ด้วยความนับถือน้ำใจเด็ดเดี่ยว กายสัมผัสเย็นหยุ่นนมสองเต้านวลนิ่ม ลำตัวแทรกเบียดเคลียเคล้าแนบท้องเปลือยเปล่า หนาวลมโชยต้องแผ่นหลังก้นกอย บนระเบียงอาคารใหญ่ชี้มือไม้ชวนกันดู สมบัติซุกใบหน้าแนบชิด พี่สะใภ้โอบแขนกอดลูบไล้ เขาเธอยอมรับชะตากรรมร่วมกัน ซุกไซ้ซอกซอนแลกรับความรู้สึกแก่กัน มวลความอุ่นใต้ท้องน้อยระอุขึ้น แล้วความอ่อนยวบแกว่งห้อยก็พลันผงาดลุก พลังแห่งมนุษย์ผู้ไม่ยอมแพ้ปลุกอาวุธดึกดำบรรพ์ขึ้นมา แข็งตัวชูชันส่งสัญญานผงกหัวหงึกหงึกสู้สู้ เขาสอดองค์ชีวิตทั้งชีวิตเข้ายังร่างพี่สะใภ้ โยกร่างสูบดึงรุมเร้าตัวตนเพื่อกันและกัน 

ใต้เงาปาล์มบนพื้นหญ้าเวลานั้น สมบัติเห็นรอยยิ้มอิ่มสุขจากริมฝีปากพี่สะใภ้เป็นครั้งแรก ด้วยหางตาหยาดรื้นรินไหลทั้งสองมองลึกเข้าไปในดวงตา ดูดซับความสุขจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวอันพึงหาเสพได้บนโลกเสรีกำมะลอใบนี้

หมายเหตุ – “กระฎุมพีวิถี” ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2554 ในวารสารชายคาเรื่องสั้น ลำดับที่ 2 มี มาโนช พรหมสิงห์ เป็นบรรณาธิการ 

Scroll Up