ซีรีส์ชุด “1 ทศวรรษ พฤษภาฯ เลือดปี’53” (11) – สงครามถ้อยคำกับวาทกรรม “ควายแดง”

หทัยรัตน์ พหลทัพ เรื่อง

อติเทพ จันทร์เทศ ภาพ

หากใครถูกใช้คำผรุสวาทกระแทกหน้า กล่าวหาว่า “โง่เป็นควาย – หัวทึบ – ปึก” คงมีน้อยคนนักจะมีอารมณ์โอภาปราศัยกับผู้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ เพราะล้วนแล้วแต่มีความหมายในเชิงลบ 

ทว่าในช่วงสงครามข่าวสาร โดยเฉพาะช่วงที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้นเมื่อปี 2553 ถ้อยคำเชิงลบกลับถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าศาสตราวุธ 

“ควายแดง” จึงถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้แทนการเรียก “กลุ่มเสื้อแดง และหรือผู้นิยมพรรคเพื่อไทย และหรืออดีตนายกรัฐมนตรีตระกูลชินวัตร” โดยมีความหมายในเชิงลบมากกว่าจะเป็นวาทกรรมสร้างสรรค์ 

เดอะอีสานเรคคอร์ด นั่งสนทนากับ ผศ.เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ทำวิจัยหัวข้อ “สงครามถ้อยคำ: คนเสื้อแดงในอีสานกับวาทกรรมของประชาธิปไตยไทย” หรือ “War of words: Isan redshirt activists and discourses of Thai democracy.เพื่อให้เข้าใจความเชื่อทางการเมืองของ “คนเสื้อแดง” เพราะพวกเขามักจะถูกคนบางกลุ่มในสังคมดูถูกว่าเป็น “ควายแดง” ที่ “โง่และไม่ประสาทางการเมือง” 

“ควายเป็นวาทะแบบไทยคือ คนโง่ หรือความโง่ ซึ่งเป็นอุปลักษณ์ เป็นคำเปรียบที่มีมาตั้งแต่สมัยเก่าก่อนโบราณอยู่แล้ว” ผศ.เสาวนีย์ค่อยๆ อธิบายคำว่าควายในฐานะนักภาษาศาสตร์ หลังจากที่เราถามถึงที่มาของถ้อยคำ 

จากนั้นเธอจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่าควายอยู่ในภาษาที่เป็นลักษณะคำเปรียบ ไม่ได้เป็นจริงๆ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ฝังรากลึกมานาน ควายจึงใช้เรียกคนที่เราคิดว่าโง่ โดยเห็นว่าเป็นสิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำ ความเป็นชนชั้นในสังคมและเป็นการเหยียดให้คนต่ำกว่าคน เป็นสัตว์ที่ต้อยต่ำ เป็นสัตว์ที่โง่ 

“ภาษาอังกฤษใช้คำว่า dehumanize หรือการทำให้คนสูญเสียความเป็นมนุษย์” เธอหยิบยกถ้อยคำเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น 

กูนี่แหละควายแดง แต่ก็เป็นคนเหมือนกัน 

ระหว่างทำวิจัยหัวข้อนี้ร่วมกับ ดันแคน แมคคาร์โก (Duncan McCargo) นักรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ (Leeds) ประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์ในวารสารงานวิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2559 เธอพบความน่าสนใจในความคิดของคนเสื้อแดงในอีสาน โดยเฉพาะการยอมรับในศักดิ์ศรีบางอย่าง

“มีบางคนบางกลุ่มบอกว่า กูนี่ล่ะควายแดง มีอีหยังบ่” เธอหยิบยกถ้อยคำของคนอีสานที่เธอสัมภาษณ์มาวิเคราะห์และว่า “ชาวบ้านธรรมดา ในฐานะที่เขามองตัวเองว่า เป็นคนต้อยต่ำในสังคม แล้วเขาก็ถามกลับว่า มีอีหยังบ่ แต่ข่อยกะเป็นพลเมืองคือเจ้าเด๊ ว่าเบ๊อะ”  

เธอบอกว่า คำว่าควายแดง ไม่ได้มีความหมายแค่ความโง่อย่างเดียว แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง คือ ทั้งโง่ ทั้งชั่ว ชั่วในความหมายหนึ่งก็คือ ชั่วแบบโง่ด้วยก็มี แล้วก็ชั่วแบบชั่วจริงๆ เป็นคนไม่ดี เป็นหมดทุกอย่างที่ไม่ดี ถือเป็นคำตรงข้ามกับคำว่า “คนดี” ซึ่งเป็นกระแสของประเทศที่ใช้วาทะนี้มานาน 

“การที่เห็นคนถูกฆ่าตายโดยที่ไม่เข้าสู่กระบวนการอะไรก็แล้วแต่ แล้วสะใจกับการตาย เป็นเรื่องที่น่ากลัว” ผศ.เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ควายแดงกับการถูกปราบ 

วาทกรรมควายแดงถูกหยิบยกมาใช้มากก่อนที่มีปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ที่เธอบอกว่า เห็นได้จากสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดียในช่วงนั้นที่โหมประโคมปลุกกระแสให้คนไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของ นปช.

“ตามสื่อกระแสหลักส่วนมาก เขาอาจจะมีภาพว่า คนเสื้อแดงหรือควายแดงที่เขามองว่าโง่ พอโง่แล้วก็ถูกหลอก คนเหล่านี้จะรู้สึกสงสารชาวบ้าน และเป็นเดือดเป็นร้อนด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ แต่ไม่อยากเห็นคนเหล่านี้โง่เป็นขี้ข้าหรือเป็นทาสให้คนหลอก คือมองชาวบ้านที่ถูกเรียกว่าเสื้อแดงเป็นเหยื่อ แต่การเมืองแบบนั้นมันก็สะท้อนความสมเพชเวทนา สะท้อนความคิดที่ว่าเขาไม่มีความรู้ ก็เหมือนไม่ได้ตระหนักว่าคนเสื้อแดงก็มีความคิด” เธออธิบายปรากฏการณ์

เธอยังสังเกตอีกว่า คนจำนวนหนึ่งมองว่าควายแดงเป็นพวกใช้ความรุนแรง เป็นพวกชั่ว พวกเขาจึงรับได้หากใช้ความรุนแรงกับควายแดง

“การที่เห็นคนถูกฆ่าตายโดยที่ไม่เข้าสู่กระบวนการอะไรก็แล้วแต่ แล้วสะใจกับการตาย เป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่บางคนก็บอกว่า พวกแกไม่ควรถูกฆ่าหรอก แต่พวกแกวอนเอง” เธอสะท้อนจากภาพที่เห็นระหว่างการชุมนุมของ นปช. เมื่อ 10 ปีที่แล้วและว่า “สิ่งเหล่านี้น่ากลัว เพราะสุดท้ายแล้ว คุณก็เห็นดีเห็นงามกับการตายของคนเหล่านี้” 

เมื่อเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ผ่านไป ภาพของคนกรุงเทพฯ ที่ออกมาทำความสะอาดบนถนนและสถานที่สำคัญๆ อีกหลายแห่งกลางกรุง นอกจากจะสะท้อนการไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของ นปช. แล้ว ผศ.เสาวนีย์ ยังเห็นว่าเป็นความของความเจ็บปวดแห่งยุคสมัย 

“เราเห็นคนหนุ่มสาว ดูมีฐานะ คนกรุงเทพฯ ออกมาเหมือนทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม แต่สิ่งที่พวกเขาล้างออกไปหมดคือ หลักฐานทางนิติเวชต่างๆ ทำไมจึงรีบลบ รีบล้าง รีบลืมกันแท้ ต่อให้คิดว่าเป็นควายแดงและโง่ก็สมควรถูกดำเนินการ ใช่ไหม” เธอถาม

วัฒนธรรมไร้การรับผิด   

หากย้อนดูคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับการปราบปรามและการใช้ความรุนแรง เมื่อเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ผู้สั่งการยังไม่ถูกลงโทษทางกฎหมาย ซึ่ง เสาวนีย์ บอกว่าสังคมไทยอยู่ในวัฒนธรรม การไม่ต้องรับผิด ไม่มีการสืบสวนหาสาเหตุ 

“ยังไม่ต้องถามถึงขั้นลงโทษ แต่สังคมไทยไม่ได้มีความพยายามในการไต่สวนหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาให้เห็นก่อน ดังนั้นเรื่องลงโทษจึงแทบจะไม่มี”

เธอบอกว่า ปรากฎการณ์นี้มีความเชื่อมโยงกับวาทกรรม “ควายแดง”  

“พอเชื่อว่าชาวบ้านต่ำกว่ามนุษย์ เป็นคนไม่ดี เป็นคนโง่ หรือเป็นอะไรต่างๆ นานา คือเป็นประชากรที่ไม่มีคุณภาพ คุณอาจจะไม่ได้มองเขาว่าเป็นประชากรเสียด้วยซ้ำ เมื่อคุณคิดแบบนี้ มันจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับการตายของคนเหล่านี้ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนเหมือนเรา มีครอบครัว มีพ่อแม่ ลูกเต้าที่รัก สิ่งที่ทำก็คือเป็นไปตามครรลองว่าเชื่อว่าตัวเองทำได้เป็นการไปใช้สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย” พอพูดจบประโยค ผศ.เสาวนีย์ ก็ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไม่อยู่พังทำนบ  

จากนั้นเธอจึงตอบคำถามของเดอะอีสานเรคคอร์ดที่เอ่ยถามก่อนหน้านั้นว่า “10 ปีสังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากความสูญเสีย หลังเหตุการณ์เดือนเมษาฯ – พฤษภาฯ 2553”  

“เราเป็นสังคมที่ไม่ต้องการเรียนรู้มั้ง เรื่องทางประวัติศาสตร์คือ การที่เราไม่เคยตั้งคำถามกับคนมีอำนาจ ถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นแปลว่า ต้องบอกว่าเขาไม่ผิดไว้ก่อน แทนที่เราจะศึกษาหาข้อเท็จจริงให้มันกระจ่างแจ้ง พูดกันไปแบบตรงไปตรงมา พูดง่ายๆ มันก็เป็นสังคมแบบกดกันอยู่ ผู้สูง ผู้ต่ำ” เธอกล่าวและว่า “ถ้าผู้มีอำนาจก่อเหตุกระทำการ มันก็ไม่มีการตั้งคำถาม ถ้าจะมีใครอยากตั้งคำถามก็ถามไม่ได้ เพราะถูกสอนกันมาอย่างนี้ ส่วนหนึ่งที่มันได้ผลคือ เราชินชา” 

หลังเหตุการณ์ความสูญเสียกลางกรุงเทพฯ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 94 คน และบาดเจ็บอีกนับพัน

ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด อย่างจังหวัดอุบลราชธานี ก็มีการเผาศาลากลางเกิดขึ้นและมีผู้ถูกจับกว่า 60 คน ต่อมามีการดำเนินคดีบุคคลในกลุ่มนี้จำนวน 21 คน ผศ.เสาวนีย์และเพื่อนนักวิชาการ จึงได้ระดมทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้ถูกดำเนินคดี ด้วยการตั้งกองทุนช่วยเหลือนักโทษการเมืองเสื้อแดง หรือ Redfam Fund ขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 

ท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้งในช่วง 1 ปี หลังความรุนแรง น้อยนักที่นักวิชาการจะแสดงตัวว่าเป็นนักวิชาการที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของ นปช. หรือคนเสื้อแดง เดอะอีสานเรคคอร์ดจึงถาม ผศ.เสาวนีย์ ว่า ไม่กลัวกับการถูกเรียกว่า “นักวิชาการเสื้อแดง หรือ นักวิชาการควายแดง”?  

“คนเราถึงจุดหนึ่งเราต้องตัดสินใจและเลือกว่าเราจะทำอะไร จากการประเมินและชั่งน้ำหนักแล้วคือ ไม่ได้คิดอะไรเลย ใช้คำว่าไม่ได้แคร์ว่าคนจะคิดกับเราอย่างไร แล้วเราก็ไม่เคยใช้ความเป็นนักวิชาการมาทำในเรื่องนี้ แต่ใช้ความเป็นคนๆ หนึ่งในสังคม เราอยู่ใกล้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นรอบตัว มันเป็นเรื่องของทุกคน”

เป็นคำตอบของ ผศ.เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ แห่งคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ที่คลุกคลีกับครอบครัวของนักโทษการเมืองมากว่า 10 ปี 

ดูวิดีโอเพิ่มเติม ตอน “วาทกรรมว่าด้วยควายแดง คนเสื้อแดง” 

Scroll Up