ซีรีส์ชุด “1 ทศวรรษ พฤษภาฯ เลือดปี’ 53” (8) – งั้วง่าว

ภาพหน้าปกจาก istock.com/Nikada

ภู กระดาษ เรื่อง 

อ่านชื่อเรื่องเสร็จแล้ว เนื้อเรื่องทั้งหมดก็รอฉันอยู่ในบรรทัดถัดมา;

ยังเช้ามัวซัวที่มาถึงใต้ต้นมะยมฝาดข้างอาคารสำนักงานที่ทำการไปรษณีย์ เหนือม้านั่งหินอ่อนใต้สะโพกของคุณ ลมอ่อนๆ แต่ก็เย็นเยียบถึงกระดูกพัดมาจากทิศตระเว็นออกเฉียงเหนือของประเทศ ก้อร่อก้อติกกับใบมะยมสาวอย่างใกล้ถึงที่พึงปรารถนาเข้าในทุกที และในส่วนใบที่มีอายุมากจนละความสดเขียวก็ถูกผลักไสให้พ้นข้วนก้านลงละลิ่วกองบนพื้นคอนกรีต ฝนฟ้าตั้งเค้าสีจาง น้ำหนักเกินลอยละลิ่วหยอกเอินกันคิกคัก หอมดอกกันเกราที่ละล่องมาในสายลมจากที่ไหนสักแห่ง ปลุกให้คุณจมลงไปกับบรรยากาศรออาบน้ำใช้แล้วอยู่ใต้ศาลาในพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปเมื่อครั้งยังเด็ก 

แม่ค้าขายขนมกล้วยแขกใส่เสื้อแขนกุด สวมกางเกงยีนส์ขาสั้น เผยผิวนวลขาวอล่องฉ่อง นั่งหาวหวอดๆ ราวถูกเกาะกุมเต็มตื่นด้วยเงื่องหงอยเดียวดาย อาคารหน้าจั่วยกพื้นสูงสีขาวประดับประดารูปภาพต่างๆ และโปสเตอร์ต่างๆ และไฟแสงสีระยิบระยับตลอดวันตลอดคืนเจ็ดวันต่อสัปดาห์ จมอยู่ในความมัวซัวราวกับโลงศพตลอดวันคืนของการตั้งสวดบำเพ็ญบังสุกุลรอการฌาปนกิจ รถราวิ่งสวนทางกันไปมาอย่างรีบเร่ง อยู่ขวักไขว่แผดเสียงไม่บันยะบันยัง เสียงจ่อกแจ่กจอแจอย่างเคยปรากฏในเวลาเดียวกันที่รู้สึกนี้ ไม่ปรากฏในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของอำเภอยังที่ฝั่งต้องเดินข้ามถนนไป ในที่ผ่านมา คุณเล่าสู่ฉันไว้ตรงบรรทัดนี้ว่า หูของคุณจะอื้อชาทีเดียวเมื่อเดินผ่านก่อนจะข้ามถนนมาฝั่งนี้ ทั้งเสียงครูเสียงนักเรียนปนเปกันจนเป็นเสียงจ่อกแจ่กจอแจเพียงเสียงเดียว คุณว่า แม้จะหูอื้อหูชาบ้างแต่ก็ไพเราะดีเหมือนกับที่เคยยืนใต้ต้นมะม่วงป่าข้างทาง ดินทรายเย็นซืดคราวต้อนงัวควายกลับเข้าคอก นกเอี้ยงหลอดตัวสีน้ำตาลก็จะส่งเสียงเช่นนี้เหมือนกัน และสามารถตรึงให้นิ่งอยู่นับนานจนบางครั้งก็อยากที่จะล้มตัวลงนอนอยู่ใต้ต้นมะม่วงป่าต้นนั้นเลยทีเดียว 

เสียงตามสายกระจายเสียงที่ติดอยู่อย่างหนาแน่นทั่วไปเปิดเพลงปลุกขวัญและกำลังใจ ซึ่งเท่าที่คุณได้ฟังมาก่อนหน้านี้ระหว่างรอขึ้นรถโดยสาร ณ สถานีขนส่ง นอกจากเปิดเพลงแล้ว ก็ยังมีการแจ้งบอกข้อควรปฏิบัติสลับกับการเทศนาย้ำเตือนในศีลธรรมจริยธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีต่างๆ และกฎหมายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในทุกชั่วโมง เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและดีงามในบ้านเมือง อีกทั้งยังรายงานข่าวเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และคณะทูตจากประเทศต่างๆ รวมไปถึงคณะนักธุรกิจ นักสิทธิมนุษยชน ศิลปิน นักร้อง นักเขียน กวี นักสื่อสารมวลชน และคณะบุคคลต่างๆ ที่ได้ตบเท้าเข้าแสดงความยินดีต่อท่านผู้นำประเทศอีกด้วย 

เพลงปลุกขวัญและกำลังใจนั้น ส่งเสียงแหบพร่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รักษาระดับการกระจายเสียงไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย คล้ายว่าเรี่ยวแรงมีมากมายเกินกะเกณฑ์ได้แน่ชัดนั้น อวลอยู่ในร่างกายของคุณในตอนหลังจากที่แทรกชอนผ่านรูหูเข้ามาได้อย่างแบบแอ้บส้อร์บซั่นในทุกอณู 

ฝูงทหารหาญรักษาการณ์อยู่ในป้อมรักษาการณ์ด้านหน้าของโรงเรียนกว่าสิบนายกำลังเรียกแถวชิดและปรับวินัย โดยที่คุณคาดว่า นายทหารที่ออกคำสั่งอยู่นั้นน่าจะเป็นผู้บังคับหมู่ประจำป้อมแห่งนี้ ความขึงขังเอาจริงเอาจังทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยและหัวใจเต้นแรง เสียงดังฟังชัดหน้าตั้งหลังตรง ผุดลุกผุดนั่งหมอบกลิ้งสลับ ทำให้คุณรู้สึกร้อนแสบตามแขนขาและเนื้อตัว แต่คุณก็ไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่า ฝูงทหารหาญเหล่านั้นจะมีความรู้สึกอย่างที่คุณรู้สึกหรือไม่ และคุณก็อยากจะถามถึงความรู้สึกของฉันอยู่เช่นกัน แต่คุณก็ว่าเพียง แต่ไม่อยากจะถามให้เสียเวลาหรอกนะ แล้วคุณก็จึงว่าออกต่อมาอีกเล็กน้อยว่า ช่างมันเถอะ ว่าไหม? 

หลายวันก่อนหน้าที่คุณจะเดินทางกลับบ้านเพื่อไปร่วมงานศพลุงของคุณ ที่รักและเคารพสุดซาบซึ้ง ที่ขาดใจตายลงด้วยพิษของฝนพิษขนาด 5.56 มิลลิเมตรพรุนร่าง ณ เมืองหลวงกรุงเทพมหานครในช่วงการเข้ากระชับพื้นที่ แม้ว่าอันแท้จริงแล้วนั้น ลุงของคุณอีกไม่กี่ปีก็คงจะตายห่าไปเองตามธรรมชาติอยู่แล้วก็ตาม และใช่ว่าคุณโมเมพร่ำพูดออกมาด้วยความคะนองปาก หากว่าถ้อยคำเหล่านี้นั้นลุงของคุณเป็นคนบอกกับคุณเอง พร้อมเสียงหัวเราะเต็มเสียงครั้งแรกในรอบหลายสิบปี นับตั้งแต่คุณจำความได้ในบ่ายอันร้อนระอุตรงแยกราชประสงค์ ครั้งคุณเข้ามาเยี่ยมยามและหาข้าวของเครื่องใช้มาฝากให้ เมื่อทราบข่าวจากแม่ในวันหลังความตายจากการเข้าขอคืนพื้นที่โดยฝูงทหารหาญอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือที่แยกคอกวัวแล้วว่า ข้าวสารที่สีมาจากบ้านรอบที่สาม เพื่อเป็นเสบียงกรังในการนั่งหลบตามตอม่อเสารางรถไฟฟ้าเพื่อยืนยันให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยภายใต้การอุ้มชูจากค่ายทหารยุบสภาเพื่อจะได้มีการจัดการเลือกตั้งกันใหม่ กำลังร่อยหรอลงจนเกือบหมดแล้ว 

คุณได้รับการแจ้งทางโทรศัพท์จากหลายคนที่รู้จักมักคุ้นกัน ว่าได้ส่งจดหมายและพัสดุมาให้ทางไปรษณีย์ระบุที่อยู่ตามหมายเลขตู้ไปรษณีย์เช่าแบบรายปีของคุณ แต่ไม่ยอมบอกรายละเอียดใดๆ ว่าของเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง พลอยให้คุณตื่นเต้นไปด้วย แม้ว่าจะออกบ่อยครั้งต่อเดือนที่คุณได้รับจดหมายหรือพัสดุจากใครๆ ที่ส่งมาถึงโดยไม่ระบุรายละเอียดใดๆ มาพร้อมด้วยก็ตาม ไม่แตกต่างจากที่คุณรอคอยด้วยรู้สึกประหนึ่งรอคอยจดหมายจากใครบางคนที่คุณเฝ้าคะนิงหานั่นเลย

ฝูงทหารหาญเปลี่ยนจากแถวชิดและการปรับวินัยมาเป็นการยิงรัวบ้าง-ยิงทีละนัดบ้าง เอ็มสิบหกขึ้นฟ้า เล็งเป้าหมายที่หมู่เมฆคล้อยต่ำ น่าจะสนุกสนานและได้ผ่อนคลายจากแบบฝึกมากมายทีเดียว คุณคิดในใจให้ฉันได้ยิน และเผยต่อไปว่า อีกสักเท่าไหร่คุณก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ในอากาศอ้อยอิ่นมัวซัวเช่นนี้ที่เจ้าพนักงานไปรษณีย์จะมาเปิดประตูเหล็กเลื่อนขึ้นเพื่อทำการให้บริการ คุณไม่มีนาฬิกา และแม้ว่าจะมีโทรศัพท์มือถือที่บอกเวลาได้ด้วย แต่คุณก็เก็บมันไว้ในกระเป๋ากางเกงและไม่คิดจะล้วงมันออกมาเพื่อดูเวลา คุณบอกฉันอย่างไม่นึกถึงความรู้สึกว่า ขี้เกียจน่ะ และก็ไม่รู้ทำไมถึงต้องขี้เกียจด้วย และถึงจะรู้เวลาก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะอย่างไรก็ไม่รู้อยู่ดีแหละว่า เวลาทำการของไปรษณีย์จะเริ่มต้นที่เวลากี่นาฬิกา พอพูดจบ คุณก็เล่าต่อไปถึงความเมื่อยล้าจากการเดินทางตลอดเกือบยี่สิบชั่วโมง จากบ้านมายังสถานที่แห่งนี้ และจะต้องนั่งรถโดยสารประจำทางต่อไปอีกกว่าห้าสิบกิโลเมตรยังสถานที่แห่งโน้น และนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าไปอีกสิบกิโลเมตร ก่อนจะเดินเท้าอีกราวๆ หนึ่งกิโลเมตรก็จะถึงบ้านพักของคุณอาศัยอยู่ คุณถามฉันว่า เคยเดินทางแบบนี้บ้างไหม? แต่ไม่ทันที่ฉันจะตอบ คุณก็บอกอีกว่า ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรหรอก ถามไปอย่างนั้นเองแหละ บางครั้งก็อยากถามไปเฉยๆ แค่นี้

บ้านพักจงอาศัยสำหรับพนักงานบริษัทเอกชนเบอร์สี่ในตลาดส่งออกและเบอร์หนึ่งตลาดในประเทศด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ในหุบเขาที่คุณเดินทางข้ามเขาแผงม้ามาเข้าทำงานประจำอยู่แห่งเดียวตั้งแต่เรียนจบได้สองปี หลังจากที่คุณอาศัยอยู่บ้านทำนา ทำไร่ และทำสวนตามความคิดฝันอันเจิดจ้าที่ได้รับการศึกษามาและการกระตุ้นบอกจากทฤษฎีด้านการทำการเกษตรแบบทางเลือกใหม่ๆ แต่ไปไม่รอด นอกจากตัวคุณจะรู้สึกว่าหนักกายเสียเหลือเกินกับเรี่ยวแรงที่ทุ่มลงไปบนผืนดินหลายสิบไร่แล้ว เรื่องรายรอบตัวคุณก็ประเดประดังชนิดที่ว่าไม่เคยอยู่ในจินตนาการและเคยได้รับรู้มาของคุณเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เล็กจนโต จนเรียนจบขั้นปริญญาแล้ว คำถามต่างๆ ราคาผลผลิต ศัตรูและโรคพืช คุณภาพพันธุ์พืชและดิน การบำรุงรักษาและน้ำรดเลี้ยง ต้นทุนการผลิตต่างๆ และทั้งค่าใช้จ่ายในแต่ละวันที่ต้องกินต้องใช้ และหนี้สินต่างก็ไม่ได้บันเบาสร่างบางลงเลย มีแต่สุมอูดเข้าใส่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และท้ายที่สุด คุณก็จึงเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเดินทางมุ่งสู่ดินแดนน้ำไหลไฟสว่างทางดีมีงานให้ทำนับตั้งแต่นั้น

คุณใช้มือนวดที่บ่าไหล่ไปด้วยขณะที่กำลังเล่าถึงความเมื่อยล้าอยู่นี้ คุณต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าราวๆ ห้านาฬิกา พร้อมนักเรียนไปโรงเรียน เพื่อไปขึ้นรถเข้ากรุงเทพมหานครอยู่สถานีขนส่งในตัวจังหวัดที่ไกลจากหมู่บ้านกว่าหกสิบกิโลเมตรเพื่อให้ทันกาลรถโดยสารที่เคลื่อนออกจากหมู่บ้านเพียงเที่ยวเดียวต่อวัน พอถึงตัวจังหวัดซึ่งเที่ยวรถไวที่สุดที่คุณรอคอยจะเคลื่อนออกจากสถานีขนส่งในเวลาสองทุ่มตรง คุณจึงมีเวลาอยู่มากเกินความจำเป็น ในบางครั้งที่คุณขี้เกียจไปเดินเล่นตามสถานที่ต่างๆ ที่คุณอยากจะไป เช่น สวนสาธารณะริมหนองน้ำใหญ่ ห้างสรรพสินค้ามีร้านหนังสืออยู่ในนั้น ซึ่งต่างๆ ก็มีเพียงเท่านี้หรือมากเกินไปสำหรับการนั่งอ่านหนังสือที่คุณเอาติดตัวไว้ด้วยอยู่เสมอ มากเกินตรงที่ว่า สมาธิของคุณไม่มีมากพอที่จะจดจ่อกับตัวหนังสือเบื้องหน้า เพราะหูของคุณมักจะคอยสะกิด จมูกของคุณก็จะคอยสะกิด ผิวหนังของคุณก็จะคอยสะกิดอยู่เสมอๆ แต่คุณก็ต้องก้มหน้าก้มตาอ่านไปอย่างนั้นนั่นเอง หากว่าคุณขี้เกียจที่จะไปเดินเล่นตามที่ต่างๆ ข้างต้น 

คุณละมือออกจากบ่าไหล่อย่างไม่ขี้เกียจเหมือนกับที่ขี้เกียจล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อดูเวลา ถูกเปิดออกกระเป๋าสะพายสีนวลไข่ไก่พันธุ์เรดไอร์แลนด์โร้ด คุณก้มหน้าส่องก่อนจะล้วงมือเข้าไป หนังสือเล่มหนาที่คุณเอาออกมาจากกระเป๋าอย่างไม่ขี้เกียจนั้นชื่อ “บ้านปรารถนารัก” ซึ่งเขียนโดย “อิซาเบล อาเยนเด้” และแปลโดย “หนึ่งฤทัย แรงผลสัมฤทธิ์” และทันที คุณก็เปิดไปยังหน้าที่คั่นไว้ และเริ่มอ่านในใจโดยที่เผยให้ฉันได้รับรู้ด้วยราวกับอ่านออกเสียง ราวกับที่ฉันได้อ่านเองกับตน 

‘ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ดีใจที่เกิดรัฐประหาร เพราะนั่นหมายถึงจะได้มีระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียมที่ดีงาม ผู้หญิงใส่กระโปรง และผู้ชายไว้ผมสั้นเหมือนเดิม แต่ในไม่ช้าก็เริ่มจะลำบาก เพราะราคาสินค้าที่สูงและการว่างงาน เงินเดือนไม่พอกิน ทุกครอบครัวมีคนที่จะเสียใจให้ และไม่อาจกล่าวเหมือนตอนแรกได้อีกต่อไปว่า หากมีคนถูกจับ ตาย หรือลี้ภัยไปก็เป็นเพราะสมควรแล้ว พวกเขาไม่อาจปฏิเสธเรื่องคนถูกทรมานได้อีกต่อไปเช่นกัน

ในขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่หรูหรา การเงินที่มหัศจรรย์ ภัตตาคารอาหารหายาก และบริษัทนำเข้าสินค้าเจริญรุ่งเรือง ที่ประตูของโรงงานอุตสาหกรรม มีคนว่างงานเข้าแถวกันรอโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานในอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ลูกจ้างแรงงานลดระดับลงเหมือนเป็นทาส และบรรดานายจ้างก็สามารถไล่คนงานออกตามอำเภอใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยและส่งผู้ที่โวยวายแม้เพียงนิดเดียวเข้าคุกได้…’ 

คุณเงยหน้าขึ้นจากหน้าหนังสือและนิ่งเหม่อ ก่อนจะพูดกับฉันว่า รู้สึกหายใจติดขัดอย่างไรไม่รู้ คงอ่านต่อจนจบเล่มไม่ได้แน่ๆ เลย น้ำเสียงของคุณก็ดูแผ่วเบาและยืนยันความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี และการถอนหายใจตามมาอีกเฮือกหนึ่งอย่างคนที่หมดอาลัยตายอยากนั้น ก็ทำให้คำอธิบายทั้งหมดสมบูรณ์หมดจดขึ้นมาก แล้วคุณจึงเก็บหนังสือเล่มหนาเข้าคืนสู่กระเป๋าสะพายอย่างเรียบร้อย

ยังคงนิ่งงันอยู่เช่นนั้นและหายใจอยู่อย่างผะแผ่วไม่บันเบา คงต้องลุกยืนสักหน่อยแล้ว คุณว่าออกมาพร้อมกับทะลึ่งตัวลุกขึ้นและก้าวออกมาจากม้านั่งหินอ่อนเดินนำไปยังอาคารที่ทำการไปรษณีย์ ก้าวขึ้นบันไดสามขั้น หยุด แล้วจึงอ่านตัวหนังสือที่จมอยู่ในกระจกใสเป็นแถวๆ เรียงรายลงมาจนครบทุกถ้อยความ โดยที่ฉันไม่รู้ว่าข้อความเหล่านั้นบ่งบอกถึงเรื่องราวอะไร คุณอ่านในใจและก็ไม่ยอมเผยออกมาสู่ฉันใดๆ ในบรรทัดนี้ มีเพียงเสียงครางในลำคอของคุณเท่านั้นที่เล็ดลอดออกมา อืมห์อือ.. และส่ายหัวง็อกแง็กพร้อมกับถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง เสียงปืนยิงก้อนเมฆยังดังจากป้อมของฝูงทหารหาญไม่มีทีท่าว่าจะสงบสงัดลงในเวลาอันสั้นจั้นจ้อนี้ รถราวิ่งตามทางถนนก็ยังขวักไขว่คงเดิม แต่ผู้คนสัญจรตามฟุตปาธริมถนนนั้น นานๆ จึงจะมีผ่านไป-มาสักคน เสียงตามสายกระจายเสียงแหบพร่ายังผลัดเวียนวนไปเรื่อยๆ อย่างแข็งขัน คุณเดินหงอยๆ กลับมายังม้านั่งหินอ่อนใต้ร่มมะยมฝาดอีกครั้ง 

คุณนั่งนิ่งเหม่อมองอยู่สักพักก่อนที่จะเปิดกระเป๋าสะพายพร้อมทั้งหยิบกระดาษสมุดจดที่ฉีกเป็นแผ่นๆ ออกมาจากเล่ม ราวๆ สามสี่แผ่น และสมุดจดสีน้ำตาลที่ได้รับแจกจากหลวงรัฐโดยทั่วไปตามโรงเรียนท้องถิ่นหมู่บ้านของคุณ ภาพปกหลังชายคนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลงยังนั่งกอดเข่า เปลือยกาย หัวสุบระหว่างเข่าเผยซี่โครงบานอยู่เช่นเดิม มีคำโปรยไว้ให้ได้อ่านเล็กน้อย “ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” และภาพปกหน้าก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน คุณควานหาดินสอดำที่เหลาจนแหลมออกมาพร้อมกันด้วยในบรรทัดนี้ และเงยหน้ามาบอกกับฉันว่า อย่างน้อยก็ไม่ให้อยู่ว่างเกินไป จะเขียนเล่าอะไรสักหน่อยให้อ่านนะ เขียนร่างจนจบไปแล้วละร่างหนึ่ง คราวนี้ที่จะเขียนก็จะเกลาไปด้วยสักหน่อย อ้างอิงจากเรื่องจริงที่เป็นเรื่องราวเสี้ยวเศษของสองสามวันก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นนานแล้วนั่นแหละ แต่ขอบอกไว้ก่อนตั้งแต่ตรงนี้เลยว่า มันอาจจะไม่ได้น่าสนใจมากเท่าไหร่ จะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้ ไม่เป็นไร แล้วแต่สะดวกก็แล้วกัน มีอะไรอื่นๆ ต้องทำก่อนอีกหรือเปล่า? คุณไม่ได้หยุดเว้นวรรคที่จะฟังความเห็นของฉันแต่ประการใด ก็เริ่มก้มหน้าและจรดดินสอลงไปยังหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าเพื่อคัดลอกข้อความจากกระดาษเป็นแผ่นสามสี่แผ่นที่วางอยู่ใกล้ๆ ในทันที 

‘เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้ความจริงจากปากของแม่ ก็เมื่อวันสุดท้ายในงานศพของลุงแล้วนั่นเอง ข่อยบ่เคยรู้มาก่อนเลยว่า พ่อก็เคยมาทำงานรับจ้างถางป่าฟันไร่อยู่ในละแวกใกล้กันกับที่ข่อยทำงานอยู่ในปัจจุบันนี้ และลุงที่เพิ่งตายไปนั้นก็เคยเป็นคนรักเก่าของแม่ที่แม่บ่เคยสร่างคลายใดๆ ลงในพิษสงนั่นเลย 

แต่เล็กจนโตพอรู้ความคน ข่อยเคยสงสัยว่า ทำไมลุงถึงบ่มีเมียเป็นตัวเป็นตนกับใครเขาสักที ทั้งที่อายุอานามก็บ่ได้น้อยๆ แล้ว แต่ก็บ่เคยได้ถามเอาเป็นจริงเป็นจังสักที และการที่ลุงบ่มีเมียก็ดีเหมือนกัน เพราะลุงก็จะได้บ่มีลูก และก็จะบ่ต้องมีใครมาแย่งลุงไปจากข่อย พ่อของข่อยหน้าตาเป็นอย่างไรก็บ่อาจรู้ได้ ภาพถ่ายสักแผ่นก็บ่เคยมีหลงเหลืออยู่ติดบ้าน มีแต่ลุงเท่านั้น ที่ข่อยเรียกลุง แต่รู้สึกเหมือนเป็นพ่อแท้ๆ ลุงบ่เคยแต่งงานและบ่เคยตกลงปลงใจร่วมเตียงเคียงหมอนกับผู้ใดเลย แต่ก็บ่เคยขาดคนร่วมเรียงเคียงหมอนในชั่วยามนกเอี้ยงสนทนาจวบไก่ขันแล้วพลันละลาจากกัน แม่เล่าเรื่องนี้ที่ข่อยบ่เคยรับรู้มาก่อนออกมาให้ข่อยฟังด้วยอารมณ์อันเศร้าโศกอย่างถึงที่สุดในคืนก่อนหน้าที่จะนั่งรถออกจากบ้าน ด้วยน้ำตาไหลอาบแก้มปานน้ำจากตาน้ำซับบนภูน้ำย้อยตลาดค้าขายเมื่อครั้งเขมรแตกทัพ ไหลถึงขนาดที่ว่าตอนแม่เล่าจบนั้นร่างกายของแม่ซีดเซียวและแห้งเหี่ยวลงกับสองตานั่นเลย ริ้วรอยบนดวงหน้าถี่ยิบ ผิวหนังย่นยู่ยานหย่อนเนื้อเละเหลว ข่อยนิ่งนั่งฟังอย่างให้นึกคิดเคล้าคลอไปด้วย แต่บางห้วงบางจังหวะก็ถูกกลบเกลื่อนบ้างจากที่นึกคิดในเรื่องที่แม่เล่าออกมาก่อนหน้า 

จบ ป.4 โดยการตัดเจียนใบตองกล้วยแห้งเป็นตองพันลำยาเส้นและยาเส้นอีกหนึ่งกะทอนั่นแหละที่แม่เริ่มจะมีใจให้กับลุง อายุแม่ตอนนั้นก็สิบห้าปีพอดี นมตั้งเต้า ขนหมอยตามที่ลับกำลังอุยอ่อนระไหว ลุงเป็นลูกผู้พี่ของแม่และสนิทสนมกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และมาสนิทสนมกันมากขึ้นตอนที่แม่เรียนจบ ป.4 และในระหว่างที่ต้องขึ้นภูขึ้นผาไปทำไร่ทำสวนด้วยกันนั่นเองที่แม่ตกหลุมรักลุงอย่างยากที่จะถอนตัวถอนใจ ลุงเป็นชายหนุ่มผิวดำเกลี้ยงและมีร่างกายสูงใหญ่บึกบึน มีแววตาที่คมกล้าบ่หวั่นเกรงใดในวัยหนุ่มคราวนั้น จากการที่ต้องทำงานตามไร่นาอย่างหนักและผ่านการมีชีวิตแบบไทบ้านป่าขาดอนดิบเถื่อน จนเป็นที่หมายปองของสาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลาย แต่ลุงก็บ่ได้สนใจไยดีกับผู้ใดเลยแม้สักคนเดียวที่จะอยู่ด้วยกันจนจวบฟ้าสลายดินมลาย แค่ชั่วข้ามคืนหรือชั่วแล้วเสร็จข้าวเที่ยงเท่านั้นที่ประพฤติปฏิบัติสืบมา

อีพ่อกูตายกลางทางเกวียน รอยบาดแผลจากถูกมีดแทง หรือขวานฟันบ่มีให้เห็นสักแผลดอกนะ มีแต่รอยฟกช้ำดำเขียวบ่ต่างจากตามร่างกายของน้องชายฮักหอมกันของแกในอีกสิบกว่าปีต่อมา พวกที่ฆ่าอีพ่อกูก็เป็นพวกเดียวกันกับที่ฆ่าน้องชายฮักหอมของแกนั่นแหละ ปีนั้นแหละที่กูต้องขึ้นภูหลังซำปีกาไปทำไร่ทำสวนพร้อมกับอีพ่อใหญ่ พี่น้องป้องปาย และอ้ายอำคา

แล้วเสร็จงานศพอีพ่อใหญ่ของข่อยนับมาอีกหลายเดือนจนเลยยามเอากล้าเอานา ฟ้าฝนก็ยังตกกะปริดกะปรอยวันละนิดวันละหน่อย อย่างกับเยี่ยวของผู้หญิงมานลูก ทั้งดินดอนรอบหมู่บ้านก็จืดชืดปลูกฝังอะไรบ่งอกงามมาหลายปีติดต่อกันมาแล้ว ก็มีแต่ทางภูทางผานั่นแหละที่พอมองเห็นว่าดินยังดำน้ำยังชุ่มอยู่หลาย ข้าวปลาอาหารที่กินมาตั้งแต่แล้วเสร็จนาของปีที่ผ่านมาก็ร่อยหรอลงจนขอดเล้าตำกิน จึงตกลงปลงใจกันเกือบทั้งหมู่บ้านที่จะขึ้นไปทำไร่ข้าว ทำสวนปลูกพริก มะเขือ และฟักทองบนภูหลังซำปีกา และยังจะได้เดินทางลงไปหมู่บ้านอัลลอง เวง ในเขตแดนเขมรเมืองลุ่มเพื่อไปหาปลาร้าปลาแดกมากินกันบ่อยครั้งขึ้นกว่าเคยเป็นมาบ้างด้วย และแม้ว่าในตอนนั้น การสู้รบกันเริ่มลุกลามมาถึงภูหลังซำปีกาแล้วก็ตาม ระหว่างทหารหลวงรัฐกับทหารป่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แต่ก็บ่ได้มีใครหวาดกลัวหรือเป็นกังวลเท่าไหร่นัก ด้วยว่าทหารป่าคอมมิวนิสต์จะน่าหวาดกลัวอย่างที่ทางรัฐได้มาบอกกล่าวชี้แจงแจ้งเตือนอยู่บ่เคยขาดอย่างเข้มข้นก็ตาม แต่ทว่าพวกทหารป่าเหล่านั้นก็เป็นพี่น้องป้องปายที่รู้จักคุ้นเคยกันจากอีกหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่รายรอบกันนั่นเอง พูดจากันก็รู้เรื่องดีอยู่ปกติ บ่เคยเห็นพวกนั้นมันฆ่ามันแกงไทบ้านคนใดเลยสักคน ก็ยังได้ไปมาหาสู่แบ่งพริกแบ่งปลากินกันอยู่เป็นประจำก่อนหน้านั่นเอง ครอบครัวของแม่ มีอีพ่อใหญ่ทวดกับแม่เท่านั้นที่หาบกระบุงคอนกะต่าขึ้นภูไปในคราวนั้น แม่เป็นลูกสาวคนโตที่มีน้องๆ ชายหญิงอีกเจ็ดคน และอีแม่ใหญ่คอยอยู่หลัง ส่วนครอบครัวของลุงก็ยกกันไปเกือบหมดทั้งครัว และแม่ว่า ปู่กับพ่อที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งก็เทียมเกวียนงัวแดงงามคู่ขึ้นไปคราวนั้นพร้อมกันด้วย 

ความรู้สึกของแม่ที่มีต่อลุงเริ่มต้นพร้อมกับเรี่ยวแรงที่โถมลงสู่ผืนไร่ ถางฟัน กองสุม จุดเผา ขุดโค่น ไถ่พรวน ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ข้าวเล็บแย้ พริก มะเขือ และฟักทองอยู่เคียงกันจนอายเหยของกลิ่นเหงื่ออวลเข้าชอนดิกอยู่ซ่านตัวตนรู้สึกของแม่ ลุงมักถอดเสื้อเสมอยามลงไร่ลงสวน เผยรูปร่างกำยำท้าทายเพลิงแดดกล้ามเนื้อตามแขน ขา หน้าท้อง แผ่นอก สันหลังเป็นมัดๆ ปูดโปนพร้อมแรงเหวี่ยงมีดพร้า เหงื่อผุดอาบปานว่าเพิ่งขึ้นมาจากอาบน้ำในหุบห้วยวังสะเอิงกวนวับวาวนัยน์ตา แม่ได้แต่แอบชำเลืองมองและกลั้นหายใจกลืนน้ำลายในทุกคราว บ่มีคำพูดใดหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากแต่เลือดสาวไหลเวียนฉีดซ่านจนร้อนผะผ่าวบ่เป็นอันอยู่อันทำงานใดๆ กินข้าวกินน้ำก็พอดมๆ ราวกับงัวแม่สาวเพิ่งรู้สึกปั่นป่วนในเรือนกายเป็นครั้งแรกที่เล็มกินหญ้า เพียงรู้รสก่อนจะเดินสลับวิ่งไปในทั่วท้องทุ่งกว้างอย่างบ่รู้หิวหรือเหน็ดเหนื่อย ในบางครั้งบางวันก็เซแสดถลาเข้าไปอลอัวอยู่ข้างอยู่เอวได้สัมผัสเนื้อต้องตัวแม้เพียงท่อนแขนเฉียดชนท่อนแขนก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมามากหลายนักหนา ลุงได้แต่เพียงส่งยิ้มกลับคืนให้ที่บ่สามารถล่วงรู้ลึกในใจได้ว่าคิดอะไรอยู่บ้าง บางวันแม่ต้องกระโจมอกลงอาบน้ำในห้วยตรงเวินวังสะเอิงกวนอยู่รอบแล้วรอบเล่า นอนลอยคอแช่น้ำเพริดไหลไปกับจินตนาการที่พลุ่งผุดอยู่นับนาน และพอตกค่ำลมวอนวอยตระเว็นคล้อยต่ำลง แม่เฝ้ารอแต่เวลานี้อยู่นักหนาที่จะได้ลงอาบน้ำในห้วยพร้อมกับลุง จะได้ดำผุดมุดหายลงลึกเร้นใต้ผืนน้ำสีทะมื่นดำแล้วหยอกเย้าปะป่ายพันเกี้ยวกันและกัน เสียงตีกลองน้ำของแม่จะรัวเร็วหาจังหวะบ่พบเจอยามที่ลุงจมหายไปจากผิวน้ำ และแม่จะปล่อยอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดออกมาอย่างบ่เหลือเก็บกักไว้ ในยามค่ำคืนแสงดาวพราวพร่างน้ำหมอกจากเกลือกลงพรมกลั้วใบไม้และผืนดิน เมื่ออาญาบุญจันเริ่มรัวฆ้องดังมาจากส่วนลึกที่สุดของเวินวังสะเอิงกวน ฆ้องที่จมหายไปอยู่ใต้ผืนน้ำตั้งแต่ครั้งกองทัพสยามยกกำลังขึ้นมาปราบปรามกบฏผู้มีบุญบนภูหลังซำปีกาซึ่งจมทิ้งได้แต่เพียงฆ้องทองเหลืองขนาดเท่าล้อเกวียนเท่านั้น บ่สามารถปราบปรามอาญาบุญจันและกองกำลังกบฏให้ราบคาบลงได้แต่อย่างใด และต้องพ่ายทัพแตกกระเจิงกลับคืนสู่ฐานที่ตั้งมั่นยังเมืองขุขันธ์ด้วยความบอบซ้ำและแค้นอุกอั่งสุม และแน่นอนว่า อีกหกเดือนต่อมา หัวของอาญาบุญจันก็ถูกเอาไปเสียบประจานอยู่กลางสี่แยกเมืองขุขันธ์ให้สาแก่ความคั่งแค้นทั้งมวล แต่ใครเลยจะเชื่อได้ว่าเป็นอาญาบุญจันตัวจริงที่รุกรบกันยังภูฝ้ายจนพ่ายพลั้งแก่กองทัพสยามในคราวนั้น ต่างก็ว่านั่นเป็นเพียงเสี่ยวเหยเกยฮักของแกต่างหากที่เป็นผู้ถูกตัดคอ อาญาบุญจันนั้นยังอยู่ที่ภูตะแบงนี่ต่างหาก และหลวงปู่ซวงโกนตาเบ๊าะอายุห้าร้อยกว่าปีก็ยังยืนยันต่อญาติโยมได้อยู่เสมอว่า อาญาบุญจันยังบ่ตายมาจนจวบทุกวันนี้ 

แม่จะนอนขดหันหน้าเข้าฝาห้อง หันหลังให้พี่น้องป้องปายวัยแน่งน้อยป้อยอ่อนวัยแก่กร้านที่นอนอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วสอดมือเข้าใต้ผ้าถุงป่ายเปะปะไปตามหว่างขาและท้องน้อยหัวหน่าวและลึกเร้นลงไปทั่วอาณาบริเวณใกล้เคียงกันนั้น ข่มกลั้นเสียงถะถั่งหายใจกัดขบริมฝีปากแน่นหนาบ่ให้เล็ดลอดออกมา เคลื่อนไหวนิ้วสัมผัสเร่งเร่าตามจังหวะการตีฆ้องของอาญาบุญจัน และสิ้นสุดลงพร้อมกับเสียงฆ้องที่ขาดหายไป 

กูบ่ฮู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ความรู้สึกที่บ่อาจข่มกลั้นได้นี้ อายกะอายอยู่นะ และรู้ทั้งรู้แหละนะว่าเป็นอ้าย-น้องกัน และมันเป็นไปบ่ได้ดอกที่จะรักจะเอากันน่ะ แต่กูกะมักกะรักอ้ายอำคาอย่างหลงใหลจริงแท้ อยากอยู่ใกล้บ่ห่างนั่นเลยแหละ แม้อ้ายอำคาจ ะมีทีท่าบ่ได้สนใจไปเป็นอื่นเลยเกินความเป็นอ้ายเป็นน้องก็ตาม และดูเหมือนว่ามันก็จะมีความรักอยู่กับใครบางคนบนภูนี้อยู่เหมือนกัน ยามที่กูไปเทียวทางทุกเส้นอ่าวกระสันแล้ว แต่ก็บ่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ กูก็จะออกมานั่งรับลมอยู่ชานเถียง เบิ่งดาวเบิ่งอีเกิ้ง ฟังเสียงนกกลางคืนร้อง และเสียงใบไม้หยอกกันกับลมวอนวอยยามดึก และแทบทุกครั้งกูก็จะเห็นอ้ายอำคาเดินงุดๆ ออกมาจากป่าทางบ่อน้ำตาเต็ก และเพียงส่งยิ้มให้กูพร้อมกับถามซ้ำๆ คำเดิมว่า นอนบ่หลับหรือไร? ก่อนจะเสือกตัวเข้าไปในห้องนอนและหลับผล็อยไปในทันที และในทุกเช้า ในค่ำคืนอย่างนี้ผ่านพ้นไป จะมีใครสักคนใดคนหนึ่งที่ไปตักน้ำมากินจะต้องมาเรียกอีพ่อใหญ่ให้ไปเก็บดอกไม้บอกกล่าวยังบ่อน้ำตาเต็ก น้ำที่แห้งขอดลงไปแต่ยามใดบ่อาจรู้ได้จึงจะไหลออกมาอีกครั้งจนปริ่มขอบบ่อ

ในสายลมบางเบายามค่อนดึก หมดมวนยาเส้นพันลำใบตองแห้งควันจางค่อยๆ วับหายไป ลุงจะผละลงจากเถียงแล้วหายไปสู่บ่อน้ำดื่มแหล่งเดียวและเพื่อดื่มอย่างเดียวเท่านั้นของคนบนภูเป็นประจำเช่นทุกค่ำคืนผ่าน บ่อน้ำที่ห้ามใช้ซักเสื้อผ้า ล้างจาน หรืออาบ และแม้แต่มาหยอกเอินทำรุ่มร่ามต่อกันก็มีผลให้น้ำที่อั่งล้นปริ่มขอบบ่อแห้งเหือดหายไปได้ในพริบตา ต้องเก็บดอกไม้มาบอกกล่าวโดยใครคนใดคนหนึ่งที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่กว่าใครเสียก่อนนั่นแหละถึงจึงจะมีน้ำดื่มกันอีกครั้งหนึ่ง เป็นข้อห้ามที่ทุกคนบนภูหลังซำปีกาต่างรับรู้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับบ่อน้ำตาเต็กบ่อนี้ แม่ตัดสินใจออกเดินตามไปในค่ำคืนหนึ่งหลังจากปล่อยความสงสัยอูดอัวสุมรุมมาเนิ่นนาน แอบย่องย่างอย่างเงียบเชียบอย่างใบไม้ร่วงจากต้นโดยปราศจากสายลมนำพาตามติดไปในชั่วอึดใจ หลังจากลุงเดินไปก่อนหน้าแล้ว ลุงหยุดยืนอยู่ริมบ่อน้ำตาเต็กก้มลงส่องยังบ่อน้ำและหันซ้ายหันขวาอย่างคนที่รอคอยอะไรบางอย่าง ทั้งล้วงห่อยาเส้นออกมาพันลำจุดดูดไปพลาง การรอคอยกระวนกระวายอยู่มากบ่น้อยไปกว่าที่แม่เฝ้ารอคอยของลุง และบ่มีทีท่าว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เสียงป่าเขาสนทนากันยามค่ำคืนกังวานมาบ่ขาดห้วง แม่แอบซุ่มอย่างใจเย็นให้หน่ำใจความอยากรู้อยากเห็นกระจ่างชัดอยู่หลังโคนต้นไม้ใหญ่ ลุงพ่นควันยาดูดอย่างให้น้ำหนักกับการก้มลงส่องและหันซ้ายหันขวาเสียมากกว่า จนเนิ่นนานออกไปเรื่อยๆ จวบเสียงแรกของไก่ป่าขันมาก็ยังบ่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงแต่ลุงได้นั่งลงบนพื้นเพียงประเดี๋ยวประด๋าวก่อนจะลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง

แม่ละจากมาด้วยความตะลึงพึงเพริดก็เมื่อลุงลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงสู่บ่อน้ำตาเต็กแล้ว ลุงเดินลับหายลงไปเหมือนกับเดินขึ้นบันไดเฮือนอย่างไรอย่างนั้นเลย และบ่พบใครที่แม่สงสัยว่าจะได้พบ ที่ลุงอาจจะนัดพบกันอย่างลับๆ แม้สักคนเดียว

จึงให้ความคิดหวังของแม่ยังสุกสกาวอยู่บ่คลาย ว่าลุงบ่ได้มีใครอื่นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน และในระหว่างวันต่อวันนั้นเองที่พ่อเริ่มเข้ามาพูดคุยกับแม่ในยามเที่ยง ยามลงอาบน้ำ ยามค่ำคืนก่อนนอน โดยที่ลุงได้แต่ยิ้มให้และเฝ้ามองดูอยู่บ่ห่าง แม่บ่ได้ให้ความสนใจพ่อมากไปกว่าคนบนภูรู้จักกันเท่านั้น แม่ยังมีหลักปักแน่นอยู่กับลุงเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่พ่อก็ตามติดชิดใกล้บ่ลดรา

กูตัดสินใจถามเอาความกับอ้ายอำคาว่า คิดกับกูอย่างไรและได้บอกความในใจที่มันอั่งเอ้าบ่สร่างซาในอกในคืนหนึ่งหลังจากที่พ่อมึงมีทีท่าจะบ่ยอมแพ้อะไรไปง่ายๆ คืนนั้น กูตามแอบตามมันไปยังบ่อน้ำตาเต็กในอีกครั้งหนึ่ง ดึกจนน้ำหมอกชุ่มหญ้าแล้วคืนนั้น ลมวอนวอยสม่ำเสมอแต่ก็บาดเนื้อนัก กูบ่ได้รั้งรออีกอย่างเคยติดตามมาแอบซุ่ม ขณะอ้ายอำคายืนดูดยาพ่นควันโป่ยโป่ยอยู่นั้น กูก็จึงเดินเข้าไปหามัน มันตกใจอยู่พอควรและถามออกมาว่า มึงจะไปไหน? กูตอบไปว่า ตามมึงมานี่แหละ อ้าว…มึงตามกูมาทำไม? ตาโตขึ้นทันควันอ้ายกูนั่น กูมีเรื่องจะบอกจะพูดกับมึง อ้อ..กูตามมาดูมึงหลายครั้งหลายคืนแล้วด้วย อ้ายอำคาดูลุกลี้ลุกลนขึ้นในทันตาที่กูพูดจบ มันกระอึกกระอัก ปากบ่ไปไอบ่ดังออกมาในทันที กูจึงฉวยโอกาสนี้รุกไล่ต่อไปว่า มึงรู้อยู่ใช่ไหมว่ากูคิดกับมึงอย่างไร? แล้วมึงคิดอะไรอย่างนั้นกับกูบ้างหรือเปล่า? มันบ่ตอบกูออกมาในทันทีทันใด ปล่อยให้คำถามของกูค่อยๆ จางหายไปกับความเฉยเมยของป่ารายรอบ บอกมาสิ บอกกูหน่อยว่ามึงคิดอะไรกับกูบ้างไหม? กูยื่นมือไปจับแขนมันพร้อมในคราวนี้ บ่มีกิริยาใดแสดงออกมาหรือโต้ตอบสลัดทิ้ง มึงมารอใครอยู่ตรงนี้ทุกคืน กูบ่เห็นมีใครมาพบมึงสักที หรือมึงมารอพรายป่าพรายเขามาหา จะมารอใครมันก็เรื่องของกู และมีสิ่งที่กูรอนั่นแหละ… มันพูดยังบ่จบความดีด้วยซ้ำ กูก็ละมือออกจากแขนของมัน แล้วมาถอดเสื้อปลดผ้าถุงของกูออกจนเปลือยเปล่า เผยเนื้อหนังเต่งตึงแห่งวัยสาวน้อยป้อยอ่อน เผยซ่านเต็มหน้าเต็มตา กูคว้าเอามือมันมาตะปบที่เต้าอวบอูมในอึดใจต่อมา แต่มันก็สลัดทิ้งในทันใดเช่นกัน มึงก็รู้ว่า ระหว่างเรามันเป็นไปบ่ได้ มึงกับกูเป็นอ้ายน้องกัน อ้ายน้องกันแล้วทำไม เฮือนอื่นบ้านอื่น อ้ายน้องเอากันก็ตั้งเยอะแยะ มึงก็เห็นนี่ แต่นั่นบ่ใช่ครอบครัวเรานะ ครอบครัวอื่นก็ส่วนครอบครัวอื่น ครอบครัวเรามันเป็นข้อห้าม กูกลั้นต่อไปได้บ่ไหวจนต้องปล่อยโฮออกมา จนเสียงก้องกังวานทั่วป่าเขาเลยทีเดียว อ้ายอำคากระโจนเข้ามาโอบกอดกูและเอามือปิดปากในทันทีทันควัน แน่นจนแทบหายใจบ่ออกในอ้อมกอดของมัน หยุดร้องเดี๋ยวนี้! มึงจะให้กูทำอย่างไรได้? กูก็รู้สึกบ่แตกต่างจากมึงนั่นหรอก กระซิบข้างหูก่อนที่มันจะประคองกูลงนั่งบนพื้นหญ้า น่าแปลกที่กูบ่รู้เลยว่า ในตอนนั้นมียอดหญ้าคอยทิ่มแทงส่วนสัมผัสลงนั้น มันโอบกอดกูไว้เนิ่นนานอย่างเงียบเชียบส่งเสียงเพียงลมหายใจเข้าออกของกันและกัน โดยที่บ่ได้ล่วงเกินไปไกลเกินเลยกว่านั้น จนกระทั่งน้ำหมอกเริ่มชื้นลงมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วกูจึงได้พบกับผู้หญิงสาวอีกคนหนึ่งเดินเยื้องย่างขึ้นมาจากบ่อน้ำตาเต็กและเข้ามาหาเราทั้งสองคน และทันทีที่เข้ามาใกล้ อ้ายอำคาก็ผละจากกกกอดกูตรงเข้าหา

หญิงสาวคนนั้น ซึ่งกูบ่สามารถระบุใบหน้าค่าตาได้เลยแม้สักนิดเดียว แม้อ้ายอำคาจะพามานั่งลงอยู่ข้างๆ กูก็ตาม เสียงของมันคนนั้นบ่มีเล็ดลอดออกมาสักแอ๊ะ แต่ดูเหมือนว่ากำลังคุยกันกับกูกับอ้ายอำคาอยู่ และอีกอึดใจต่อมา มันก็จับมือกูคนละข้างกับอ้ายอำคา แล้วพาเดินลงสู่บ่อน้ำตาเต็กที่กูเพิ่งได้รู้ว่าช่างกว้างขวางและลึกยิ่งกว่าถ้ำที่เคยพบเจอนั่นเสียอีก และพอถึงก้นบ่อ ก็พบว่ามีที่หลับนอนที่ปูอย่างดีด้วยใบไม้สดเขียว มีผลไม้แนวกินอย่างบ่อดบ่อยากล้นเหลือ แล้วอ้ายอำคากับผู้หญิงสาวคนนั้นกอดเกี้ยวกันอย่างกับเครือเถาวัลย์พันต้นไม้ต่อหน้าต่อตาของกูอย่างราวกับว่าคนตายอดตายอยากมานับนาน กูตะลึงงันจนสติบ่เหลือหลงไว้อยู่ในตัวแล้วมาถึงตรงนี้ ได้แต่ยืนจ้องมองตาบ่กะพริบ ก่อนที่ผู้หญิงสาวคนนั้นจะปะป่ายมือมาหาร่างของกู และกอดโน้มเข้าไปหา และเริ่มจูบไล้ลงบนริมฝีปากและเรือนร่างของกู โดยที่กูบ่ได้มีสติขัดขืนอะไรออกไป

แม้พ้นผ่านคืนนั้นไปได้อย่างที่ก็ยังรู้สึกมาจนถึงทุกวันนี้ กูก็ยังปักใจต่ออ้ายอำคาอย่างบ่เสื่อมซาลงไปแม้สักน้อยหนึ่ง และเฝ้ารอคอยเสมอที่จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน อ้ายอำคาก็มีอะไรพิเศษต่อกูมากขึ้นอย่างที่รู้สึกสัมผัสได้ แม้จะบ่เคยล่วงล้ำกล้ำกรายกันและกันเลยแม้สักครั้งเดียวก็ตาม มีเพียงการเปลือยกายกอดเกี้ยวกันอยู่ในก้นบ่อตาเต็กพร้อมหญิงสาวคนนั้นเท่านั้น ที่ไปถึงบางแห่งบางที่ในโอกาสจังหวะเอื้ออำนวย พ่อของมึงก็ดูออกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับกู แต่ก็บ่ได้ละห่างออกไปอย่างที่ควรเป็น แต่บ่เข้มข้นตามติดอย่างก่อนเป็นมา

ข่อยนิ่งฟังแม่เล่าจนตัวเย็นชืดไปหมด แม่ยังเล่าเรื่องราวต่อไปอีกเล็กน้อยว่า ในปีนั้นยังบ่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยซ้ำ ก็ต้องอพยพพากันกลับคืนหมู่บ้านเสียก่อน การสู้รบหนักหน่วงขึ้นนับวัน และทางหลวงรัฐโดยกองกำลังทหารก็จำเป็นที่ต้องไล่ให้ทุกคนลงจากภูหลังซำปีกา เพื่อความปลอดภัยและเพื่อการแยกแยะได้ถูกต้องว่าใครเป็นใคร ทั้งยังบอกอย่างเป็นกันเองอีกว่า หากใครบ่ลงคืนหมู่บ้านนั่น แสดงว่าเป็นพวกเดียวกันกับโจรคอมมิวนิสต์ ลุงเลือกที่จะติดตามเข้าร่วมกับพวกทหารป่าคอมมิวนิสต์ในค่ำคืนหนึ่งก่อนการอพยพลงคืนสู่หมู่บ้าน และหายไปอย่างบ่รู้ข่าวคราวใดๆ อีกเกือบสิบปี จนแม่ตัดสินใจแต่งงานกับพ่อ โดยที่ยังจ่อมจมคิดถึงลุงอยู่อย่างบ่บันเบาใด 

ใครๆ รวมทั้งแม่ต่างก็คิดว่าลุงนั้นตายไปแล้วพร้อมกับป่าแตกอย่างราบคาบในคราวนั้น แต่ทว่าลุงก็หวนกลับคืนมายังหมู่บ้านอีกครั้ง ด้วยร่างกายผอมโซบักโกรกและเต็มไปรอยบาดแผล หลังจากแม่เพิ่งแต่งงานได้หนึ่งปีพอดี แม่ถึงกับร้องไห้โฮออกมาด้วยความรู้สึกประเดประดังอันสับสนปนเปกัน

สามเดือนหลังจากที่ลุงกลับมาถึงบ้าน แม่ก็เริ่มแพ้ท้องและอย่างตื่นเต้นที่ได้มานลูกกับใครอื่นเขาเสียที ขณะที่พ่อของข่อยก็ดีใจบ่แพ้กัน หลังจากพยายามอย่างหนักมาเป็นปีกว่าๆ จนสัมฤทธิ์ผล และพ่อจึงคิดอ่านอยากจะแยกครอบครัวมาอยู่กันเองเพียงลำพัง แต่ก็ติดตรงที่ว่า ยังบ่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแม้สักอย่างเดียว ข้าวปลานาน้ำก็พอแต่ได้อยู่ได้กิน ไม้ในป่าก็ตัดหายากยิ่งขึ้นนับวัน แม่ว่าพ่อเป็นกังวลถึงอนาคตของข่อยและแม่จนนอนบ่หลับในทุกค่ำคืนนั่นเลยทีเดียว และสุดท้าย เมื่อข่อยอยู่ในครรภ์ได้ราวๆ สามเดือน พ่อก็ออกจากบ้านพร้อมพี่น้องป้องปายวัยหนุ่มรุ่นอ้าย-อาวและรุ่นเดียวกัน มุ่งสู่ไทยสู่มอญทางชลบุรีและจันทบุรีเพื่อหางานทำ และพ่อก็ลับหายไปเลยนับจากนั้น คนที่รอดกับมาอย่างแทบเป็นบ้าเสียสมองไปนั้นเล่าสู่คนทั้งหมู่บ้านฟังว่า ทุกคนที่ไปด้วยกันนั้นได้งานถางป่าทำไร่ให้กับกำนันชื่อดังและมีอิทธิพลในย่านนั้น ที่ต้องทำงานอย่างหนักทุกวัน โดยมีคนคอยถือปืนควบคุมตลอดเวลายี่สิบชั่วโมงต่อวัน ฝนตกแดดออก เป็นไข้ก็บ่เคยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ใดๆ และบ่ใช่เฉพาะคนงานจากบ้านเฮาเพียงเท่านั้นที่ไปทำงานถางป่าให้กำนันอยู่ที่นั่น มีหลากหลายมากมายจากทุกแหล่งที่แต่ทางบ้านเฮานี่แหละ ร้อยเอ็ด สารคาม ขอนแก่น อุดรธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ อุบลราชธานี ยโสธร และแม้แต่คนเขมรก็มี แต่ไม่มากเท่าไหร่ แบ่งการทำงานออกเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละยี่สิบสามสิบคนบุกลุยภูเขาใหญ่ทั้งลูกให้โล่งเตียน และทุกคนเมื่อถางป่าเสร็จ ค่าจ้างก็คือลูกปืนที่เจาะหัวนั่นเอง คนที่รอดมาได้นั้นแอบหนีมาหลังจากที่พ่อและพี่น้องป้องปายที่ไปด้วยกันสามคนถูกยิงหัวและขุดฝังดินแล้วในค่ำคืนหนึ่ง ในจังหวะที่มีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่บ้านของกำนันที่มีโอกาสได้รับเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีโอกาสได้เป็นถึงรัฐมนตรี และปล่อยให้คนควบคุมคนงานอยู่คุมเพียงสองสามคนเท่านั้น และก็อย่างเมามายครึกครื้นนั่นอีกด้วย ความเคร่งครัดในคืนนั้นจึงลดหย่อนจนเป็นช่องให้คนที่รอดมาได้หนีรอดออกมา

แม่จึงเลี้ยงดูข่อยมาเพียงลำพังนับตั้งแต่นั้น โดยที่มีลุงคอยเป็นผู้ช่วยมาตลอด และลุงก็บ่คิดบ่เคยจะมองหรือแต่งงานอยู่กินเป็นชิ้นเป็นอันกับหญิงสาวคนใดอีกเลย แต่ก็บ่เคยอดอยากปากแห้งใด 

อ้ายอำคาโซเซมาถึงบ้านในเช้าวันนั้นด้วยสภาพที่บ่น่าจะรอดเป็นคนต่อไปได้เลย กูโผเข้าโอบกอดเอาทั้งขี้มูกน้ำตานั่นเลย กว่าจะรักษากันจนฟื้นสภาพเป็นคนอย่างเก่าก็เป็นเดือนๆ มันเงียบขรึมบ่พูดบ่จากับใครเลยนับแต่นั้น มีเพียงรอยยิ้มเย็นๆ ของมันนั่นแหละที่พอทำให้รู้ได้ว่ามันยังมีความรู้สึกอยู่ปกติบ้าง และกูก็บ่เคยขาดที่จะไปดูแลปรนนิบัติโดยที่พ่อของมึงก็บ่ได้ว่าอะไร จนกระทั่งคืนหนึ่งนับจากนั้นและอีกนับครั้งนับคืนบ่ถ้วนต่อมา ที่อ้ายอำคากอดเกี้ยวป่ายปล้ำถอดผ้าถุงกูลงกับที่นอนและเริ่มสอดใส่อย่างบ่มีพิธีรีตรองอะไรอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าในระยะเวลาเพียงสั้นๆ กว่าที่เคยเอากับผู้หญิงสาวคนนั้นในก้นบ่อน้ำตาเต็กเป็นสิบเป็นร้อยเท่า กูบ่ได้รู้สึกอะไรซ่านเสียวหายใจบ่ทั่วท้องอะไรดอกนะ แต่กูก็รู้สึกอิ่มเอมเปรมใจอย่างล้นเหลือในทุกคราวทุกครั้งนั่นเลย และครั้งสุดท้ายนั่น ก็เมื่อกูตั้งท้องมึงได้สามเดือนแล้ว และพอพ่อมึงจากไปทำงานอยู่ไทย มันก็บ่เคยยุ่งเกี่ยวกับกูอีกเลย แม้เมื่อกูคลอดมึงแล้ว และพ่อมึงก็สาบสูญไป และกูก็วนปะป่ายรุกเร้าเท่าไรมันก็บ่ตอบสนองใดๆ อีกเลย จนถึงวันที่มันตายจากไปนี่แหละ 

กูบ่เคยคิดว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยนะในตลอดมาโดยเฉพาะมึง แต่ทว่าอีกบ่นาน กูก็คงจะตายแล้ว และความทุกข์ทรมานที่มันสุมอูดอัวในอั่งอกของกูนี้บ่เคยบรรเทาเบาบางลงเลย กูจึงตัดสินใจเล่าให้มึงฟังในวันนี้ให้หมด เผื่อว่าอย่างน้อยๆ มึงก็จะได้รับรู้และแบ่งเบาไปจากกูได้บ้าง’ 

คุณหยุดดินสอและเงยหน้าขึ้นไว้แต่เพียงเท่านี้พร้อมทั้งถอนหายใจเฮือกหนึ่งออกมา ก่อนจะพูดออกมาตรงนี้ว่า เรื่องราวที่แม่เล่ามาจบเพียงเท่านี้แหละ แล้วจึงปิดสมุดจดบันทึกลงและฉีกแผ่นกระดาษฉบับร่างที่คุณเอาออกมาคัดลอกให้เป็นชิ้นๆ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เอาดินสอและสมุดจดบันทึกเข้าเก็บไว้ในกระเป๋าสะพาย และนั่งเหม่อมองออกไปหาจุดหมายที่ไม่อาจระบุได้ เสียงของฝูงทหารหาญยิงก้อนเมฆซ้อมมือเล่นเงียบลงแล้วในจังหวะนี้ สายลมเริ่มพัดรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม เมฆคล้อยต่ำลงรื่อยๆ จนมีทีท่าว่าจะกลั้นอั้นไว้ไม่อยู่เสียแล้ว อวลดอกกันเกราระเรื่อยมาราวกับผลิดอกบานออกมาทดแทนกันอยู่ในทุกวินาที เสียงตามสายยังกระจายเสียงเปิดซ้ำวนเพลงสลับถ้อยแถลงการณ์ประกาศข่าวอย่างปกติไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อาคารสำนักงานที่ทำการไปรษณีย์ยังเงียบขรึมไม่มีทีท่าว่าเจ้าพนักงานจะมาเปิดทำการแต่อย่างใด ท้องของคุณส่งเสียงร้องโครกครากออกมาจนเต็มสองรูหูของฉัน แต่คุณก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใดในการตอบสนอง นอกเสียจากเอามือมาลูบท้อง แม่ค้าขนมกล้วยแขกยังหาววอนวอนและไล่แมลงวันที่มาตอมอยู่เช่นเดิม รถราก็ยังวิ่งสวนกันไปมาอยู่ขวักไขว่ คุณล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเอาโทรศัพท์มือถือออกมา และพูดออกมาลอยๆ ให้ฉันได้ยินด้วย ดูเวลาสักหน่อยคงดีกว่า ไม่ขี้เกียจแล้วหละ คุณจ้องหน้าปัดโทรศัพท์มือถืออยู่สักพักก่อนจะส่ายหัวง็อกแง็กพร้อมทั้งว่าออกมาในตรงนี้ มันล่วงเลยเวลาเปิดทำการไปตั้งนานแล้วนี่หว่า แล้วจึงถามฉันว่า ทราบหรือเปล่าว่าวันนี้เป็นวันอะไร เป็นวันหยุดหรือเปล่า วันที่เท่าไหร่วันนี้?

คุณไม่ได้หยุดรอฟังคำตอบจากฉันแต่อย่างใด ก็คว้าเอากระเป๋าสะพายขึ้นมาสะพายไว้บนบ่าไหล่ แล้วเริ่มเดินจากบริเวณใต้ต้นมะยมฝาดยังบริเวณข้างอาคารสำนักงานที่ทำการไปรษณีย์ในทันที และบ่นงึมงำต่อฉันว่า ถ้ารู้อย่างนี้ไม่แวะมาเสียแล้วก็แล้ว แต่เอาเถอะ เอาไว้วันหน้าค่อยมารับอีกทีก็ได้ ว่าไหม?

คุณมาถึงป้ายรอรถโดยสารประจำทางกลับบ้านพักอาศัยโดยรถจักรยานยนต์รับจ้างราคาบริการยี่สิบบาท ป้ายรอรถแห่งนี้อยู่ด้านหน้าร้านสะดวกซื้อ 7-11 ใกล้ๆ กันนั้นมีป้อมรักษาการณ์ของทหารหาญกำลังเข้าเวรยามกันอยู่สามนาย อาวุธและเครื่องสนามครบครัน ไม่ปรากฏว่ามีใครสักคนที่มานั่งรอรถเฉกเช่นคุณ คุณเลือกหาที่นั่งได้อย่างสะดวกกายสบายใจ สายลมยังพัดรุนแรงอยู่คือเก่า เมฆดำทะมื่นก็เริ่มคล้อยต่ำลงมามากแล้ว แต่เอาแน่เอานอนยังไม่ได้ ความมัวซัวยังเกาะกุมเป็นเจ้าของเบียดแสงจ้าให้ตกขอบไปเช่นเดิม อวลดอกกันเกราก็ไม่ลดราเหยหอม เสียงจากเสียงตามสายกระจายเสียงฟังแล้วได้ยินชัดเจนในถ้อยแถลงการณ์และเหตุการณ์ความคืบหน้าต่างๆ มากยิ่งกว่าที่ที่คุณเพิ่งจากมาหลายเท่าตัวนัก คนที่เข้าออกร้านสะดวกซื้อมีจำนวนมากมายอยู่พอสมควรจนต้องเข้าแถวชำระเงิน และพนักงานประจำร้านก็ดูจะเหน็ดเหนื่อยอยู่มากพอสมควร จากที่คุณได้มองเห็นผ่านกระจกใส ซึ่งสวนทางกลับผู้คนที่เดินสัญจรผ่านไป-มาตามฟุตปาธยิ่งนัก ที่คุณแลซ้ายมองขวาแทบไม่เห็นมีใครเลย ท้องของคุณส่งเสียงร้องดังโครกครากอีกครั้งหนึ่ง แต่แทนที่คุณจะเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อหาแนวกินรองท้อง คุณกลับมาถามฉันว่า ถ้าเป็นฉัน ฉันจะทำอย่างไรเมื่อท้องหิว? แน่นอนอีกเช่นเคยที่คุณไม่ได้คิดจะเป็นจริงเป็นจังฟังคำตอบจากฉันแต่ประการใด คุณถามทิ้งๆ ขว้างๆ ไปอย่างนั้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว จากนั้นคุณก็เปิดกระเป๋าสะพายและพร้อมกับหยิบเอกสารที่ถ่ายเป็นเอกสารขนาดหนาออกมา คุณเผยให้ฉันเห็นหราเพียง “พื้นเวียง วรรณกรรมแห่งการกดขี่” แล้วอย่างรวดเร็วนับเนื่องกัน คุณก็พลิกเปิดไปยังหน้าที่คุณเอาที่คั่นหนังสือคั่นไว้ แล้วเริ่มอ่านให้ฉันได้รับรู้ด้วยราวกับอ่านด้วยตนเอง

‘คนก็ตายมอดเมี้ยน มีหลายอนันต์เนก จริงแล้ว ยังท่อ ขัดวาดได้ ขนันเจ้าฝ่ายพระยาไกร แท้แล้ว มันก็ ไสสันช้าง คืนมาปัดขอด หัวเมือง ลาวหมู่นั้น ควันคลุ้มคอบพระไกร แท้แล้ว แต่นั้น ยกบัตรเจ้า โกรธากริ้วโกรธ มันก็ งำเงือดไว้ ขมแท้บ่ลืม หั้นแล้ว แต่นั้น พระยาไกรเจ้า ภูขันตนอาจ เจ้าก็ คึดเคียดฮ้าย ไทยคว้างข่มเหง เจ้าก็ ตีตราฟ้องไป เถิงบางกอก ถวายแก่ ทูลขม่อมแก้ว คนิงแจ้งเหตุการณ์  หั้นแล้ว

แต่นั้น ของหลวงเจ้า กรุงศรีฟังพากย์ ก็จึงทันเอา คุณมหาอมาตย์เจ้า ไปแท้ผูกเอา หั้นแล้ว แต่นั้น  คุณมหาอมาตย์เจ้า ไปฮอดเมืองโขง ยกบัตรมันก็ แปลงคำดี ใส่หูแวนจ้อย เงินคำให้                          สินบนพอซั่ง คุณอมาตย์เจ้า เลยปี้นว่าดี หั้นแล้ว…’ 

คุณอ่านมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านี้ก็หยุดอ่านลง เมื่อมีผู้หญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง นมเป็นนม ตูดเป็นตูด อยู่ในชุดยูนิฟอร์มสีเทาจางเดินเข้ามาหยุดอยู่ต่อหน้าของคุณ เธอเพิ่งลงมาจากรถรับ-ส่งพนักงานของโรงงานและตรงดิ่งเข้ามาหาคุณในทันทีทันใด ขณะที่เพื่อนๆ ร่วมคันรถของเธอนั้นต่างก็แยกย้ายไปกันคนละทิศละทาง และบางคนก็แวะเข้าร้านสะดวกซื้อ คุณจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเธออย่างประหม่าเล็กน้อย อายอวลกลิ่นสาวกรูเข้าไปเต็มรูจมูกของคุณ ก่อนที่คุณจะสะดุ้งโหยงและเธอก็สะดุ้งโหยงไม่ต่างกัน เมื่อเสียงปืนจากทหารหาญที่เข้าเวรยามกราดยิงอย่างไม่สามารถระบุจำนวนนัดได้ คุณและเธอหันขวับไปยังต้นเสียงนั้นในทันทีพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย จึงได้พบว่าทหารหาญนายหนึ่งกำลังวิ่งเหยาะๆ เข้าหาร่างของสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังนอนจมกองเลือดที่ร่างเละตุ้มเปะไม่มีชิ้นดี ก่อนที่จะหันกลับคืนมาจ้องหน้าสบตากันอีกครั้งหนึ่ง เธอส่งยิ้มให้คุณและโน้มเข้ามาใกล้พร้อมคว้าข้อมือของคุณฉุดให้ลุกขึ้นยืน จนคุณต้องพัลวัลในการจัดการกับเอกสารที่อ่านเมื่อครู่และกระเป๋าสะพายจนเป็นที่เรียบร้อยอยู่ในตำแหน่งในกระเป๋าและบนบ่าไหล่ เธอยังนิ่งเงียบ มีแต่เพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่บอกกล่าวกับคุณจนกระทั่งได้กลิ่นของดินปืนมาแตะจมูก คุณจึงได้ตั้งสติมามั่นและถามออกไปว่า ทำไมจึงน่ารักอย่างนี้ครับ? เธอไม่ตอบในทันที แต่เอียงหน้าหลบเล็กน้อย และตอบออกมาว่า เข้ากะสามคืนสามวันติดต่อกันมาแล้ว คุณช่วยไปซื้อของเป็นเพื่อนหน่อยสิ ดีเลยกำลังหิวอยู่พอดี ได้กินอะไรรองท้องสักหน่อยก็คงดี คุณพึมพำพูดในจังหวะที่ขาทั้งสองก้าวเคียงข้างเธอไปยังประตูร้านสะดวกซื้อ และในจังหวะนี้คุณก็ถามฉันว่า สวยเซ็กซี่น่ารักไหมแบบนี้?

ได้ของกินและเครื่องใช้ไม่กี่อย่างที่คุณอาสาจ่ายให้เองทั้งหมดและเริ่มเอาออกจากถุงพลาสติกใส่ของประทับตราโลโก้ข้างถุงของร้านสะดวกซื้อเมื่อมาถึงห้องเช่าของเธอที่จัดแต่งได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ไกลจากร้านสะดวกซื้อมากนัก เธอออกปากชักชวนคุณมายังห้องหับแห่งนี้เพื่อจะได้สะดวกในการจัดการกับข้าวของที่ซื้อกันมาโดยที่คุณไม่มีเหตุผลใดๆ ในการปฏิเสธ ท้องของคุณก็ร้องโครกครากมาอีกคำรบหนึ่ง แต่ไม่ทันที่คุณจะได้แกะเอาขนมปังที่ซื้อมาออกมากิน เธอก็โถมตัวเข้ามานัวเนียกับคุณ ริมฝีปากประกบริมฝีปากและดุนลิ้นเข้ามาในช่องปากของคุณโดยที่คุณได้เพียงอ้าปากรับและใช้ลิ้นตวัดเลียตอบ เธอถอดเสื้อของคุณ คุณปลดกระดุมยูนิฟอร์มของเธออย่างเร่งรีบ คุณล้วงลงผ่านหัวหน่าวเช่นที่เธอก็ล้วงลงผ่านหัวหน่าวของคุณจนรู้สึกชุ่มแฉะนิ้วมือคุณที่สัมผัสหลังจากที่เสื้อของคุณและเธอพ้นร่างแล้ว 

ดูดลิ้นกลืนความอร่อยหอมของกันและกันจนเป็นที่หนำใจแล้วคุณก็ผละออกมา แล้วเริ่มจัดการกับกางเกงของตัวเอง ขณะที่เธอก็เช่นกัน ก่อนที่จะกระโจนเข้าหากันอีกครั้งหนึ่ง ร่างของเธอแบกรับแนบกอดร่างของคุณจนซ่านแผ่ไออุ่นไปถึงแผ่นหลัง คุณบดขยี้เลียเล็มริมฝีปากไล้เลาะลงมายังซอกคอและสองเต้าเต่งตึง ตวัดลิ้นวนรอบจุกซีนอลก่อนจะดูดกลืนอย่างเด็กดูดนมแม่ มือของเธอวางราบแนบกับพื้นห้องทั้งเกร็งครูดไปด้วย ละจากสองเต้าจุกซีนอลไล้ลงผะแผ่วตามหน้าท้องที่แบนราบ จูบและชอนลิ้นลงหลุมสะดืออายอวลจากเบื้องล่างถัดหัวหน่าวลงไปฟุ้งขึ้นเต็มจมูก จนคุณต้องเร่งรีบลงไปกอบกินดูดกลืน ลิ้นของคุณทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ริมฝีปากของคุณก็ลงกอบดูดกลืนเอาน้ำเมือกที่ไหลเยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยแต่ไม่ขาดสาย เสียงของเธอครางกระเส่าราวจะขาดใจตายมือทั้งสองข้างก็กดหัวของคุณลงไป คุณลากไล้ลิ้น ดูดกลืนตามกลีบแคมสลับกันไปมาอย่างซ่านแซบนัวลึกถึงใจอยู่เนิ่นนาน จนเธอขยุ้มเส้นผมของคุณแล้วจับยกหัวของคุณออกจากแหล่งโอชะ 

เธอกระถดตัวลุกถอยแล้วลุกขึ้นนั่งพร้อมรู้กันว่าจะทำอะไรต่อไปนับจากนี้ เธอกระโจนเข้าหาคุณพร้อมอ้าปากเข้างับอมไว้จนมิดโคน คุณทิ้งตัวลงนอนแผ่หราหลับตาพริ้มปล่อยให้เธอดูดเลียตวัดลิ้นอย่างส่งคุณขึ้นสู่ชั้นฟ้าพระยาแถน คุณหายใจติดๆ ขัดๆ และซ่านสยิวไปทะลุหม่อมขมองนั่นเลยทีเดียว และคุณก็ไม่ได้สนใจหรือไถ่ถามหรือขอความคิดเห็นจากฉันอย่างที่เคยเป็นมาแม้สักคำเดียวกับสิ่งที่คุณกำลังกระทำการอยู่ในขณะนี้ คุณปล่อยให้ฉันได้แต่อ่านและนึกคิดมโนภาพอยู่เพียงลำพังเท่านั้น เธอนัวเนียเลียดูดจนคุณแทบทนไม่ไหวแล้ว จึงได้บอกกับเธอออกมาว่า เอากันเถอะ ทันทีสิ้นเสียงเธอถอนปากออก คุณจึงผละเข้าหาถุงพลาสติคที่ใส่ของกินของใช้ที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ หยิบกล่องถุงยางอนามัยออกมาแกะ และจัดการฉีกและสวมใส่ เธอนอนถ่างอยู่แผ่หรารอคุณเข้าสวมสอดหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า ลิ้นก็ตวัดเลียริมฝีปากราวกับห่วงอาลัยรสอร่อยเหลือหลายไม่คลาย เสียงตามสายกระจายเสียงรายงานต่อจากเพลงปลุกใจสิ้นสุดลงว่า ขณะนี้เอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ ทางยุโรปได้ทยอยกันเข้าพบท่านผู้นำประเทศกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วแทรกชอนมาในจังหวะที่คุณคลานเข้าหาร่างของเธอ และเมื่อเล็งได้แม่นมั่น กดสวบ และเริ่มขยับโยก เสียงตามสายกระจายเสียงมาในจังหวะนั้นว่า เจริญพรคุณโยม

เพียงครั้งเดียวเสร็จสมอารมณ์หมาย คุณก็หมดแรงและนอนแผ่หลาแต่พักฟื้นอยู่ได้ไม่นาน เธอก็เข้ามานัวเนียคุณอีกครั้งก่อนจะกระซิบข้างๆ หูของคุณในจังหวะที่ท้องคุณร้องโครกครากว่า รีบออกไปจากห้องเถอะ ผัวใกล้จะกลับมาแล้ว

คุณโซเซโซซัดทั้งเนื้อตัวก็เหม็นคลุ้งคาวออกมาจากห้องของเธอในทันทีที่เสียงกระซิบนั้นแผ่วหายไป โดยที่ยังไม่ทันได้ล้างเนื้อล้างตัวใดๆ ขนมปังที่ซื้อไปด้วยก็ยังไม่ได้แกะกิน สติของคุณกลับมาคืนมาตั้งมั่นอีกครั้งเมื่อมาหยุดอยู่ตรงป้ายรอรถโดยสารประจำทางหน้าร้านสะดวกซื้อนั้นแล้ว คุณมึนงงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคุณกันแน่ในวันนี้ ทำไมมันเลอะเทอะเละเลยอย่างนี้ไปได้ ก่อนที่จะถามฉันว่า ฉันเคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้บ้างหรือเปล่า? ไม่ต้องตอบเดี๋ยวนี้ก็ได้ เก็บเอาไปคิดไปทบทวนดูก่อน ไม่ต้องรีบร้อนอันใด ก่อนที่คุณจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งยาวสำหรับนั่งรอรถโดยสารที่ไม่ได้สนใจฉันอย่างที่เคยเป็นมาเช่นเดิม คุณจ้องมองรถราที่กำลังวิ่งสวนทางกันไปมาผ่านหน้าคุณอยู่อย่างขวักไขว่อย่างไม่มีอะไรจะทำได้ดีไปกว่านี้ คุณลองสั่นหัวและใช้กำปั้นทุบเพื่อเรียกพละกำลังตั้งมั่นในสติกลับคืนมาอยู่สองสามครั้ง 

สายลมยังโบกพัดหนักหนาขึ้นและดูเหมือนว่าฝนจะเริ่มลงเม็ดมาปรอยๆ บ้างแล้วในตอนนี้ ขณะเดียวกันนั้น ทหารหาญก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่ไม่ยอมหลบเข้าหาที่กำบังใด การกระจายเสียงยังซ้ำวนด้วยเพลงปลุกขวัญและกำลังใจ แถลงการณ์ข้อควรปฏิบัติและกฎหมายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยดีงามในบ้านเมือง แจ้งข่าวการเข้าแสดงความยินดีของคณะทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก คณะนักธุรกิจ นักสิทธิมนุษยชน ศิลปิน นักร้อง นักเขียน กวี นักสื่อสารมวลชน คณะบุคคลต่างๆ และตามติดด้วยการเทศนาธรรมพร้อมนำสวดมนต์มหาคาถามงคลสูตรต่างๆ จากพระสงฆ์ชื่อดังที่มีอยู่ทั่วแคว้นแดนไทย ท้องของคุณส่งเสียงร้องโครกครากมาเป็นระยะ แต่คุณก็ไม่ได้กลับเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อหาซื้อของกินรองท้องแต่ประการใด คุณได้แต่ปรับท่านั่งและเริ่มเอนกายลงนอนราบกับม้านั่งยาวแทน

รู้สึกเหมือนว่ามีใครเขย่าตัวนั่นเอง คุณจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา หูของคุณยังกระจ่างชัดกับถ้อยความจากเสียงตามสายกระจายเสียงเพียงเสียงเดียวเท่านั้น อายอวลจากพื้นคอนกรีตหมาดน้ำฝนบาดจมูกของคุณพอๆ กับที่ระลอกสายลมเข้าเฉือนตามผิวหนังของคุณ สายตาพร่ามัวแต่เบื้องแรกของคุณพอจะจับภาพเบื้องหน้าสามารถระบุอะไรได้ชัดเจนบ้างแล้ว คุณจึงพบว่า คนที่มายืนคร่อมเขย่าคุณนั้นเป็นทหารหาญนายหนึ่งวัยหนุ่มน้อยป้อยอ่อนอยู่มาก เขาพูดกับคุณว่า ตื่นได้แล้วครับตา กลับบ้านกลับช่องได้แล้ว มืดค่ำมันอันตรายนะ คุณจึงค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งโดยที่เขาช่วยประคอง เมื่อแจ้งตาขึ้นมาก คุณจึงได้สำรวจตามเนื้อตัวผิวหนังที่เหี่ยวย่นไปทั่วร่างกาย และเมื่อหันไปมองผ่านกระจกใสที่สะท้อนเงาพอเลือนรา งก็พบว่าเส้นผมของคุณนั้นหงอกขาวโพลนไปหมดแล้วทั้งหัว พนักงานประจำร้านสะดวกซื้อยังปฏิบัติหน้าที่และอย่างเงื่องหงอย ผู้คนสัญจรไม่ปรากฏในระยะแสงตา ป้อมยามรักษาการณ์ของทหารหาญย้ายมาตั้งประจำการอยู่ด้านหน้าร้านสะดวกซื้อติดกับม้านั่งที่คุณใช้นอนแล้ว คุณหันกลับมาจ้องดวงตาใสแป๋วของทหารหาญนายนั้นพร้อมกับแสยะยิ้มส่งให้ ทว่าเขาไม่ได้ยิ้มตอบกลับคืนมา

ข้อความจบเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่คุณได้เขียนและได้อ่าน ก่อนจะละสายตาออกจากหน้ากระดาษแผ่นนี้โดยฉันก็คือ คุณหันกลับมาจ้องดวงตาใสแป๋วของทหารหาญนายนั้นพร้อมกับแสยะยิ้มส่งให้ ทว่าเขาไม่ได้ยิ้มตอบกลับคืนมา

หมายเหตุ : “งั้วง่าว” ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารชายคาเรื่องสั้นฉบับที่ 2 เมื่อปี 2554 มี มาโนช พรหมสิงห์ เป็นบรรณาธิการ 

 

Scroll Up