ซีรีส์ “1 ทศวรรษ พฤษภาฯ เลือด ปี’53” (3) – ตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาพปกจาก istock.com/Matt_Gibson

ธีร์ อันมัย

รถหกล้อบรรทุกข้าวเปลือกเต็มคันส่งเสียงบรึ้น ๆ ค่อย ๆ คลานออกจากลานข้าวของป้าฝ่าเปลวแดดยามสายบ่ายหน้าจากหมู่บ้านโต้ลมตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ตัวเมืองห่างออกไป 30 กิโลเมตร

เด็กชายวัย 5 ขวบตัวผอมซอมซ่อกระชับเชือกว่าวปักเป้าไว้แน่นแล้วสาวเท้าเปลือยเปล่าโลดแล่นไต่คันนาที่ทอดไปสู่ทางคลุ้งฝุ่นดินที่รถบรรทุกทิ้งไว้ที่ลาน

ข้าวตอนนี้ กองข้าวสูงเด่น พ่อเป็นชาวนาแข็งแรงนวดข้าวทีละ 2-3 มัดเสียงสนั่นลั่นทุ่ง เด็กชายได้ยินเสียงแม่ตะโกนฟังไม่ได้ศัพท์

ก่อนฝุ่นดินจะเจือจาง ก่อนเสียงครวญครางของรถบรรทุกจะเงียบลง ขบวนรถยนต์และยวดยานหลากสีรูปทรงประหลาดมากมายเป็นเส้นเป็นสายเลื่อนไหลบนท้องฟ้าพุ่งมาจากทิศตะวันออกและกำลังมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ 

เด็กชายกั้งโกบแหงนมองให้ถนัดตา บางคนในยวดยานบางคันก้มลงมามองแล้วโบกมือ บ้างยิ้มให้ บ้างชลอความเร็วพร้อมหยิบกล้องออกถ่ายภาพเด็กชายในทุ่งกว้าง หากหรี่ตาฝ้าฟางมองรางๆ เด็กน้อยก็จะคล้ายๆ จุดสีดำไม่สมบูรณ์บนเส้นสีเขียวไหม้เกรียมกรอบกลางแคนวาสสีทองของศิลปินเอก

***

เสียงเอะอะโวยวายของพ่อกับแม่แว่วมาจากลอมฟางและลานข้าว ชั่วงูแลบลิ้น เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นแผดคำรามมาจากทิศตะวันตกคุกคามรุนแรงราวกับฟ้าได้ถล่มดินได้ล่มจมลงในบัดเดี๋ยวนั้น พลันฝูงบินรบความเร็วเหนือเสียงยึดครองเขตฟ้าและนา กว้าง เด็กชายกระโดดผล็อยผลุบลงใต้พงหญ้าข้างคันนาชื้นแฉะแน่นิ่งแม้ใจสั่นระรัว

ความเร็วและรุนแรงของฝูงบินรบกระตุกขวัญราวฟ้าฟาด ควายแม่ลูกอ่อนสะเดิดสะดุ้งพุ่งหนีด้วยตื่นตกใจจนกอหญ้าตอเฟียงที่พ่อผูกเชือกล่ามไว้ขาดผึง แม่ทิ้งกระด้งฝัดข้าวจ้ำอ้าวมุ่งตรงมายังคันนาที่เด็กชายมุดอยู่ พ่อวางธุระจากลานข้าววิ่งตามควายแม่ลูกอ่อนก่อนจะเลยไกลไปถึงนาข้าวที่ยังเกี่ยวไม่เสร็จของเพื่อนบ้าน

เมื่อล่ามควายแม่ลูกอ่อนไว้ใกล้บวกที่หัวนาแล้ว พ่อคว้าแหห่างลงบ่อที่หัวนาจับปลา แม่ติดไฟตั้งหม้อแกงหาผักขะแยงมาเตรียมรอ เด็กชายยังขลุกอยู่กับเชือกว่าวที่พันกันยุ่งเหยิง พ่อกลับมาพร้อมปลากดตัวโตสี่ห้าตัว ปลาเข็งครึ่งข้อง แม่บอกจะตำส้มตำใส่มะกอกกินกับปิ้งปลาเข็ง ต้มส้มปลากดใส่ผักขะแยงซดน้ำแซบๆ 

ข่าวตอนเที่ยงจากวิทยุธานินทร์รายงานการสู้รบสงครามเวียดนามว่า กองทัพอเมริกาล้มตายกว่า 58,000 นาย บาดเจ็บนับแสนคนและกำลังจะถอยทัพกลับให้หมดภายในสิ้นเมษายน 1975 

พลบค่ำ แม่หาบตะกร้าที่ข้างหลังบรรจุครก สาก กระติบข้าว กระปุกปลาแดกและผักปลาที่หาได้ ส่วนใบข้างหน้าเด็กชายตัวผอมวัยห้าปีนั่งเป่าปี่ตอเฟียงเสียงเป้ด ๆ เสียงไม้คานออดแอดไต่คันนามุ่งหน้าสู่บ้าน ห่างออกไปราว 4-5 วาพ่อสูบยาใบตองแบกพร้าจูงควายแม่ลูกอ่อนฟังวิทยุธานินทร์รายการสยามานุสติ

มื้อค่ำ แม่ตำป่นปลาเข็งแม่ไข่ถ้วยใหญ่ มีผักหมี่ 4 ใบให้พ่อม้วนแล้วคุ้ยคำโตเท่าหญ้าอัดปากไซยัดใส่ปากเคี้ยวกรุบกรับอย่างเอร็ดอร่อย แม่คดข้าวให้พ่อสองจาน 

เสียงลมหนาวพัดอื้อ ไผ่เสียดกอออดแอด ก่อนนอน เด็กชายบอกแม่ว่า กลัวเครื่องบิน แม่บอกเป็นเครื่องบินคอมมะนิด คอมมะนิดชอบจับเด็กนอนดึกไปเจาะตา จากนั้นก็ไม่มีคำถามจากเด็กชายร่างผอมที่นอนขดใต้ผ้าห่มบนเสื่อกลิ่นอับแหงด มีเสียงกรนซู้ด ๆ แผ่วเบาเป็นจังหวะมาแทนบทสนทนา แม่เป่าลมมอดตะเกียงนอนฟังเสียงสะนูว่าวแสนรวดร้าวบาดลึกลงหัวใจผู้ได้ยิน

***

คืนเดือนหงาย ใต้ร่มไม้ เด็กชายและเพื่อนๆ เพิ่งเล่นซ่อนหากันได้สองตา ตาที่สามเด็กชายกำลังหาที่กำบังได้เหมาะเหม็งดี สักครู่เพื่อน ๆ ก็ออกมาจากที่ซ่อนแล้วบอกว่า ดึกแล้ว แม่มาตามแล้ว กลับบ้านได้แล้ว เด็กชายเลยเลือกใต้ต้นข่อยนั่นล่ะเป็นที่ปลดทุกข์ – เป็นสุขาชั่วคราว 

ยังไม่ทันได้ทำธุระเบา เพื่อนก็แตกฮือ วิ่งกรูเข้าสู่ใต้ถุนบ้าน ด้วยเสียงสะเนือนสนั่นน่าพรั่นพรึงนั้นเขารู้ทันทีว่า อะไรกำลังจะตามมาจากฟากฟ้าตะวันออก เด็กชายตัวผอมกระโจนหยอยออกจากใต้ต้นข่อยมุดเข้าใต้ถุนบ้านทะลุผ่านคอกไก่ไปหยุดอยู่ในวงล้อมไหปลาแดกและกระทอเกลือใต้ยุ้งข้าว ทั้งสอดส่ายสายตาหวาดผวา ทั้งก้มหน้าหลับตา

ฝูงบินรบบนน่านฟ้าหยุดนิ่งเหนือหัวเด็กน้อย สาดลำแสงสีขาวแสบตาลงมา จากนั้นห่ากระสุนก็ระดมพรมลงมาบนหลังคาเล้าที่เด็กชายซ่อนตัวอยู่ หลังคาสังกะสีคงเป็นรูพรุนไปหมดแต่กระสุนปืนไม่สามารถทะลุข้าวเปลือกในเล้ามาถึงเด็กน้อยได้

กระสุนนัดสุดท้ายจบลงพร้อมแสงไฟที่ดับลงแล้วเครื่องบินรบก็เคลื่อนจากไปทีละลำ ทีละลำอย่างใจเย็นและยาวนาน เมื่อลำสุดท้ายจากไปเด็กชายเหลือบซ้ายแลขวาก็พบว่า เพื่อนๆ กลับบ้านไปแล้วพร้อมกับแสงเดือนหรุบหรู่ 

เหมือนได้ชีวิตใหม่ เด็กชายกลับฟื้นคืนสู่อาการปวดฉี่อีกครั้ง เก้ๆ กังๆ เหลือบเห็นเสาเล้านี่หละเหมาะดี เลิกขากางเกงตัวเก่าปลดปล่อยพลังงานอัดอั้นไปสุดแรง น้ำในกายทะลักล้นจนเลอะขากางเกง เด็กชายพยายามถกขากางเกงให้สูงขึ้นๆ ก็ยิ่งพบว่า น้ำเยี่ยวได้เฉี่ยวโฉบเปื้อนเปรอะไปหมดจนรู้สึกร้อนวาบที่ง่ามขาและไหลเรี่ยลงมาถึงร่องก้น

เสียงเพี๊ยะทำลายทุกความหวาดกลัว ปลดปล่อยความงุ่มง่ามของเด็กชายไปหมดสิ้น เสียงแม่ต่างหากที่เป็นของจริง

“หมาเอ๊ย มึงเยี่ยวรดบ่อนนอนอีกแล้ว”

***

เพื่อนบ้านจอแจและเสียงสะอื้นไห้ปะปน ร่างนั้นนอนแน่นิ่ง แต่ผู้เป็นแม่ข้างร่างนั้นกลับแน่นิ่งยิ่งกว่า ลูกชายคนที่แข็งแรงและเอาการเอางานที่สุดของนางจากไปกลางเดือนพฤษภาคม 2010 

“มันกลัวเครื่องบิน กลัวจรวด หนังสะติ๊กก็ยิงไม่แม่น มันจับกบได้ก็เป็นกูนี่ล่ะหักขาแล้วลงมือทำกิน” ผู้เป็นน้าสาวร่ำไห้พลางจุดธูปก่อนจะสงบนิ่งอธิษฐานแล้วปักธูปแล้วก้มลงคารวะศพหลานชาย

“มันไม่ใช่หรอกที่คนบวชเรียนเขียนอ่านมาปานนี้จะมาตายแบบนี้ พูดถึงมันแล้วใครว่าให้เสียหายกูจะตีปากเข้าให้ มันไม่ปกติแล้วบ้านเมืองเรา”ลุงสมพ่นควันยาฉุนแล้วเพ่งมองรูปหน้าศพของหลานชาย “มันขยัน มันเรียนเก่ง เสียแต่ยากจน ดีนะที่ปีนั้นกูหลอกให้มันไปบวชภาคฤดูร้อน จากนั้นมันก็ไปของมันเอง เห็นไหม มันเรียนจนจบปริญญา พ่อแม่มันเสียเงินไม่ถึงหมื่น นอกนั้นมันสู้เอาเอง”

“ลุงต้องไปดู ตอนผมกับมันไปหาวัดอยู่ที่กรุงเทพฯ” บุญมี ผู้เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมในวัยเยาว์ของผู้ตายกล่าวบ้าง “พวกพระกรุงเทพฯหลายวัด ถามผมกับมันว่ามาจากไหน พอบอกว่า มาจากร้อยเอ็ด เขาก็บอกว่า วัดนี้ไม่รับเณรลาว ผมนี่ถอยเลย ไม่เอาแล้ว แต่ว่ามันไปต่อ เพราะหัวดี แล้วมันก็สอบติดมหาวิทยาลัยสงฆ์ มันก็เลยพยายามไถ่ถามพวกพระเณรที่สอบติดเหมือนกันว่า มีที่ไหนที่พอได้พักอาศัยบ้าง มันไปสุดของมัน ได้อยู่วัดอะไรสักอย่างนี่ล่ะ แต่ไม่ได้สังกัดวัดหรอกนะ”

“ตอนเป็นเณรที่กรุงเทพฯ น่ะ พ่อมันเคยแอบไปเยี่ยม พอกลับมากินเหล้าเมาร้องไห้ 3 วัน 7 วัน บอกสงสารลูก ทำไมต้องสู้อดสู้ทนขนาดนั้น มันกางมุ้งนอนที่ระเบียงกุฏิ บนหัวนอนมีหนังสือเป็นตั้งๆ พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็สึกจากเณร มันเคยเล่าให้กูฟังว่า ตอนนั้นมันต้องโกหกพ่อว่า ระเบียงตรงนั้นเป็นห้องนอนเล่นอ่านหนังสือ ให้พ่อนอนในห้องในกุฏิแทน แต่พ่อมันรู้ว่า ตรงนั้นคือที่นอนที่อ่านหนังสือจนจบมัธยมของมัน”ลุงสมอัดยาเส้นเข้าปอดไฟแดงวาบ

“ตอนนั้นเป็นเรื่องอะไรนะ? พฤษภาทมิฬ 1992 ใช่ไหม? หลังจากพวก รสช.ที่มีบิ๊กสุ บิ๊กจ๊อด บิ๊กเต้ ยึดอำนาจจากชาติชายน่ะ” น้าสาวที่น้ำตาเพิ่งเหือดให้น้ำเสียงต่ำเครือพูดถึงผู้ตาย “จากนั้น ก็มีการปราบประชาชนอยู่ที่ถนนราชดำเนินใช่ไหม มันส่งหนังสือพิมพ์ ส่งหนังสือมาห่อใหญ่ให้พ่อมันอ่าน แถมเขียนจดหมายบอกมาด้วยว่า อย่าเชื่อโทรทัศน์ อย่าเชื่อวิทยุ เพราะเผด็จการทหารคุมสื่อพวกนี้ไว้หมดแล้ว ต้องอ่านหนังสือจึงจะได้เห็นความจริง ฉันก็ได้มาฟังพ่อมันอ่านข่าวให้ฟัง ตอนนั้นมีคนตายเยอะ หายก็เยอะ แต่มันก็โชคดีที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ”

“มันขี้กลัว แต่มันหัวแข็ง หัวดื้อแบบดื้อเงียบ” บุญมีกระเถิบไปนั่งพิงเสาชันเข่าขวาสีหน้าครุ่นคิด “ก่อนไปกรุงเทพฯหาวัดด้วยกันมันบอกตลอดว่า กรุงเทพฯ มีหนังสือเยอะ มันอยากเรียนธรรมศาสตร์ มันบอกว่า มหาวิทยาลัยนั้นสอนให้รักประชาชน ตอนนั้น มันเอาหนังสือต้องห้ามที่หามาได้ให้ผมดู ถ้าลุงได้เห็นภาพนักศึกษาประชาชนเป็นแสนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตอน 14 ตุลาคม 1973 รับรองจะต้องอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด แต่อันนั้นไม่มหัศจรรย์เท่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 1976 ที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ นักศึกษาถูกล้อมฆ่า บางคนตายแล้วเขาก็ลากศพมาแขวนคอใต้ต้นมะขาม บ้างก็กระโดดเตะ บ้างก็เอาขวดตี บ้างก็เอาเก้าอี้ฟาดปานพวกเขาไม่มีหัวใจ ปานคนตายไม่มีพ่อแม่ แล้วมันเกิดหน้าวัดพระแก้วด้วย”

“แต่ตอนนั้นกูได้ข่าวทางวิทยุว่า พวกนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นคนญวน” ลุงสมตั้งข้อสังเกตกลางควันธูปและพันยาสูบกอกใหม่

“ลุงต้องไปดูหนังสือที่มันเอาให้ผมดู” บุญมีสวนทันควัน “มีแต่คนไทย คนที่ถูกแขวนคอที่ต้นมะขามน่ะคนอีสานบ้านเรานี่หละ เรียนจุฬาฯ เลยนะ ยังไงดีละ ตอนนั้น ผมหมดหวังกับกรุงเทพฯ ใช่ไหม? เลยถามมันว่า ถ้าผมจะไปเรียนที่สำนักหนึ่งที่บางละมุง ชลบุรีล่ะดีไหม? มันบอกเลยว่า เจ้าสำนักที่นั่นเป็นพวกมิจฉาทิฐิ อย่าไปเลย ผมก็สงสัย มันก็บอกว่า จากภาพนักศึกษาถูกฆ่าที่ธรรมศาสตร์นี่ ก็เพราะมีการยกเอาคำพูดของพระรูปนี้ที่เคยบอกว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” มาเป็นเครื่องมือปลุกระดมพวกลูกเสือชาวบ้าน นวพล กระทิงแดง ไปล้อมฆ่านักศึกษา ผมก็เลยสึกมาทำนาดีกว่า ไม่บวชไม่เรียนมันแล้ว”

“ฉันจำได้ตอนที่มันส่งหนังสือพิมพ์มาให้อ่าน มันบอกว่า อย่าเชื่อวิทยุ อย่าเชื่อโทรทัศน์ มันบอกว่า ในอดีตนั้นนักเขียนบางคนไปออกวิทยุปลุกระดม สื่อบางฉบับก็ตัดต่อ – ตกแต่งภาพเพื่อยุยงให้คนลุกขึ้นมาฆ่ากัน มันบอกว่า อ่านมาก ๆ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อหรือพวกมีอำนาจ” น้าสาวเท้าความหลังเมื่อพฤษภาคม 1992 

“เป็นไงล่ะไอ้คนเก่ง ไอ้คนดื้อ มึงเจอเองเลยเหรอเพื่อน?” บุญมีละล่ำละลักปักธูปแล้วก้มลงกราบร่างไร้วิญญาณของเสี่ยวแพง

***

คุณกำลังอยู่ในงานศพของผม นั่นคือ บทสนทนาบางส่วนของญาติและเพื่อนของผม อย่าตกใจหากพวกเขาพูดไม่เหมือนชาวบ้าน จริงๆ แล้วผมอยากให้เข้าใจเสียใหม่ว่า คนบ้านผมที่เป็นชาวบ้านนั้น ไม่เป็นแบบที่พวกคุณวาดภาพในใจแบบ “เหมารวม” เอาไว้อีกต่อไปแล้ว

ลองดูสิ บุญมีเพื่อนผมเป็นเถ้าแก่รถไถที่รับงานทั่วอีสานใต้ และเป็นคนมอบข้าวสารสิบกระสอบสมทบมากับกลุ่มชาวนาที่เข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องยุบสภา ส่วนน้าสาวเป็นเจ้าของแปลงผักปลอดสารและนาข้าวมะลิขึ้นชื่อ ทุกเช้าตรู่แกจะเข้าอินเตอร์เน็ตเช็คข่าว ส่งเมล์ถึงลูกสาวที่แต่งงานกับชาวอังกฤษ จากนั้น ก็หุงหาข้าวปลาให้หลาน ๆ กินก่อนขึ้นรถไปโรงเรียนโดยมีลุงสมเจ้าของรถเป็นคนขับรับ-ส่งทุกวัน

คนบ้านผมจดจำปีเป็น “คริสตศักราช” ไม่ใช่ “พุทธศักราช” ทำไมนะหรือ? หลวงตาที่วัดแกบอกเองเลยว่า หากเราไม่อยากให้ความทรงจำของเราเป็นส่วนเกินของความทรงจำโลก ต้องบอกปีเป็น ค.ศ. เพราะเราไม่ต้องเสียเวลามาลบด้วย 543 ดังนั้นเมื่อต้องการทบทวนความทรงจำ มันจะทำให้ความรู้ของเราเร็วเท่าความรู้สากล ไม่สับสน ไม่เสียเวลาบวกลบอีกต่อไป นั่นคือ สิ่งที่คนตายอย่างผมอยากบอกก่อนจะเข้าเรื่อง

***

ผมถูกยิงตอนบ่าย 3 โมงบริเวณต้นมะขามใหญ่ข้างกำแพงกระทรวงศึกษาธิการ ตอนนั้น มันเป็นวันที่ 10 เมษายน 2010 ผมหลบทหารหลังแท้งก์น้ำ แต่กระสุนก็เข้าตรงสีข้าง ผมมีแค่มือกับถุงมือและผ้าปิดจมูก ตอนนั้นเฮลิคอปเตอร์ทิ้งแก๊สน้ำตาลงที่เวที คนแก่ เด็กเล็ก ผู้หญิงต่างก็ยอมรับไม่ได้ เพราะเราต่างมามือเปล่า เราเรียกร้องแค่ให้เขายุบสภาแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ต้องการอะไรมากกว่านั้น 

ตอนนั้นเพื่อนและผมรับถุงมือและผ้าปิดจมูกจากคุณยายคนหนึ่งแล้วกำลังจะวิ่งไปช่วยคนบาดเจ็บที่หน้าแถวทหาร จากนั้นผมก็รู้สึกจุกที่ท้อง พอก้มลงมองก็เห็นเลือดทะลัก ตะโกนเรียกเพื่อนที่ไปด้วยกัน มันต้องคลานมาดึงผมออกมาจากตรงนั้นราว 4 – 5 เมตร แล้วแบกผมขึ้นมอเตอร์ไซค์ของผู้ร่วมชุมนุมนำส่งที่โรงพยาบาล 

***

ถัดผาสูงชันเบื้องล่างนั้นเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก ผมหลบที่โคนต้นไม้ใหญ่ แว่วเสียงเพลง Sunday Bloody Sunday ของ U2 แผ่วโหยมาจากทิศเหนือ ไม่กี่อึดใจถูกกลบด้วยเสียง ตึบ-ตึบ-ตึบ-ตึบของเฮลิคอปเตอร์ที่โผล่ขึ้นมาจากหน้าผาเบื้องหน้า บนนั้นมีทหารพร้อมอาวุธครบมือ ลำแสงสปอตไลท์สาดมา ตามด้วยห่ากระสุนกระหน่ำยิงไม่ยั้งมือ ผมทรุดลงจมกองเลือดบนผืนหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงสาวที่ผมเฝ้าฝันถึงตลอดชีวิตได้แต่ร่ำไห้กอดร่างผมไว้ในทรวงอกอันกระเพื่อมด้วยความโกรธแค้น

***

3 ชั่วโมงต่อมาผมก็ตาย กว่าน้องสาวผมจะค้นหาผมเจอก็ตอน 6 โมงเย็นวันที่ 10 เมษายน 2010 ผมเห็นเธอต้องวิ่งขึ้นลงตึกโรงพยาบาลหลายชั้นหลายรอบ เพราะพยาบาลไม่ยอมบอกข้อมูลอะไรเลย อาจจะเป็นเพราะความฉุกละหุกและช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บและคนตายจำนวนมากจากการปะทะกันในบ่ายวันนั้น 

ก่อนรับศพกลับบ้าน น้องสาวผมรับฟิล์มเอกซเรย์และบันทึกของหมอที่ระบุว่า ผมตายเพราะ“ของแข็งชนิดหนึ่ง” ทำให้กระดูกเชิงกรานของผมแตกละเอียด น้องสาวผมแย้งหมอว่า “มันรูกระสุนชัด ๆ ทำไมไม่เขียนว่าถูกยิงด้วยกระสุนปืน ทำไมต้องเขียนว่า ของแข็งชนิดหนึ่ง” สุดท้ายคุณหมอที่มือเปรอะไปด้วยเลือดก็บอกกับน้องสาวผมว่า “ผมทำตามหน้าที่”

ชีวิตผมก็เท่านี้ ที่เหลือน้าสาว ลุงสมและบุญมีเสี่ยวแพงของผมได้บอกไปบ้างแล้ว ตอนนี้ ผมอยากฟังเสียงแม่ แต่แม่คงไม่พูดอะไร ไม่ร้องไห้ ไม่เสียน้ำตา นั่นล่ะแม่ผม

มันเกิดในยุคสมัยของเรา ยุคที่ข้อมูลข่าวสารถึงกันขนาดนี้ เรายังยอมให้มีการฆ่ากันกลางถนนได้อย่างเลือดเย็นนั้น มันไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาแล้วและผมก็รู้ว่า เมื่อเสร็จจากฌาปนกิจศพผมแล้ว แม่และน้องกับคนในหมู่บ้านของผมจะยิ่งแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับผู้คนมือเปล่ามากขึ้นและมากขึ้น


หมายเหตุ : “ตะวันออกเฉียเหนือ” ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสารชายคาเรื่องสั้นฉบับที่ 3 เมื่อปี 2555 มี มาโนช พรหมสิงห์ เป็นบรรณาธิการ 

เชิญอ่านฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกได้ที่นี่

Remembrances of Red Trauma (3) – The Northeast

Scroll Up