ซีรีส์ชุด “1 ทศวรรษ เมษาฯ-พฤษภาฯ เลือดปี’53” (1) – ทำไมต้องคลี่ปม 10 ปี แห่งความสูญเสีย

ภาพหน้าปกจาก  Cyrille Andres

หทัยรัตน์ พหลทัพ เรื่อง 

แม้จะเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังมีความสับสนกับตัวเลขคนตายในเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 บ้างก็ว่า 99 คน บ้างก็ว่า 98 คน บ้างก็ว่า 95 คน บ้างก็ว่า 94 คน 

ไม่ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร แต่ที่แน่ๆ คือ “มีคนตาย (กลางเมือง)” 

และข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ก็บอกว่า คนที่ตายกว่าร้อยละ 47 เป็นคนอีสาน 

แม้ใครจะลืมเลือนกับเหุตการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ทีมงานเดอะอีสานเรคคอร์ดยังไม่ลืม 

เพราะมีหลายคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ 

เพราะมีหลายคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด 

เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งจากการเสียชีวิต บาดเจ็บ ถูกดำเนินคดีอีกเป็นจำนวนมาก พวกเขาเหล่านี้มีคนที่รักและมีครอบครัวอยู่ข้างหลัง 

วาทกรรมตามขยี้ควายแดง 

แม้บางส่วนจะได้รับการเยียวยา แต่ก็มีอีกจำนวนมากที่ถูกหมางเมิน ขณะเดียวกันกลับมีวาทกรรม “พวกเผาบ้านเผาเมือง” หรือกระทั่ง “พวกควายแดง” ตามมาขยี้ซ้ำ

ในบทสนทนาระหว่างเดอะอีสานเรคคอร์ดกับ “เดือนวาด พิมวนา” นักเขียนซีไรต์ปี 2546 ในซีรีส์ชุดนี้ช่วงหนึ่งอธิบายวาทกรรมเหล่านี้ว่า การชุมนุมครั้งนี้ถูกตีความเป็นการชุมนุมแห่งชนชั้น ที่น่าเศร้าใจคือ คนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมเป็นคนอีสาน เป็นคนอยู่ในกลุ่มก้อนที่มักถูกเหยียบย่ำด้วยวาทกรรมต่างๆ อยู่แล้ว เช่น วาทกรรม โง่ จน เจ็บ เป็นพวกขลาดเขลา เป็นพวกเห็นแก่เงิน เป็นคนจน เป็นต้น 

“คำดูถูกเหยียดหยามเหล่านี้พุ่งตรงมาที่คนอีสานมานานแล้ว กระทั่งวันหนึ่งคนอีสานเกิดมีสำนึกและเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งทางการเมือง เขาก็ถูกมองซ้ำลงไปอีกด้วยการตัดสินทางการเมือง ซึ่งมันเป็นการซ้ำที่น่าจะเจ็บปวดมากกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า” นักเขียนหญิงคนนี้กล่าวและว่า “นักเขียนบางคนก็มีส่วนในการสร้างวาทกรรมเหล่านี้ด้วย” 

ส่วนนักภาษาศาสตร์อย่าง ผศ.ดร.เสาวนีย์ ตรีรัตน์ อเลกซานเดอร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี อธิบายวาทกรรมนี้ว่า คำว่า “ควาย” เป็นวาทะแบบไทยก็คือ คนโง่หรือความโง่ ใช้เรียกคนที่คิดว่าโง่ ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคม การเหยียดให้คนต่ำกว่าคน เป็นสัตว์ที่ต้อยต่ำ เป็นสัตว์ที่โง่ ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Dehumaize หรือการทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ 

“คนมักมองคนเสื้อแดงว่าโง่ พอโง่แล้วก็ถูกหลอก คือมองชาวบ้านที่ถูกเรียกว่า เสื้อแดง เป็นเหยื่อที่สะท้อนความคิดว่าพวกเขาไม่มีความรู้ เมื่อไม่มีความรู้ก็ตกเป็นเหยื่อไปเสีย” ผศ.ดร.เสาวนีย์อธิบายวาทกรรมที่ถูกใช้กับการเคลื่อนไหวของ นปช. บนสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย 

สังคมไทยมักปล่อยคนผิดลอยนวล 

ห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แม้หลายหน่วยงานจะมีความพยายามของในการสืบหาข้อเท็จจริง อย่างคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็ได้เปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์ออกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2555 

ในรายงานหน้า 269 ว่าด้วยข้อเสนอแนะในกรณีเร่งด่วนว่าด้วยการนำหลักความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านมาปรับใช้ โดยเสนอรัฐควรนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องมีความเป็นธรรม เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ โดยรัฐเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา จำเลย และผู้เสียหายอย่างเคร่งครัด

ทว่า 10 ปีผ่านไป ผู้สั่งให้สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 กลับยังลอยนวล 

แม้จะมีความพยายามเอาผิดผู้สั่งการตามกระบวนการยุติธรรม แต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 คณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ก็มีมติยกคำร้องให้รื้อคดีสลายการชุมุชนปี 2553 

จึงไม่แปลกหาก น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตวุฒิสภาและอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่พยายามค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ครั้งนั้น จะบอกกับทีมงานเดอะอีสานเรคคอร์ดว่า “สังคมไทย เป็นสังคมของคนที่ผู้กระทำความผิดลอยนวล เผอิญว่าผู้ทำความผิดนั้นเป็นผู้ที่สามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้” 

เมื่อไม่มีคนผิด ไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิด ผู้ที่ถูกกระทำ รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบ จึงยังไม่ได้รับการสะสางทางจิตใจ ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป. จึงปรากฏตัวเลขของผู้ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนั้นมากถึง 4,537 คน ในจำนวนนี้มีผู้เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 231 คน และป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 1,322 คน 

ภาวะบอบช้ำทางจิตใจ แม้จะทำให้กลุ่ม นปช. หรือคนเสื้อแดงลดการเคลื่อนไหวลง แต่อาจารย์ธีระพล อันมัย ผู้สังเกตปรากฏการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงบอกว่า การปราบปรามอาจทำให้คนกลัว และคนอาจจะกลัวตายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุด 

“คนที่ออกไปสู้ เท่าที่ผมคลุกคลี ส่วนหนึ่งตาย ส่วนหนึ่งพิการ ส่วนหนึ่งติดคุก ส่วนหนึ่งลี้ภัย ส่วนหนึ่งแทบจะไม่มีที่อยู่ที่ยืนในสังคม ถามว่าเขาหลาบจำหรือไม่ ผมว่าเขาไม่หลาบจำ เขาแค่รอเวลา” อ.ธีระพลเล่าจากปรากฏการณ์ที่เห็นและว่า “ถ้าเบิ่งซุมแม่มันตาย ชาวบ้านว่าอย่างนี้ ชาวบ้านรอเหยียบซ้ำ เท่าที่ฟัง คือมันไม่มียุคสมัยไหนที่ชาวบ้านสาปแช่งคนมีอำนาจได้ขนาดนี้ ไม่มียุคสมัยไหนที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาแช่ง บ่น และด่าชนชั้นนำได้มากเท่านี้อีกแล้ว”

ห้วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อาจจะมีคนลืมเลือนเหตุการณ์ แต่บางคนเหตุการณ์เมื่อปี 2553 อาจยังคงตามหลอกหลอนพวกเขา แม้กระทั่งในความฝัน 

“จากวันที่มีใครคนหนึ่งกลายเป็นอาชญากร จากวันที่มีใครคนหนึ่งเป็นฝ่ายถือปืนแล้วมีคนล้มลง มันไม่ได้คลี่คลายไปไหน นี่คือปฏิบัติการณ์ของภาครัฐที่ทำกับประชาชน เมื่อเขายังเป็นฝ่ายที่ถือครองอำนาจเหนืออยู่ ปฏิบัติการที่จะทำให้มันเงียบก็จะดำเนินต่อไป เวลา 10 ปี ไม่นาน จนกระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างเลือนหายไปอย่างแท้จริง ไม่มีทางเลย” เดือนวาด พิมวนา ให้สัมภาษณ์ไว้ในซีรีส์ชุดนี้  

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทีมงานเดอะอีสานเรคคอร์ดรวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 โดยจะนำเสนอผ่านบทความ บทสัมภาษณ์พิเศษ วิดีโอสั้น บทกวี และเรื่องสั้น 

ทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่เป็นไปเพื่อสรุปข้อเท็จจริงใดๆ แต่เป็นการถอดบทเรียนความรุนแรงที่ผ่านมา เผื่อว่าสังคมไทยจะได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนั้น…เผื่อว่าจะไม่ได้เกิดขึ้นอีก…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  

Scroll Up