“คำกลอนบรรยายรัฐธรรมนูญ” วรรณกรรมจากสายตาคนอีสาน

ภาณุพงศ์ ธงศรี เรื่อง 

เมื่อช่วงปี 2554 – 2557 ที่สังคมไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง บางฝ่ายมักมองว่า คนในชนบทที่ชอบฝ่ายตรงข้ามกับตนเอง “ไม่เข้าใจประชาธิปไตยดีพอ” เขาจึงออกมาเรียกร้องการปฏิรูปที่นำไปสู่ระบอบเผด็จการด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2557 บทความนี้ ผมไม่ได้อยากบอกเล่าเรื่องนี้ และอธิบายความต่อไปมาก แต่อยากยกหนังสือหนึ่งที่มองผ่านสายของคนอีสาน โดยใช้หลักการตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้น มาตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่ไม่เข้าใจหลักการประชาธิปไตย ไม่ยอมการแบ่งปันอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ภาพหน้าปกหนังสือ คำกลอนพากย์อีสาน บรรยายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ของขุนพรมประศาสน์ จาก TU Digital Collections

ผมหยิบหนังสือ “คำกลอนพากย์อีสาน บรรยายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม” ของขุนพรมประศาสน์ นายอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เขียนไว้ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาวิจิตรธรรมปริวัตร (คำ พรหมกสิกร) เมื่อ 24 เมษายน 2478 หลังจากที่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 3 ปี 

หนังสือเล่มนี้มีโวหารและปฏิภาณในการเขียนผ่าน “โคลงสาร” บอกเล่าองค์ความรู้ด้านประชาธิปไตยที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกาพย์กลอนอีสานว่าเข้าถึงประชาชน และความเข้าใจของคนอ่านในสมัยนั้น ถือเป็นภาพสะท้อนว่าสังคมอีสานเอง แม้จะเป็นนักปราชญ์บ้านนอก แต่องค์ความรู้ก็ใช่ว่าจะตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลก

ภาพขุนพรมประศาสน์ อดีตนายอำเภอเขื่องใน ผู้ประพันธ์คำกลอนพากย์อีสาน บรรยายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม จากหนังสือไขภาษิตอีสาน (ภาพจากคุณปกรณ์ ปุกหุต)

เรื่องราวของคำกลอนเริ่มต้นที่การแนะนำตัวของผู้เขียน สาธยายพระคุณของบ้านเกิดเมืองนอนและหน้าที่การงาน รวมถึงวัตถุประสงค์ของการแต่งคำประพันธ์ 

ด้วยกลัวว่าคนอีสานจะไม่เข้าใจ “ภาษาเมืองล่าง” (กรุงเทพฯ) จึงแต่งหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่ออธิบายความสำคัญของการปกครองในระบอบใหม่ ต่อจากนั้นจึงได้ย้อนกลับไปอธิบายรูปแบบการปกครองของไทยในสมัยก่อน ดังความที่ว่า

เฮียมขอหวนหลังเว้าการปกครองตั้งแต่เก่า

ตั้งแต่กกแต่เค้ามีเจ้าแต่งการ

นับได้นานปีล้ำกษัตริย์กำอำนาจ

ส่วนไพร่ราษฎร์แสนซิฮู้บ่มีสู้ท่านเธอ

บ่มีเอออวยด้วยดอมเสียงซาวไพร่

เฮ็ดจั่งใด๋ก็ย่อมได้สุดแท้แต่พระองค์

ท่านหากทรงปกป้องตามคลองฮีตแต่ก่อน

ลางผ่องสุขลางผ่องฮ้อนลอนพ้อบ่ทั่วเถิง

กลุ่มคณะราษฎรผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. 2475 จาก photoontour

นอกจากนี้ ยังได้อธิบายระบอบการปกครองก่อนการเปลี่ยนแปลงในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่สะท้อนถึงภาพทั้งของฝ่ายสยามและฝ่ายหัวเมืองประเทศราช ในอดีต การปกครองต้องมีการปฏิบัติตาม “ฮีตสิบสองคองสิบสี่” เป็นการดำเนินทั้งฝ่ายเมืองและฝ่ายบ้านไปพร้อมกัน ด้วยการปกครองลักษณะนี้ไม่สามารถที่จะดูแลครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของรัฐได้ เมื่อไทยเป็นรัฐสมัยใหม่จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง ผู้เขียนขอยกชื่อ “คณะราษฎร” ออกมาเขียนบอกเล่าไว้ ดังนี้

จั่งว่ามีคนกล้าอาสาตายตางราษฎร์

ชวนหมู่ญาติมิตรได้โฮมเฮ้าเข้าซ่อยกัน

เหมิดทั้งมวลนั้นมีนามขานว่า “คณะราษฎร์

ล้วนแต่สามารถฮู้ปรึกษาฮู้ฮ่ำการ

……………………………………………..

คือว่า นายพันเอก พระยาพหลฯ เป็นใหญ่

หลวงประดิษฐ์ฯ เป็นคู่ได้เทียมข้างดั่งเงา

……………………………………………..

ให้หมู่เจ้าพี่น้องจำชื่อการปกครอง

ทำนอง “ประชาธิปไตย” แม่นสมัยคราวนี้

ควรที่จำเอาไว้มื้อเปลี่ยนการปกครอง

ใน พ.ศ.สองพันสี่ปลายเจ็ดห้า

มิถุนายนมาส วันศุกร์ที่ซาวสี่

มื้อที่ทูลพระเจ้าอยู่หัวให้เปลี่ยนแปลง

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าคณะราษฎร์ นำโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และอำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ถือเป็นคนกล้านำประเทศเข้าสู่ระบอบใหม่ ที่สร้างความเท่าเทียมของคนไทยให้เสมอภาคกัน พร้อมทั้งยังมีการอธิบายศัพท์ที่ยากต่อความเข้าใจของชาวบ้านให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เช่น คำว่า

“รัฐธรรมนูญ” ดังความที่ว่า

“รัฐ รัฏฐ” นี้เป็นภาษามคธภาค

แปลเป็นไทยว่าแว่นแคว้นเมืองบ้านก็ดั่งกัน

“ธรรมนูญ” เป็นชื่อแท้แปลความว่าระเบียบ

ยามเมื่อโฮมเทียบเข้าสองถ้อยจั่งค่อยแปล

…………………………………………………………

ห่านี้ เฮามาฟังความเว้าหมายเอาหลักใหญ่

“อำนาจอธิปตัย” แต่ก่อนพุ้นเกินกว้างเขตต์บ่อมี

จะเห็นว่าคำทั้งสองนี้ เป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยที่เข้าใจได้ง่ายๆ โดยผู้เขียนย่อลงมาเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจหลักของการปกครองที่ทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นรัฐ (State) สมัยใหม่ของไทย ที่มีองค์ประกอบครบถ้วนที่ 4 อย่าง ได้แก่ ประชาชน รัฐบาล ดินแดน และอำนาจอธิปไตย โดยผู้เขียนยังชี้ถึงบทบาทของแต่ละคนในรัฐไว้อย่างน่าสนใจความว่า

กษัตริย์ไทยกำหนดไว้เพียงใดเป็นอำนาจ

ประชาราษฎร์ก็ว่าไว้ให้สิทธิ์ใช้ท่อใด

ไผผู้เป็นหัวหน้าในสภาผู้แทนราฏร์

อีกอำมาตย์ใหญ่น้อยคนฮู้ซู่สถาน

กับทั้งรัฐบาลนั้นกฎหมายปันอำนาจ

รัฐธรรมนูญวางวาดไว้เป็นข้อกัตติกา

บทกลอนดังกล่าวได้ประมวลเนื้อหาและบทบาทของแต่ละคนที่อยู่ภายใต้รัฐ กติกาที่ตกลงกัน โดยหลักการใหญ่คือความเท่าเทียม สัมพันธ์กับความเป็นชาติทั้งด้านการเมืองและด้านวัฒนธรรม โดยขุนพรมประศาสน์ ได้อุปลักษณ์ (metaphor) ธรรมนูญและกฎหมายไว้อย่างแยบคาย ดังความที่ว่า

รัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายต้นเทียมตนคือพ่อแม่

กฎหมายอื่นแต่ละเล่มคือก้านกิ่งใบ

ไผผู้ลบหลู่ล้างเหยียบย่ำธรรมนูญ

บุญบ่อมีชูชักส่วนสิเสียศูนย์เศร้า

ควรที่เฮาพี่น้องคอยปุนปองป้องซ่อย

ไผผู้เฮ็ดถ่อยฮ้ายให้เฮาหุ้มซ่อยสุม เที่ยวเทอญ

จากเนื้อความจะเห็นว่าการใช้อุปลักษณ์ (metaphor) ให้เป็นเหมือนพ่อแม่นั้นแยบคายมาก เพราะคติความเชื่อของคนไทยนั้นยึดโยงกันการนับถือบรรพบุรุษ ซึ่งไม่ควรจะลบหลู่ ดูหมิ่นหรือเหยียดหยาม ด้วยเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ อีกทั้งยังสื่อนัยถึงความรัก ความเท่าเทียม และความปรารถนาดีของพ่อแม่ (รัฐ) ที่มีต่อลูก (ประชาชน) ไม่แบ่งแยก ดังความที่ว่า

คือว่าในบั้นต้นกฎหมายว่าคนไทย

อันมีในสยามเป็นชาติเดียวกันเกลี้ยง

บ่อให้ลำเอียงเอิ้นลาวเขมรมอญหม่านฯ

หลักการท่านว่าไว้บ่อยอมให้แบ่งยาย

อันว่าคนภายใต้ในสยามประเทศ

อาณาเขตต์แผ่นหล้าให้โฮมหุ้มห่อกัน

อนุสาวรีย์เทอดรัฐธรรมนูญ จังหวัดมหาสารคาม ภาพจาก silpa-mag.com

ในวรรคนี้ ดูเหมือนเป็นการตอบโต้วาทกรรมที่ส่วนกลางสร้างความเป็นอื่นให้กับดินแดนภูมิภาคอื่น ทำให้เกิดการแบ่งแยก ผู้เขียนจึงเอาหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญไทยมาชี้ว่า ต่อไปนี้ไม่สามารถแยกและเหยียดกันได้ เพราะในทางกฎหมายให้ถือว่าทุกคน ทุกศาสนาในประเทศแห่งนี้ เป็นชาติเดียวกัน 

นอกจากนี้ ยังได้อธิบายถึงบทบาทของผู้แทน การเลือกตั้ง และความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ควรรู้ แล้วขุนพรมประศาสน์จึงทิ้งท้ายของคำกลอนนี้ไว้ว่า

ส่วนว่าทางเส้นเค้าทางเก่าเอาหนามโพะ

อย่าได้โงงมคลำขวากหนามซิตำพื้น

ขอให้ยืนยาวมั่นธรรมนูญไทยประเทศ

ขอพระปกเกศเกล้าไทยด้าวจุ่งเจริญ โสตถิ์เทอญฯ

ทางเส้นเค้าทางเก่าเอาหนามโพะ เป็นถ้อยคำที่ปิดคำกลอนได้ดี ชี้ให้เห็นว่าการเดินทางกลับไปเรื่องการปกครองดังเดิมคงเป็นเรื่องยากแล้ว ในฐานะที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ควรอยู่ตามครรลองของประชาธิปไตย ท้ายสุดแล้วประเทศไทยเราจะเจริญรุ่งเรืองดังนานาประเทศ 

ผมอ่านจบด้วยความสนุกสนานให้ภาพประชาธิปไตยที่เต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิในอดีต สะท้อนมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่าเราอยู่ในระบบรัฐอย่างไร บทความนี้คงจะพอตอบได้ว่า อย่างน้อยสังคมคนอีสานเอง เขาก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องราวของประชาธิปไตย อย่างน้อยก็มีหนึ่งคน คือ ขุนพรมประศาสน์ ที่ออกมาเขียนไว้เมื่อ 85 ปีก่อน ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และพร้อมน้อมรับด้วยเข้าใจได้ว่า “ประชาธิปไตยนั้นกินได้”

หมายเหตุบรรณาธิการ : ในหนังสือ “คำกลอนพากย์อีสาน บรรยายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม” ของขุนพรมประศาสน์ สะกดคำว่า “คณะราษฎร” เป็น “คณะราษฎร์”  

Scroll Up