ความเป็นอีสานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย (ตอนที่ 2)

เครดิตภาพปกจากเว็บไซต์ไทยบันเทิง 

วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ เรื่อง 

ไม่ทราบแน่ชัดเรื่องการให้นิยามคำว่า “หนังอีสาน” เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด ตามข้อมูลจาก หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) บันทึกว่า ภาพยนตร์ที่ผลิตในภาคอีสานเรื่องแรก คือเรื่อง “แม่ศรีเรือง” (2484, เลียง ไชยกาล) จากเรื่องย่อเป็นเรื่องราวของภาพยนตร์แบบ “โศกนาฏกรรม” อันเป็นเรื่องราวความรักและชีวิตที่ไม่สมหวังของชนชั้นปกครองจากส่วนกลางที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี 

เมื่อพิจารณาจากภาพยนตร์ที่ผลิตในช่วงปีไล่เลี่ยกันนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องในรูปแบบที่ไม่ต่างกันมากนัก หากจะวิเคราะห์ถึง “ประวัติศาสตร์ของรูปแบบ”​ ในโครงสร้างของการเล่าเรื่องใดๆ แล้วนั้น ค่อนข้างที่จะใช้ “พื้นที่” และ “เวลา” ในการเขียนอธิบาย

บทความนี้จะเขียนถึง “การเมืองของคนนอก” และ “ภาพยนตร์สัจนิยมอีสาน” ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเป็นประเด็นสำคัญ 

ในประเทศไทยคำว่า “สัจนิยม” ถูกใช้ในงานวรรณกรรม โดยกลุ่มนักเขียนในช่วงปี 2500 ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ผู้เขียนอยากจะยกมาเพียงแค่ 2 เล่ม ได้แก่ วรรณกรรมเรื่อง “ปีศาจ” โดย “ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์” และ วรรณกรรมความเรียงเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” โดย “จิตร ภูมิศักดิ์” ซึ่งมีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์สอดแทรกเอาไว้ด้วย อันเปรียบเหมือนคัมภีร์ชิ้นเอกสำหรับนักศึกษาในยุคตุลาคม 2516-2519 สำหรับการต่อสู้ทางความคิดกับอำนาจเผด็จการทางทหาร ซึ่งทั้ง 2 เล่มนี้จะเรียกว่าเป็น “วรรณกรรมอิสระ” ก็ไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก

กลับมาที่ฝั่งของภาพยนตร์ เมื่อช่วงปี 2500 ที่ไฟสงครามเย็นกำลังคุกรุ่น แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สังเกตได้จากจำนวนหนังที่ฉายในปีนั้นมีจำนวนค่อนข้างมาก 

แน่นอนว่า เกือบทั้งหมดเป็นภาพยนตร์ที่ผลิตจากศูนย์กลางทางอำนาจเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ในจำนวนภาพยนตร์ในระบบอุตสาหกรรมนั้น ก็จะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระดับชาติอยู่จำนวนหนึ่ง

หากพิจารณาจากชื่อและแนวคิดหลักของภาพยนตร์แล้ว จึงอยากยกตัวอย่างเพียงแค่ภาพยนตร์เรื่อง “ปักธงไชย” (2500, หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา) ซึ่งใช้ฉากหลังเป็นเรื่องราวของ “สงครามปราบฮ่อ” ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินแถบอีสานในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงปี 2428  

เมื่อผู้เขียนวิเคราะห์ถึงโครงสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว จึงเห็นภาพยนตร์ที่มีแนวคิดการเชิดชู “วีรบุรุษสงคราม” และการส่งเสริมแนวคิด “ชาตินิยม” และ “ชาติพันธุ์นิยม” เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” (2484, ปรีดี พนมยงค์) อันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2083 โดยมี “กรุงอโยธยา” เป็นเมืองหลวงและมีการสู้รบเพื่อแย่งชิงดินแดนกับ “กรุงหงสาวดี” กรณีดังกล่าวนี้ ผู้เขียนนิยามว่าเป็น “ภาพยนตร์แฟนตาชีเชิงประวัติศาสตร์สงคราม”​ ที่ค่อนข้างห่างไกลไปจากสภาพความจริงของชีวิตในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เหล่านี้ได้เผยแพร่สู่ประชาชน

แต่ก็ยังไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนอีสานได้อย่างสมเหตุสมผล อย่างที่ควรจะเป็น จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่อง “ไฟเย็น” (2508, ป.พิมล) สนับสนุนโดยสำนักข่าวอเมริกัน ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ฉากหลังที่บ้านม่วง ตำบลบ้านทุ่ม เมืองขอนแก่น 

เรื่องราวไม่ซับซ้อนมากและผลิตตามรูปแบบของภาพยนตร์อเมริกันในขณะนั้น ซึ่งต้องการใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อโฆษณาชวนเชื่อให้คนต่อต้านแนวคิดคอมมิวนิสต์ที่กำลังแผ่ขยายบนพื้นที่เขตภาคอีสานในอดีต โดยมีการออกแบบตัวละครแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มเจ้าหน้าที่ราชการ กลุ่มโจรคอมมิวนิสต์ และกลุ่มของชาวบ้านที่อยู่ในสภาวะสงครามทางความคิด ซึ่งการใช้คำว่า “โจรคอมมิวนิสต์” ในภาพยนตร์ ย่อมอธิบายถึงการสร้าง “วาทกรรม” และ “ภาพจำ” ของฝ่ายเสรีนิยมและทุนนิยมได้เป็นอย่างดี

 

ช่วงหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องไฟเย็นที่สร้างเมื่อปี 2508 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักข่าวอเมริกัน เครดิตภาพจากเว็บไซต์หอภาพยนตร์

เมื่อวิเคราะห์จากโครงสร้างของภาพยนตร์แล้วยังคงใช้วิธีเล่าเรื่องใน “รูปแบบนิยม” อันหมายถึง การสร้างเงื่อนไขของภาพยนตร์ให้เกิดความเร้าอารมณ์จนเกินไป ทุกอย่างจึงออกมาเป็นขั้วตรงข้ามแบบ “ขาวตรงข้ามกับดำเท่านั้น” 

แม้องค์ประกอบของภาพยนตร์จะมีความสมจริง อาทิ การแต่งกาย การถ่ายทำในสถานที่จริงหรือการถ่ายทำนอกสตูดิโอ แต่ก็เป็นได้แค่ “เปลือกแห่งความคิด” ที่ถ่ายทอดลักษณะทางกายภาพด้วยวิธีคิดแบบฮอลลีวู้ด เพราะทีมงานฝ่ายผลิตหลักเป็นทีมงานที่มาจากเมืองหลวง ศูนย์กลางแห่งอำนาจทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

มื่อพิจารณาลงลึกลงทางด้านภาษา ภาพยนตร์เรื่อง “ไฟเย็น” ยังใช้วิธีการพากย์เสียงทับด้วยภาษาไทยกลาง ซึ่งเป็นรูปแบบทางภาษาที่ผู้เขียนนิยามว่าเป็น “รูปแบบซ้ำๆ ของการวิธีการเล่าเรื่องด้วยการพากย์” ซึ่งมักจะเป็น “บทละคร/บทภาพยนตร์/บทพากย์” ที่ผู้มีอำนาจจากส่วนกลางอนุญาตให้ฉายและถ่ายทำได้

ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นโครงสร้างของบทสนทนาแบบนี้ในละครน้ำเน่า ภาพยนตร์บันเทิงเริงรมย์ชวนฝัน หรือในกลุ่มนิยายประโลมโลก อันเป็นบทสนทนาที่ซ้ำซาก ไม่ชัดเจน พายวนในอ่าง เร้าอารมณ์เกินจริง ซึ่งมุ่งเน้นไปทางการแสดงความคิดผ่าน “ภาษาของคำพูด” มากกว่า “ภาษาของการกระทำ”  

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีรากมาจากบทละครเวทีที่ใช้เล่นกันในหมู่ชนชั้นสูง บทละครทางโทรทัศน์หรือในนาฏกรรมต่างๆ รวมถึงรูปแบบของหมอลำในปัจจุบันที่ถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ก็เนื่องด้วยเงื่อนไขของการอนุญาตให้ผลิตในระบบอุตสาหกรรมแบบทุนนิยม

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง “ไฟเย็น” กลับอัดแน่นไปด้วยข้อมูลประเภทข่าวสารกึ่งชวนเชื่อจากทางราชการ จึงเต็มไปด้วยภาษาแบบราชการ แต่ก็ยังมีตัวละครบางตัวในหนังที่ฟังหมอลำแบบดั้งเดิมจากวิทยุ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการควบคุมประชากรโดยการกำหนดระดับชั้นของภาษา โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกนำไปฉายในสถานศึกษาต่างๆ อันเป็นแนวทางในการประชาสัมพันธ์ของทางราชการ

สิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ ตำบลบ้านทุ่มที่ใช้เป็นสถานที่หลักในการถ่ายทำนั้น โดยเฉพาะบ้านสาวะถีที่มีประวัติมาอย่างยาวนานว่าเป็นหมู่บ้านของหมอลำ ตั้งแต่การอพยพและกวาดต้อนครั้งใหญ่ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มี “หมอลำ” เป็นส่วนหนึ่งของ “สินค้าทางวัฒนธรรม” ที่ส่งกลับเข้าไปในเมืองหลวง ดังที่ได้เขียนไปในตอนที่แล้ว

ในหมู่บ้านแห่งนั้นยังพบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของ “กบฏผีบุญ” คือกลุ่มของคณะ “หมอลำโสภา” ซึ่งเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2483 โดยกลุ่มของคณะหมอลำโสภา ได้ต่อต้านอำนาจจากส่วนกลางอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือการต่อต้าน “พ.ร.บ.ประถมศึกษา พ.ศ. 2464” ที่บังคับให้ส่งเด็กไปเรียนในโรงเรียน ทางคณะหมอลำโสภาเล็งเห็นว่าโรงเรียนจะทำให้เด็กกลายเป็นคนไทย ภาษาไทยนั้นจะกินเด็กและหลงลืมภาษาธรรมที่คนอีสานสอนกันมาแต่โบราณ กลุ่มคณะหมอลำโสภาจึงไม่ยอมส่งลูกหลานเข้าไปเรียนในโรงเรียน 

เรื่องที่สองคือ การต่อต้านกฏหมายป่าไม้ที่ห้ามคนตัดไม้ ใครจะตัดไม้ต้องไปขออนุญาตจากกรมป่าไม้ แม้แต่จะไปตัดมาทำเรือนทำเล้าข้าวก็ไม่ได้ ทางกลุ่มคณะหมอลำโสภาเห็นว่า ต้นไม้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทางการไม่ได้ปลูก แล้วจะมาห้ามได้อย่างไร 

และเรื่องที่สามคือ กลุ่มคณะหมอลำโสภาได้ต่อต้าน “ภาษีบำรุงท้องที่” ที่ออกมาแทน “ภาษีรัชชูปการ” ซึ่งเป็นภาษีที่ทางการเรียกเก็บตามขนาดการถือครองที่ดิน ทางกลุ่มคณะหมอลำโสภาเห็นว่า ชาวบ้านต้องลงแรงถางป่า ขุดตอ ยกคันนา เหนื่อยยากกว่าจะได้ที่ดินที่นาแต่ละไร่ ที่นาจึงเป็นของชาวนาไม่ใช่ของรัฐ จะมาเก็บภาษีได้อย่างไร เหล่าแกนนำไม่ยอมเสียภาษีบำรุงท้องที่และมีคนไม่ยอมทำตาม จึงทำให้ทางการตั้งข้อหาเป็น “กบฏผีบุญ” ในที่สุด

ปัญหาที่แท้จริงของสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้น ล้วนแล้วแต่มีรากมาจากแนวคิดของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและการล่าอาณานิคม ถือกำเนิดขึ้นจากคนจำนวนหนึ่งที่ถือเอาปรัชญาที่ผิดพลาดและการมองโลกผิดไปจากความเป็นจริง รวมไปถึงเงื่อนไขของการสร้างเรื่องราวแบบ “แฟนตาซีเชิงประวัติศาสตร์” เพื่อครอบงำและควบคุมประชากร ในที่นี้หมายถึงการล่าอาณานิคมด้วยส่วนหนึ่ง การค้าทาสด้วยส่วนหนึ่ง การขูดรีดทรัพยากรด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้ “การมองเห็น” ในบางสิ่งที่เป็น “วัตถุวิสัย” แตกต่างไปจากความเป็น “อัตวิสัย” และ “ความจริงโดยสัมบูรณ์” 

การให้ความหมายและคุณค่ากับคำว่า “ทรัพยากร” อันรวมไปถึง “ทรัพยากรมนุษย์” จึงมีความไม่ถูกต้องอยู่หลายประการ ล้วนแล้วแต่เป็นบาดแผลทางจิตใจของผู้คนในแถบนี้ ผ่านการเข่นฆ่าและร่องรอยของการล่าอาณานิคมในประวัติศาสตร์ที่แท้จริง

Scroll Up