อีสานร่วมสมัยในสายตา a day

ธีร์ อันมัย เรื่อง 

ผมอ่านนิตยสาร a day ฉบับเดือนเมษายน 2563 ด้วยความออนซอน เพราะว่ามันเป็นนิตยสารเล่มล่าสุดที่ว่าด้วยลาวอีสานอ้อยต้อยทั้งเล่ม เป็นอีสานร่วมสมัย ไม่ใช่อีสานตั้งแต่เค้าหนหลัง

a day คืออีหยัง?

ในความรับรู้และเข้าใจของผมตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมานั้น a day คือนิตยสารของเด็กแนว เป็นนิตยสารเพื่อวัยรุ่นชนชั้นกลาง มีคอนเซปท์เฉพาะในแต่ละเล่มเพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กแนว นานๆ ทีจะมีเรื่องที่ตรงกับความประสงค์ของผมซึ่งเป็นพวกผู้บ่าวไทบ้าน จึงจะซื้อมาอ่านสักเล่ม 

แต่ทว่าในห้วงเวลาปีกว่าๆ มานี้ผมก็พบว่า ความเป็นเด็กแนวของ  a day ก็ยังอยู่ แต่ดูเนื้อหากลับหนักแน่นมีน้ำมีนวลมากขึ้น ผมจึงควักเงินซื้อ a day บ่อยขึ้น คือในภาวะที่นิตยสารทั้งหลายทยอยล้มหายตายไปจากแผงหนังสือนี้ a day ที่ยืนอยู่กลับมีแนวโน้มที่มีเนื้อหาเข้มข้นมากขึ้น จึงง่ายต่อการตัดสินใจเลือกซื้อมาอ่านเพราะนอกจากจะไร้คู่แข่งแล้ว คุณยังแข็งแรงด้านเนื้อหามากขึ้นด้วย 

ใน a day มีอีหยัง?

นอกจากรูปเล่มที่สวยงามตั้งแต่ปกที่มาในธีมงานวัด ศิลปกรรมข้างในเล่มก็เจือสีสันจัดจ้านเหมือนดอกจานหน้าแล้ง เหมือนลายหมอนขิดลายผ้ามัดหมี่อีสานละลานตาแล้ว 

ในส่วนของเนื้อหานั้น เริ่มตั้งแต่บทบรรณาธิการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นบทบรรณาธิการนิตยสารที่ดีที่สุดของปีนี้แล้ว กองบรรณาธิการได้ปูพื้นให้คนอ่านรู้จักอีสาน ทั้งนิยามความหมาย ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์อีสานก่อนจะเข้าสู่เนื้อหลัก

เนื้อหาของ a day ฉบับอีสานพาวเวอร์ ประกอบไปด้วย “แซบอีหลี” ว่าด้วยอาหารอีสานร่วมสมัย “ม่วนซื่นโฮแซว หมอลำมาแล้ว เชิญรับฟัง” ว่าด้วยดนตรีอีสานทั้งหมอลำ ลูกทุ่ง เพลงไทยสากลกลิ่นไออีสาน เทศกาลดนตรีอีสาน “อีสานเบิ่งดู๊” ว่าด้วยหนังอีสานตั้งแต่เก่าหนหลังจนมาถึงหนังอีสานที่ได้รางวัลเมืองคานส์ หนังอีสานป๊อปอย่างไทบ้านเดอะซีรี่ส์ 

“แต้มศิลป์อีสาน” ว่าด้วยศิลปินผู้รังสรรค์งานศิลปะเพื่อความงาม เพื่อความหมาย และเพื่อการต่อต้าน ช่างภาพ อาร์ตสเปซ รวมถึงพื้นที่ปฏิบัติการทางศิลปะบนแผ่นดินที่ราบสูง “อีสานสร้างสรรค์” ว่าด้วยการประยุกต์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านอีสานให้มีมูลค่าทางการตลาดและคุณค่าทางสุนทรียะสำหรับผู้ซื้อและผู้สร้างสรรค์ 

“อ่านอีสาน” ว่าด้วยการเขียน การอ่าน การใช้ภาษาลาวอีสานเพื่อการต่อรอง การยั่วล้อ และสร้างพื้นที่ทางภาษาที่นอกเหนือจากภาษาไทยกรุงเทพฯ “กระบอกเสียงของชาวอีสาน” ว่าด้วยสื่อและเสียงของคนอีสาน ตั้งแต่เพจ เว็บไซต์ที่เสนอข้อมูลข่าวสารของอีสาน ”อีสานเคลื่อนไหว” ว่าด้วยความเคลื่อนไหวของคนบนดินแดนที่ราบสูง นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ เวียร์ – ศุกลวัฒน์ คณารส นักแสดงลูกขอนแก่น

ส่วนหนึ่งในเมนูอาหารอีสานที่ทีมงานอะเดย์พาไปชิม เครดิตภาพจากเว็บไซต์ godaypoets.com

อ่านแล้วออนซอน 

ผมอ่าน a day ฉบับเดือนเมษายน 2563 ด้วยความออนซอนในเนื้อหาที่กองบรรณาธิการเรียบเรียงนำเสนอ อย่างอ่านเรื่องอาหารการกินก็พบว่า นี่คือการตอกย้ำว่า ในความกันดารของบ้านเฮา แต่เฮาบ่เคยยอมแพ้ เฮาหาของกิน ของแซบได้ตลอดเวลาเท่าที่ธรรมชาติจะอำนวย ตามความหมั่นเพียรและความรู้จักประยุกต์พลิกแพลงของเราจะพาให้ไปถึงความแซบนัว อาหารอีสานมันเป็นสากล มีกลิ่นมีรสชาติของตน และพร้อมจะกลมกลืนเป็นความแซ่บนัวของสากลได้เสมอ 

ออนซอนความม่วนซื่นโฮแซวของดนตรีหมอลำลาว ชาวอีสานที่ถูกนำเสนอ และก็พบว่า เพลงของแซ็ค ชุมแพ นั้นมียอดวิวในยูทูบเกิน 500 ล้านวิวแล้ว และมีเพลงภาษาลาวอีสานอีกจำนวนมากที่มียอดวิวเกินร้อยล้านวิว 

นี่มันโพดโพกว่าศิลปินระดับโลกหลายคนเลยนะครับ 

และผมก็ออนซอนหลายที่อ่านแล้วพบว่า ทั้งแซ็ค ชุมแพ และเวียร์ – ศุกลรัตน์ ตอนเป็นเด็กน้อยต่างก็เคยไปหายิงกะปอมคือกันกับผมตอนเป็นเด็กน้อย แต่ว่าบ่ฮู้ว่าสองคนนั้นสิหมานบ่ ในหนังสือก็ไม่ได้บอกไว้

บทสัมภาษณ์อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เครดิตภาพจากเว็บไซต์ godaypoets.com

อ่านแล้วจุก ถืกจนฟ่ง 

a day ฉบับอีสานพาวเวอร์เต็มไปด้วยบทสัมภาษณ์คนอีสานที่ทำงานร่วมสมัย แต่บทสัมภาษณ์ที่อ่านแล้วจุกอก เพราะมันถูกจนฟ่งด่ง คือ บทสัมภาษณ์เจ้ย – อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ (จากเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) ที่ว่า “ลำพังแค่อัตลักษณ์ความเป็นอีสานก็ถูกสื่อจากส่วนกลางล้อเลียน รวมทั้งบทบาทของพวกเขาที่ถูกโลกทัศน์ของคนกรุงเทพฯ กดไว้ 

ขณะเดียวกันในเชิงพื้นที่ก็ไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์ พวกเขาไม่มีนวัตกรรมที่จะหารายได้ในผืนดินของตัวเอง ส่วนรัฐก็ไม่กระจายความเจริญ ผู้คนก็เลยพากันเข้ากรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ เพื่อหางานทำ 

ส่วนคนที่ยังอยู่ก็จำเป็นต้องหาที่พึ่งพาทางโชคชะตา จึงสังเกตได้ว่า เรื่องเกจิอาจารย์ในภูมิภาคอีสานนี่คับคั่งมาก เพราะชาวบ้านไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร แล้วในยุคก่อนก็เชื่อมโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วย ไม่ใช่แค่เพราะว่าอีสานใกล้กับลาวหรือเวียดนามเท่านั้น แต่ความที่ชาวบ้านพึ่งพารัฐของตนเองไม่ได้ คอมมิวนิสต์ที่นำเสนอแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมในตอนนั้นจึงเบ่งบานพอสมควร” (หน้า 71)

ถืกจนเซกับบทสัมภาษณ์ นิพนธ์ ขันแก้ว อดีตครูสอนศิลปะแห่งโรงเรียนขอนแก่นวิทยาลัยผู้ร่วมก่อตั้ง HUAK Society (ฮวก โซไซตี้) ที่เรียนจบศิลปะแต่ไม่ได้เป็นศิลปิน แต่ต้องมาเป็นครู “เพราะผมมีฐานะยากจน ผมเลยกลับบ้านที่ขอนแก่น ผมไม่ชอบทหาร หลังจากกลับมาสิ่งที่ผมจะต้องทำให้ได้คือ ไม่อยากถูกเกณฑ์ทหาร ผมจึงต้องเป็นครูให้ได้ เพราะครูเป็นอาชีพที่ได้รับข้อยกเว้น” (หน้า 80)

ถืกจนจุก จนลุกบ่ขึ้นกับบทสัมภาษณ์ ภู กระดาษ นักเขียนหนุ่มชาวศรีสะเกษที่ว่า “ผมไม่ค่อยสนใจวาทกรรมโง่ จน เจ็บ ผมสนใจความเป็นคนมากกว่า ผมสนใจการที่ลาวต้มลาวหรือลามไปถึงไทยต้มลาวมากกว่า ซึ่งสิ่งที่ทำให้ลาวต้มลาวมีอะไรบ้าง มันมีสิ่งแวดล้อม พันธุกรรมที่ทำให้คนแสดงออกอะไรทำนองนี้ แบบนี้ ยกตัวอย่างชีวิตคนลาวบ้านผมเป็นคนอิสระมาก

แทบไม่ได้พึ่งพารัฐเลย ซึ่งมันผิดวิสัยของรัฐสมัยใหม่ที่ต้องอำนวยความสะดวกให้คนได้ทำมาหากิน เข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล รัฐต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ต้องทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้มาตลอดมั้ง เลยคิดว่า โง่ จน เจ็บแล้วไง ซื้อสิทธิขายเสียงแล้วทำไม จะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครเกิดมาแล้วตรัสรู้ได้หรอก มันต้องเรียนรู้กันไป คุณรับเงินเขามา กาให้เขา ครั้งหน้าคุณรับเงินมา แต่ไม่ต้องกาให้เขาก็ได้” (หน้า 129)

บทสัมภาษณ์ศิลปินอีสานที่โกอินเตอร์และศิลปินอีสานบางคนก็มียอดวิวบนยูทูปถึง 500 ล้านวิว เครดิตภาพจากเว็บไซต์ godaypoets.com

ทั้งสนุกและอุกอั่ง

นอกจากบทสัมภาษณ์ของผู้คนในแวดวงศิลปะวัฒนธรรมแล้ว ประเด็นทางสังคมใน a day เล่มนี้ก็แหลมคมอย่างยิ่งนัก ทั้งแง่ของกระบอกเสียงของคนอีสานผ่านการนำเสนอบทสัมภาษณ์แอดมินเพจเขียบ ที่นำภาษาลาวอีสานมายั่วล้อกับภาษาไทยและภาษาสากลอย่างถูกที่ถูกเวลากับสถานการณ์ 

บทสัมภาษณ์บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ดกับเป้าหมายการทำงานเหมือนน้ำหยดลงหิน รวมถึงสำนักข่าวเดอะอีสานเด้อที่นำเสนอข่าวอย่างทีเล่นทีจริงอย่างกรณีเสนอข่าวว่า วิษณุเป็นนักกฎหมายที่เก่ง จากนั้น เสียงตอบรับของมิตรหมอแคนแฟนหมอลำก็ไม่ต้องเดาคำตอบน้อครับน้อ

แต่สิ่งที่เด็กแนวอย่าง a day ล้ำกว่าก็คือ นำเสนอประเด็นการเคลื่อนไหวในภาคอีสาน พร้อมทั้งบอกข้อมูลว่านับตั้งแต่ปี 2548 – 2558 หรือในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมานั้น คนอีสานเคลื่อนไหวร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการพัฒนาของรัฐถึง 1,232 เรื่อง (คนอีสานมีเรื่องร้องเรียนปีละ 123 เรื่อง)

และปัจจุบันนับตั้งแต่การยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. เมื่อ 22 พฤษภาคม 2014 เป็นต้นมา ยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาล 10 ปีของ คสช. ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น มีเป้าหมายตั้งโรงงานน้ำตาล 49 โรง โรงไฟฟ้าชีวมวล 29 โรงและขยายพื้นที่ปลูกอ้อย 6 ล้านไร่ทั่วอีสาน คือวางแผนจะให้อีสานจะหวานจ้อย ที่สำคัญมันคือความหวานที่บ่ฟังฟ้าฟังฝน หวานบ่เอาพี่เอาน้อง 

การรวมรวมการต่อสู้ของชาวอีสานต่อการปกป้องทรัพยากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการพัฒนาของรัฐที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบของชุมชน เครดิตภาพจากเว็บไซต์ godaypoets.com

บทบ่อนบั้น

เมื่ออ่านทั้งหมด เราจะเห็นชะตากรรมของผู้คนบนดินแดนที่ราบสูงว่าถูกกระทำอย่างไรและดิ้นรนอย่างไรเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องตกเป็นเหยื่อหรือเพื่อเอาตัวรอดจากสภาพที่ดินฟ้าไม่เป็นใจ 

ขณะนโยบายรัฐบาลนั้นนอกจากจะไม่หนุนช่วยแล้วยังกระทืบซ้ำอีสานอีกต่างหาก

a day น่าจะเป็นนิตยสารฉบับแรกๆ ในรอบหลายปีที่สำรวจและนำพาผู้อ่านเข้าไปรู้จักเกือบทุกองคาพยพของความเป็นอีสานร่วมสมัยในปี 2563 เท่าที่นิตยสารความหนา 200 หน้า ราคา 100 บาท จะทุ่มเททำได้ 

แถมยังหาญกล้าที่ปักหมุดปัญหาการพัฒนาอีสานในยุค คสช. ที่กระจายตัวอยู่ทั่วแผ่นดินอีสาน รวมทั้งสะท้อนให้เห็นชะตากรรมของนักต่อสู้ในแต่ละพื้นที่ว่าทั้งเอาชีวิตเข้าแลกแล้ว หลายพื้นที่ต้องต่อสู้คดีเพราะถูกทั้งภาครัฐและเอกชนใช้กฎหมายฟ้องปิดปากนักต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรและสิทธิชุมชน

นี่เป็นนิตยสารที่ต้องหามาอ่านมาเก็บไว้ครอบครอง เป็นงานที่เข้มข้นเกินกว่าเด็กแนวทั่วไปเขาทำกันแล้วนะ  a day

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเร็คคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up