เคล็ดไม่ลับฉบับสู้โควิด-19

ครดิตภาพ : istock.com/fpm

คริสโตเฟอร์ เบอร์เด็ทธ์ เรียบเรียง 

จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ในไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 2,258 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2563) แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงบ้าง แต่เชื้อนี้ก็ขยายไปนอกเขตกรุงเทพฯ แล้ว โดยหลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ก็ยิ่งทำให้พนักงานและแรงงานภาคเอกชนถูกเลิกจ้างมากขึ้น  

โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ร้านอาหาร สถานบันเทิง และภาคบริการที่เกี่ยวข้อง ต่างเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุด เมื่อตกงาน พวกเขาจึงต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะภาคอีสาน ไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม 

เดอะอีสานเรคคอร์ดจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยจากโควิด-19 จากแหล่งต่างๆ เช่น  New England Journal of Medicine และ Centers for Disease Control and Prevention เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลของโควิด-19 และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ

1.ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโควิด-19 ไม่สามารถทะลุเข้าสู่ร่างกายผ่านชั้นผิวหนังของมนุษย์ได้

2. โควิด-19 ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นโมเลกุลโปรตีน (DNA) ที่มีชั้นไขมันห่อหุ้ม ซึ่งเซลล์จมูก ปาก และดวงตาของมนุษย์มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ เนื่องจากเมื่อเชื้อตัวนี้สัมผัสหรือซึมซับตัวเองเข้ากับชั้นที่ห่อหุ้มภายนอกของเซลล์ร่างกายมนุษย์ มันจะปล่อยลักษณะทางพันธุกรรม (genetic instructions [RNA]) เข้าสู่เซลล์ จากนั้นเซลล์ที่ถูกซึมซับก็จะเริ่มผลิตโปรตีน ทำให้ตัวไวรัสเพิ่มขยายจำนวน และกีดกันไม่ให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมาระงับไวรัสได้

3. ความร้อน แสงแดด และความชื้น จะช่วยให้ไวรัสโคโรนาสลายตัวได้เร็ว โควิด-19 เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง เราจึงฆ่ามันไม่ได้ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ มันก็อาจจะสลายตัวไปเอง แต่อายุไขของมันจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทและพื้นผิวที่ไวรัสเกาะอยู่ 

4. สบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดมีคุณสมบัติในการสลายไขมัน จึงทำให้เชื้อไวรัสสลายตัวได้ดีที่สุด ยิ่งล้างมือนานเท่าใด และยิ่งมีฟองมากแค่ไหน ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้มีการทำลายชั้นไขมันที่เป็นเยื่อหุ้มเจ้าไวรัสตัวนี้มากขึ้น และเมื่อเยื่อหุ้มไขมันนั้นถูกกำจัดไปแล้ว โมเลกุลโปรตีนของไวรัสก็จะเสื่อมถอยหรือสลายไปเอง

5.ความร้อนจะช่วยให้เยื่อหุ้มไขมันละลายได้ การใช้น้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ล้างมือ จะทำให้สบู่มีฟองมากขึ้น ทำให้โอกาสที่ไวรัสโคโรนาจะติดอยู่ตามมือ เสื้อผ้า หรือสิ่งของต่างๆ น้อยลงไปด้วย 

6.แอลกอฮอล์หรือสารละลายที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากกว่า 60 % มีประสิทธิภาพทำลายเยื่อหุ้มไขมันของไวรัสโคโรนาได้

7.สารฟอกสีแบบเจือจาง ซึ่งมีส่วนผสมของโซเดียมไฮโปคลอไรต์อย่างน้อย 1,000 ppm จะช่วยสลายเยื่อหุ้มไขมันของไวรัสโคโรน่าได้

8.ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ละลายโปรตีนของไวรัสได้ เมื่อเยื่อไขมันของไวรัสละลายหายไปจากการล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ คลอรีน หรือน้ำร้อน ทำให้โปรตีนของไวรัสจะยิ่งอ่อนไหวเต่อไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์มากป็นพิเศษ

9.การใช้สารฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ช่วยป้องกันไวรัสโคโรนา เพราะไวรัสไม่ใช่สิ่งมีชีวิต จึงไม่อาจถูกฆ่าให้ตายด้วยสารดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น แบคทีเรียที่หลงเหลือหลังการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย อาจจะยิ่งกลายพันธุ์และทนทานต่อน้ำยาฆ่าเชื้อได้ ซึ่งจะยิ่งเป็นอันตรายต่อเรามากขึ้น

10.อย่าสะบัดเสื้อผ้า ทั้งภายในและนอกตัวอาคาร เพราะเชื้อไวรัสจะเฉื่อยและสลายตัวไปได้เองภายใน 3 ชั่วโมง หากอยู่บนเนื้อผ้า และเมื่อไวรัสมีชีวิตอยู่รอดบนพื้นผิวที่เป็นไม้ได้นานถึง 4 ชั่วโมง เพราะไม้มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นและไม่มีความเรียบลื่นพอที่จะทำให้ไวรัสหลุดออกมาได้โดยง่ายนั่นเอง อีกทั้งเชื้อไวรัสจะอยู่บนกระดาษแข็งได้นานถึง 24 ชั่วโมง และเกาะอยู่บนพื้นผิวโลหะได้ถึง 42 ชั่วโมง ยกเว้นบนพื้นผิวทองแดงซึ่งจะอยู่รอดได้เพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะทองแดงมีคุณสมบัติต่อต้านไวรัส การสะบัดเสื้อผ้า นอกจากจะทำให้ไวรัสฟุ้งกระจายไปในอากาศแล้ว ไวรัสจะอยู่ต่อได้อีกประมาณ 3 ชั่วโมง และอาจสัมผัสเข้ากับด้วยตา ปาก หรือจมูกก็ได้

11.ไวรัสโคโรนาอยู่รอดได้ดีในสภาพอากาศที่เย็น มืด และแห้ง ในพื้นที่ที่มีการถ่ายเทของลมเย็นที่ไม่ใช่ลมธรรมชาติ เช่น ห้องแอร์หรือรถที่เปิดแอร์ ไวรัสจะอยู่รอดได้มากกว่าสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและมีแสงสว่าง ซึ่งจะทำให้ไวรัสโคโรนาสลายตัวได้ง่ายขึ้น และเมื่อมีความชื้นในอากาศที่เหมาะสมจะทำให้ไวรัสอยู่ในอากาศได้น้อยลง

12.แสงอุลตร้าไวโอเลตหรือแสงยูวีจะสลายโปรตีนของไวรัสได้ แสงยูวีเทียมมีความเหมาะสมและนำมาฆ่าเชื้อหน้ากากที่ใช้แล้วหรือวัตถุอื่นที่คล้ายกันได้ แต่จะต้องระมัดระวังอย่าฉายแสงยูวีลงบนผิวหนัง เพราะยูวีจะทำลายคอลลาเจนบนผิวหนัง ซึ่งอาจสร้างริ้วรอยบนผิวหนัง และอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

13.น้ำส้มสายชูและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์น้อยกว่า 60 % ไม่มีผลต่อเยื่อหุ้มไขมันของไวรัส

14.น้ำยาบ้วนปาก ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากกว่า 60 % ช่วยปกป้องเราจากไวรัสโคโรนาได้

15.พื้นที่แคบและแออัดช่วยให้ไวรัสมีชีวิตอยู่รอดได้นานขึ้น แต่ในพื้นที่โล่งแจ้ง มีแสงสว่าง โดยเฉพาะแสงแดดที่มีรังสียูวีตามธรรมชาติ และมีอากาศถ่ายเท เป็นพื้นที่ที่โควิด-19 มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดได้น้อยที่สุด

16.ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำอุ่น (หากเป็นไปได้) หากไม่สะดวกล้างมือด้วยสบู่ ก็ควรใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ หลังการจับพื้นผิวต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู รีโมตคอนโทรล โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งหลังการสัมผัสจมูก ปาก และตา

17.คอยดูแลให้มือมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะโมเลกุลของไวรัสโคโรนาอาจแอบอยู่ตามซอกรอยย่น รอยแตก หรือแผลบนผิวหนัง ยิ่งทามอยเจอร์ไรเซอร์มากก็ยิ่งดี หรือจะรักษาความชุ่มชื้นของมือด้วยการล้างมือบ่อยๆ ก็ได้

18.ตัดเล็บมือให้สั้นเพื่อลดโอกาสที่ไวรัสโคโรนาไวรัสจะอยู่บนมือ และช่วยลดโอกาสในการเกาหรือทำให้ผิวหนังลอกโดยไม่ตั้งใจ

Scroll Up