สุวลี โพธิ์งาม : ชะตาชีวิตหลังถูกจำคุกคดีบุกรุกป่าซับหวาย กับการตกงานจากวิกฤตโควิด-19

ศรายุทธ ฤทธิพิณ เรื่อง

รถทัวร์เริ่มเคลื่อนออกจากสถานีขนส่งหมอชิตในเย็นวันหนึ่งของเดือนมีนาคม จุดหมายปลายทางคือ หมู่บ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ สุวลี โพธิ์งาม หรือ นก วัย 36 ปี 

นกเข้ามาทำงานในเมืองกรุงฯ ได้ไม่ถึง 1 ปี เธอต้องกลายเป็นคนตกงาน หลังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและรัฐบาลประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 เธอจึงกลายเป็น “คนตกงาน”  เพราะผู้ประกอบการร้านอาหารที่เธอทำงานอยู่ปิดตัวเพื่อขานรับนโยบายของรัฐบาล 

“มีพนักงานในร้านถูกเลิกจ้างทั้งหมด 15 คน พวกเราต้องถูกลอยแพ” สุวลีเล่าและว่า “ตอนที่แม่รู้ข่าวว่าตกงาน แม่ก็บอกว่า ถ้าจะตายก็ขอให้กลับมาอดตายบนแผ่นดินอีสาน ดีกว่าเอาชีวิตไปทิ้งที่อื่น” 

นี่จึงเป็นเหตุให้นกเลือกกลับบ้านเพื่อกลับไปซบอกแม่

สุวลี โพธิ์งาม ระหว่างนั่งรถทัวร์จากสถานีขนส่งหมอชิต เส้นทางกรุงเทพฯ-ชัยภูมิ เพื่อกลับภูมิลำเนา หลังกลายเป็นคนตกงานในสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด

นกเป็น 1 ใน 14 คนในหมู่บ้านซับหวาย ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกอุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2557   

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินคดี ยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกชาวบ้านทั้ง 14 คน เป็นเวลา 5 เดือน 10 วัน และชดใช้คดีทางแพ่งเป็นเงิน 160,000 บาท ขณะนี้ทั้งสองคดีอยู่ในชั้นศาลฎีกา 

พอออกเรือนจำแล้ว สุวลีอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ หนทางเดียวที่สร้างรายได้ให้ครอบครัว คือการตัดสินใจไปทำงานกรุงเทพฯ 

เธอได้งานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านถนนบางนา-ตราด มีค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 5 พันบาท แม้จะมีรายได้เพิ่มจากทิปของลูกค้า แต่ก็ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงลิ่ว เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นรายวัน ทั้งค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ากินอยู่แล้ว เธอยังต้องส่งเงินให้ครอบครัวที่จังหวัดชัยภูมิได้อิ่มท้อง 

“เหมือนเราประคองชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ แต่ก็มาเจอวิกฤตโรคระบาดอีก นายจ้างจึงประกาศปิดร้าน ตอนถูกให้ออกจากงาน นายจ้างจ่ายเงินเดือนแค่ 2,500 บาท โดยอ้างว่า เราทำงานแค่ครึ่งเดือนและลูกค้าก็ไม่ค่อยมี ร้านจึงขาดทุน” นกเล่าวินาทีที่ต้องกลายเป็นคนตกงาน 

ชีวิตของนกเหมือนหนีเสือปะจระเข้ แต่ก็ต้องเดินใช้ชีวิตต่อ ตอนนั้นเธอนำเงินที่ได้จากนายจ้างจ่ายค่าเช่าห้อง แล้วตัดสินใจใช้เงินที่เหลือเป็นค่าเดินทางกลับบ้านเกิด โดยไม่ได้เรียกร้องค่าชดเชยจากนายจ้างหรือรัฐบาลที่ทำให้เธอกลายเป็นคน “ตกงาน” 

“ส่วนตัว ยอมรับที่รัฐบาลมีนโยบายปิดสถานประกอบการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิค-19 แต่รัฐกลับไม่มีมาตรการส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ถูกเลิกจ้างและไม่มีนโยบายรองรับคนตกงาน โดยเฉพาะคนจนๆ ที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นแรงงานหาเช้ากินค่ำ” สุวลีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด 

ห้วงจังหวะที่เธอกลายเป็นคนตกงาน (15 มีนาคม 2563) รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมารองรับคนตกงาน กระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2563 สำนักงานประกันสังคมจึงออกมาตรการเยียวยาแรงงาน ทั้งในระบบและนอกระบบที่ตกงาน มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 สิงหาคม 2563 

พอกลับเข้าสู่ชุมชนซับหวายที่เป็นบ้านเกิด สังคมรอบข้างก็กดดันให้เธอเข้าสู่กระบวนการกักตัวอยู่บ้านตามรัฐบาลกำหนด เพราะกลัวว่าคนที่ไปทำงานต่างถิ่นจะเป็นผู้แพร่เชื้อต่อชุมชน 

นวลจันทร์ โพธิ์งาม แม่ของสุวลี โพธิ์งาม ก่อนออกจากบ้านไปทำไร่มันสำปะหลังในหมู่บ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

เมื่อกลับถึงบ้าน ครอบครัวจึงเป็นหลังพิงให้เธออีกครั้ง นวลจันทร์ โพธิ์งาม แม่ของสุวลีวัย  57 ปี เล่าว่า ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการปลูกมันสำปะหลัง เมื่อเกิดภัยแล้งและผลผลิตตกต่ำ ทำให้รายได้ไม่พอใช้กับรายจ่าย ลูกสาว (นก) ที่อยู่ระหว่างรอกระบวนการของศาลฎีกาในการพิจารณาคดีในข้อหาบุกรุกป่าจึงอยากช่วยครอบครัว 

“ตอนแรกที่ลูกสาวมาปรึกษาว่าจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ ก็ไม่อยากให้ไป เพราะอายุมากแล้ว กลัวจะหางานลำบาก พอได้งานแม่ก็ดีใจด้วย แต่เมื่อตกงาน แม่จึงบอกว่าไม่ต้องไปหางานทำที่ไหนแล้ว” นวลจันทร์บอกและว่า “ตอนนั้นบอกลูกสาวให้กลับบ้าน มาอยู่กับพ่อ มาช่วยกันทำไร่ทำนา อย่างน้อยที่บ้านก็ยังมีข้าวกิน ถ้าจะตายก็ให้มาอดตายในแผ่นดินที่บ้านเราดีกว่าเอาชีวิตไปทิ้งที่อื่น” 

สุวลี โพธิ์งาม นั่งทานอาหารกลางวันกับแม่ ระหว่างพักจากการตัดมันสำปะหลังในไร่ของเธอที่ จ.ชัยภูมิ

แม้ตอนนี้เธอและครอบครัวจะสามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวาได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้นตลอดไป 

ถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ทนายในคดีที่ชาวบ้านซับหวาย 14 คน ถูกฟ้องร้องว่าบุกรุกป่า บอกว่า ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลฎีกา การกลับเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินเดิมของสุวลีนั้น เจ้าหน้าที่คงไม่เข้าไปจับใหม่ เว้นแต่ว่า หากคดีจบหรือถึงที่สุดแล้ว ศาลตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายและผู้ถูกดำเนินคดีออกมาจากที่ดินทำกินแล้ว แต่กลับเข้าไปใช้ประโยชน์ใหม่อีกครั้ง เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปจับกุมและดำเนินคดีได้ 

ชีวิตสุวลีจึงแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่เพียงต้องกลายเป็นคนตกงานในวันที่ครอบครัวต้องการหลักยึดเท่านั้น แต่ชีวิตเธอยังรอการพิพากษาของศาลฎีกาในข้อหาบุกรุกป่าอีกด้วย 

ไม่เพียงแต่สุวลีเท่านั้นที่ต้องเผชิญชะตากรรมของคนตกงาน ข้อมูลจากเว็บไซต์มติชนระบุการให้สัมภาษณ์ของสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยที่ประเมินว่า นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อต้นปี 2563 และเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงานเมื่อเดือนมีนาคมต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน 2563 มีคนตกงานทั่วประเทศแล้วไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน โดยมีแรงงานจากร้านค้า ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบประมาณ 1 ล้านคน

ขณะเดียวกันมีข้อมูลจากกรมแรงงาน ก็ระบุว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมามีผู้งานเข้ารับเงินเยียวยาจากรัฐเพียง 144,000 คนเท่านั้น 

มัจฉา พรหมอินทร์ ผู้อำนวยการโครงการสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน สะท้อนผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ระบาดว่า ญาติพี่น้องของเธอรวม 7 คน ทั้งที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานีและไปทำงานต่างถิ่นล้วนได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ โดยเฉพาะน้องชายที่เคยทำงานในอู่ซ่อมรถก็ถูกเลิกจ้างและผันตัวเองมาขับรถส่งอาหาร 

“ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและมีความวิตกกังวลในการใช้ชีวิต” เธอเล่าข้อมูล 

เมื่อเธอเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชนในหลายชุมชนก็ได้รับเสียงสะท้อนว่า นิสิตนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจากกองทุนเพื่อการศึกษา (กยศ.) แล้วต้องกลับบ้านไปเรียนออนไลน์ที่บ้านก็เกิดภาวะเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้  เนื่องจากนักศึกษาเหล่านั้นต้องทำงานพาร์ทไทม์ตามร้านอาหารเพื่อนำมาเป็นค่าเล่าเรียนและบางคนไม่ได้ใช้เงินจากครอบครัว 

“เมื่อร้านอาหารปิดตัว นักศึกษาก็ขาดรายได้ เมื่อกลับบ้านก็ถูกตีตราและถูกสังคมรังเกียจ โดยเฉพาะการตั้งคำถามจากเพื่อนบ้านว่า พวกเขาอาจเป็นผู้นำเชื้อมาแพร่ในชุมชนหรือเปล่า เพราะนักศึกษาบางคนเคยทำงานในร้านอาหาร ทำให้เกิดปัญหาซ้อนปัญหาในชุมชน” มัจฉากล่าว 

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกร่วมชะตากรรมเดียวกัน โดยข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า อาจมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 25 ล้านคน

สุวลีจึงไม่ได้เผชิญชะตากรรมของการเป็นผู้ตกงานเพียงลำพัง  

Scroll Up