นายกฯ ประกาศเคอร์ฟิวห้ามคนออกจากหลัง 4 ทุ่ม เริ่ม 3 เมษายนเป็นต้นไป

ภาพปกจาก istock.com/loops7

กรุงเทพฯ – วันนี้ (2 เมษายน 2563) เมื่อเวลา 18.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เพื่อประกาศให้ประชาชนงดการออกจากบ้านตั้งแต่เวลา 4 ทุ่มถึงตี 4 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนเป็นต้นไป 

พล.อ.ประยุทธ์ แถลงว่า การแพทย์และการสาธารณสุขนับว่าสำคัญที่สุด ซึ่งเว้นระยะห่างทางสังคม และรณรงค์ให้อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติก็ถือเป็นมาตรการที่ควรทำต่อไป สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคนี้ให้ถือเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีกองทุนรักษาพยาบาลมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้และเราก็มียาที่จำเป็น

“ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดทุกคนจะต้องมีเตียงและได้รับการรักษาพยาบาลทุกคน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับบางจังหวัด ได้ยกระดับทางการปกครองที่เป็นการเอาจริงเอาจัง เช่น จังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดภูเก็ต การถูกจำกัดอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบาย แต่ก็ต้องปรับตัวเพื่อส่วนรวม 

“เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผมจึงขอห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถาน หรือเคอร์ฟิวตั้งแต่ เวลา 4 ทุ่มถึงตี 4 ยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ขนส่งสินค้าที่จำเป็นในเรื่องการบริโภค เป็นต้น โดยจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 เมษายนเป็นต้น ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก” นายกรัฐมนตรีกล่าว 

ข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 2 เรื่องการประกาศเคอร์ฟิว

หลังประกาศเคอร์ฟิว รัฐบาลยังได้ออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ใจความระบุว่า ตามที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรและได้ออกข้อกำหนดฉบับที่ 1 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 แล้วนั้น เพื่อให้มาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้นตามความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดฉบับที่ 2 จำนวน 3 ข้อ ดังนี้

ใจความสำคัญของข้อกำหนดระบุว่า ข้อ 1 ห้ามบุคคลทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เว้นแต่มีความจำเป็นหรือเป็นผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ การขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าหรือส่งออก

“ผู้ใดฝ่าผืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ” ข้อกำหนดระบุ 

สำหรับข้อ 3 ระบุว่า ในกรณีที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายบุคคลซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อออกไปนอกราชอาณาจักร ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครจัดที่เอกเทศเพื่อควบคุมหรือกักกันบุคคลเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค 

 

Scroll Up