เหตุผลที่คนอีสานกลับบ้าน: ผู้แพร่เชื้อโควิด-19หรือหมดหนทาง?

ปฐวี โชติอนันต์ เรื่อง

หลังจาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย รวมถึงเป็นการควบคุมและลดจำนวนผู้ติดเชื้อลง 

ผลที่ตามมาคือ มีคนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต่างพากันกลับบ้าน สื่อสิ่งพิมพ์ รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ต่างพากันลงภาพความหนาแน่นแออัดของสถานีขนส่งหมอชิต 2 ซึ่งเป็นสถานีขนส่งที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมที่เชื่อมไปภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) 

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานใช้เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิของแรงงานหลังกลับจาก กทม. ภาพเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 เครติดภาพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข

คำถามที่สำคัญที่เกิดขึ้นในใจของผู้ที่รับชมข่าวหลายคนคือ ทำไมเขาเหล่านั้นจึงกล้ากลับบ้านในช่วงนี้ 

ทำไมเขาไม่ฟังคำสั่งของรัฐบาลที่บอกให้อยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เขารู้หรือไม่ว่า หากมีคนติดไวรัสอยู่ในพื้นที่นั้นแล้วมีการรวมตัวอย่างหนาแน่นจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ได้ง่าย  

ถ้าเราลองถามใหม่ว่า ทำไมเขาเหล่านั้นไม่ทำงานที่บ้านเกิด ที่จังหวัดของเขา อำเภอของเขา ทำไมเขาต้องเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ เราอาจจะเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นของเขาในการกลับบ้านมากยิ่งขึ้น

เมื่อลองมองย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์การพัฒนาของรัฐไทย สิ่งที่พบคือ รัฐไทยถูกสร้างขึ้นเพื่อรวมศูนย์อำนาจ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และทรัพยากรไว้ที่เมืองหลวงแห่งเดียว 

ส่งผลให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความมั่งคั่ง ร่ำรวย และมีการลงทุนจากนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 

แม้ภายหลังรัฐไทยจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อปี 2504 หรือ แผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2508 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ชนบทเพื่อเป็นแนวป้องกันภัยคอมมิวนิสต์และสร้างมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเพื่อกระจายโอกาสทางด้านการศึกษา เช่น พ.ศ. 2507 ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2511 ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยสงขลา ส่วน พ.ศ. 2534 ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม อำนาจทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีคำกล่าวว่า “กรุงเทพฯคือประเทศไทย และประเทศไทยคือกรุงเทพฯ ” เพื่อแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของอำนาจและทรัพยากรที่อยู่ในกรุงเทพฯ 

แม้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กำหนดให้มีการกระจายอำนาจและทรัพยากร เพื่อให้ท้องถิ่นจัดการกันเอง 

มากไปกว่านั้น ภาคอีสานก็มีสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนมากที่อยู่พรรครัฐบาล นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชน และพรรคเพื่อไทย  แต่สิ่งที่พบคือ การกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นนั้นยังมีลักษณะล่าช้า (Late Decentralization) (1)

ที่สำคัญคือ เกิดรัฐประหารถึง 2 ครั้ง หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 คือ การรัฐประหารปี 2549 และ 2557 ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นอำนาจที่ประชาชนจะมีสิทธิกำหนดชีวิตตัวเองกลับไปที่ส่วนกลางอีกครั้ง (2)

เมื่อการพัฒนาของรัฐที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการพัฒนากรุงเทพฯ แต่ทอดทิ้งเมืองและจังหวัดต่างๆ ประชาชนจึงขาดอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดชีวิตของตนในท้องถิ่น 

ส่งผลให้มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนในภาคอีสานอพยพย้ายถิ่นเข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ เช่น กรรมกรแบกหาม คนขับรถรับจ้าง นักแสดงตลก แม่ค้าขายของ นักร้อง พนักงานออฟฟิศ เป็นต้น

การเข้ามาไปงานทำในเมืองหลวงนั้น แม้หลายคนจะไม่อยากเข้าไป เพราะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูง มีปัญหามลพิษ และความแออัดของที่อยู่อาศัย แต่เขาเหล่านั้นจำเป็นต้องไป 

เพราะมีงานให้เขาทำ มันมีโอกาสที่เขาได้เลื่อนชนชั้นทางสังคม มันมีโอกาสที่ลูกของเขาจะได้เข้าโรงเรียนดีๆ มันมีโอกาสที่จะได้เก็บเงินกลับไปให้พ่อแม่สร้างบ้าน 

การที่เขาอยู่ในโครงสร้างของรัฐที่เขาไม่มีอำนาจต่อรอง ทำให้การสร้างโอกาสในชีวิต การสะสมทุน และการตัดสินใจของเขาแคบลง ซึ่งการที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีงานให้เขาทำและมีโอกาสในการสะสมทุน จึงเป็นทางเลือกที่ยากจะปฏิเสธในการเข้าไปหางานทำและเสี่ยงชีวิต

นอกจากนี้ก็การเกิดวัฒนธรรมการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเมื่อเห็นเพื่อนหรือคนที่อยู่ในละแวกบ้านเดียวกันเข้าไปในกรุงเทพฯ และกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อแม่ พร้อมสิ่งของเครื่องใช้ เสื้อผ้าใหม่ ยานพาหนะใหม่ หรือการส่งเงินมาให้ซ่อมแซมบ้าน 

ผลที่ตามมาคือ การสอบถามถึงการทำงานและความอยากที่จะติดตามไปทำงาน ในทางกลับกัน เพื่อนหรือญาติที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ก่อน ก็ชักชวนให้ตามไปหางานทำในเมืองกรุงฯ และอยู่อาศัยในละแวกเดียวกันในกรุงเทพฯ (3)

เมื่อเดินทางเข้าไปอาศัยและทำงานในกรุงเทพฯ ได้ช่วงเวลาหนึ่ง คนอีสานก็มีช่วงเวลากลับมาเยี่ยมบ้าน การเดินทางกลับอีสาน ที่ภาษาอีสาน เรียกว่า “เมือบ้าน หรือ เมียบ้าน” มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป 

ประการแรก กลับบ้านไปทำนา ซึ่งหลายคนที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ มีที่นา หรือพ่อแม่ของเขามีที่นา ก่อนที่เข้าไปกรุงเทพฯ หลายคนมีหน้าที่ทำนา แต่เมื่อเสร็จจากการหว่านข้าวหรือการเกี่ยวข้าวแล้ว ก็เหลือเวลาระหว่างรอการเพาะปลูกครั้งใหม่ จึงเดินทางเข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ เมื่อหน้าทำนา เขาเหล่านั้นจะลางานเพื่อกลับไปช่วยที่บ้านทำนา หรือไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในนาของตนเองที่หว่านไว้ที่เป็นรายได้อีกทางหนึ่ง

ประการที่สอง การกลับบ้านช่วงเทศกาลสำคัญ อย่างวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ เป็นต้น เราอาจจะเห็นภาพของคนจำนวนมากเตรียมพร้อมที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปฉลองเทศกาล และอยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และกลับเข้ากรุงเทพอีกครั้งเมื่อวันหยุดหมดลง 

ประการที่สาม กลับบ้านเพื่อเลือกตั้ง ในช่วงการเลือกตั้งระดับชาตินับตั้งแต่ พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา มีคนอีสานจำนวนมากกลับบ้านเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เขาชอบ 

นักวิชาการหลายคนวิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์กลับบ้านเพื่อเลือกตั้งของคนอีสานเกิดจากพวกเขารู้ว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย หลังจากที่เคยได้รับประโยชน์จำนวนมากจากนโยบายของพรรคไทยรักไทย หรือที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยกินได้ 

การกลับมาเลือกตั้งในช่วงปี 2550 2554 และ 2562 จึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ของฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยกับฝ่ายอำนาจนิยมอย่างชัดเจน (4)

ประการสุดท้าย การกลับบ้านเพราะตกงาน โรงงานเลิกกิจการ หรือย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ส่งผลให้แรงงานอีสานที่ทำงานในโรงงานเหล่านั้นต้องกลับบ้าน แต่คนอีสานบางกลุ่มเลือกที่จะหางานทำในเมืองต่อไป แต่บางส่วนเลือกกลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน แล้วค่อยออกไปสู้ชีวิตใหม่ ซึ่งอาจเป็นไปตามคำแนะนำและชักชวนของเพื่อนที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดข้างเคียง

การสั่งปิดเมืองกรุงหลังจากเชื้อโควิด-19 ระบาด ก็ส่งผลให้คนอีสานแห่กลับบ้านเป็นจำนวนมากอีกครั้ง แต่การกลับบ้านครั้งนี้ต่างจากสิ่งที่กล่าวมา โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประการ

ประการแรก การกลับบ้านครั้งนี้ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เป็นการปิดเมืองโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ส่งผลให้แรงงานที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้วางแผนเพื่อกลับภูมิลำเนา 

ถ้าเป็นฤดูการทำนาหรือเทศกาลสำคัญที่มีวันหยุดยาว หรือแม้กระทั่งช่วงการเลือกตั้งหรือตกงาน เขาเหล่านั้นจะรู้ล่วงหน้า มีการวางแผนเดินทาง หรือเตรียมลางาน แต่สิ่งที่พบในสถานการณ์สั่งปิดเมืองกระทันหันคือ แรงงานส่วนใหญ่หยุดทำงานทันที เพราะที่ทำงานถูกสั่งให้ปิดเพื่อป้องกันเชื้อโรคระบาด 

การเดินทางกลับภูมิลำเนาจึงเกิดขึ้นกระทันหัน มีเวลาเตรียมตัวน้อย เกิดความแออัดและความวุ่นวายตามสถานีขนส่ง เพราะต่างพากันจองตั๋วเพื่อให้ได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ

ประการที่สอง เป็นการกลับบ้านที่ต้องดูแลตัวเอง เมื่อแรงงานต้องการที่จะออกจากกรุงเทพฯ สิ่งที่พบคือ ช่วงที่มีการประกาศปิดเมืองและมีแรงงานอพยพออกจากกรุงเทพจำนวนมาก รัฐไม่ได้เตรียมพร้อมในการอพยพแรงงานจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งการจัดการคนจำนวนมากที่มารวมตัวกันที่สถานีขนส่ง การมีรถรับ-ส่ง รวมถึงการติดตามหลังจากที่ถึงปลายทางแล้ว มีเพียงการคัดกรองเบื้องต้นและมาตรการที่เกิดขึ้นตามหลังแรงงานออกจากกรุงฯ กล่าวคือ รัฐมีการออกระเบียบการติดตามให้กับอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คอยตรวจสอบลูกบ้านที่กลับมาจากพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น 

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับคนขับแท็กซี่ในจังหวัดอุบลราชธานีคนหนึ่ง คนขับเล่าว่า “พี่ไม่กล้าไปรับผู้โดยสารที่สถานีขนส่ง ที่นั่นน่ากลัว การคัดกรองไม่ดีเหมือนที่สนามบิน การคัดกรองมีแต่ช่วงกลางวัน คนนั่งรถมาก็แออัด โอกาสติดเชื้อโรคก็มีสูง ในสนามบินยังดูปลอดภัยกว่า เพราะเขาคัดกรองจนถึงเที่ยวบินสุดท้าย ส่วนที่สถานีขนส่งก็ไม่มีการคัดกรองตอนกลางคืน” 

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังมีประสบการณ์นั่งเครื่องบินเส้นทางจากกรุงเทพ-อุบลราชธานี ซึ่งการนั่งบนเครื่องบินก็ยังนั่งติดกัน ไม่ได้เว้นระยะห่าง 2 เมตร แต่ที่ดีคือ มีเจ้าหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน เมื่อพบว่าผู้โดยสารคนใดมีอุณหภูมิสูง เจ้าหน้าที่จะตรวจคัดกรองอย่างละเอียด ส่วนกรณีที่ผู้โดยสารเดินทางจากกรุงเทพฯ หรือพื้นที่เสี่ยงไม่มีอาการ จะต้องกลับไปดูแลตนเองที่บ้าน 

ประการที่สาม การกลับบ้านที่ถูกมองว่า เป็นการแพร่เชื้อโรค โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในกระแสสังคมไทยคือ การมองคนเหล่านี้เป็นผู้แพร่เชื้อโรค ไม่ยอมฟังคำสั่งของรัฐบาลที่ให้อยู่บ้าน ไม่ให้ออกไปไหน 

สิ่งที่ต้องนำกลับมาพิจารณาคือ ทำไมถึงไม่ยอมกักตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ยอมเสี่ยงที่จะนั่งรถกลับบ้าน สาเหตุไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ฟังคำสั่งของรัฐ แต่ตัวรัฐเองไม่มีมาตรการช่วยเหลือให้เขาดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะที่ตกงาน หรือสร้างความมั่นใจให้ว่าจะอยู่รอดในช่วงปิดเมืองหลวง เพราะบางคนเป็นแรงงานแฝงไม่ใช่แรงงานในระบบที่มีประกันและสวัสดิการสังคม เช่น การรับจ้างรายวัน การค้าขาย เป็นต้น 

นอกจากนี้ สถานที่อยู่อาศัยของแรงงานอีสานบางส่วนก็มีความเปราะบางต่อการติดเชื้อ เพราะอยู่กันเป็นชุมชน หรืออยู่กันในสลัม เพราะค่าเช่าถูก ประกอบกับในสภาวะที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุดในประเทศไทย และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในการตรวจหาเชื้อร้ายนี้ก็มีต้นทุนสูง (ในกรณีที่ไม่เข้าข่ายที่รัฐจะตรวจให้ฟรี) 

ความหวาดกลัวของแรงงานอีสานที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วแห่กลับบ้านจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก เพราะสิ่งแรกที่พวกเขาคิดถึงคือ “บ้าน” พวกเขาจึงยอมเสี่ยงที่จะอดทนนั่งรถออกจากกรุงฯ แล้วใช้วิธีป้องกันตัวเองเท่าที่ทำได้เพื่อไปให้ถึงบ้านที่เขาคิดว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยกว่ากรุงเทพฯ และที่สำคัญการกลับบ้านของเขามีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอยู่ในกรุงเทพฯ ในช่วงที่ไม่มีงานทำ 

ประการที่สุดท้าย การกลับบ้านที่ไม่เห็นอนาคต เพราะการกลับมาบ้านรอบนี้ ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปทำงานกรุงเทพฯ เมื่อไหร่ กลับไปแล้วจะมีงานทำไหม เจ้านายจะว่าเขาไหมว่าเห็นแก่ตัวไม่กักตัวอยู่กรุงเทพฯ 

สิ่งเหล่านี้เป็นความกังวลที่เกิดขึ้นกับแรงงานอีสานที่เข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ และกลับบ้าน เพราะกิจการถูกปิดตัว อีกด้านหนึ่งคือ การหนีโรคโควิด-19 จากกรุงเทพฯ 

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรรับประกันชีวิตพวกเขาว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร มีเพียงแต่มาตรการเยียวยาจากรัฐที่เพิ่งประกาศออกมาด้วยการมอบเงินจำนวน 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือนให้แก่แรงงานที่ไม่มีสวัสดิการสังคมเท่านั้น (5)

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการนี้ก็ออกมา หลังจากที่คนแห่กลับบ้านกันหมดแล้ว ถ้ารัฐมีมาตรการดังกล่าวก่อนที่จะประกาศปิดเมืองกรุงฯ แรงงานเหล่านั้นอาจจะมีตัวเลือกมากขึ้นและอาจทำให้พวกเขายอมกักตัวอยู่ในกรุงเทพ เพราะมีความช่วยเหลือจากรัฐ 

การแห่กันกลับบ้านของแรงงานในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคนอีสานนั้นไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว อย่างที่รัฐหรือสื่อหลายสำนักพยายามประโคมข่าวว่าเป็นการแพร่เชื้อครั้งใหญ่ 

ผู้เขียนเห็นด้วยว่า ช่วงเกิดโรคระบาด ควรต้องกักตัวอยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย แต่การเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ของแรงงานอีสานในช่วงสถานการณ์ที่มีโรคระบาด มีความสลับซับซ้อนของประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของรัฐไทย การรวมศูนย์อำนาจ รวมประสิทธิภาพการบริหารจัดการของรัฐในสภาวะวิกฤตโรคระบาด และมุมมองความคิดเรื่องบ้านเมืองที่ต่างกัน 

การพยายามทำความเข้าใจปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ประกอบ จะช่วยให้เห็นว่า การอพยพของแรงงานออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงสถานการณ์ที่เชื้อโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นแก่ตัวและการไม่ฟังคำสั่งรัฐอีกต่อไป เพราะไม่มีใครที่จะไม่รักชีวิตตนเองและครอบครัว

อ้างอิง 

1.ธเนศวร์ เจริญเมือง.(2561). ท้องถิ่นไทย บทเรียนและก้าวต่อไป. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์

2.(เพิ่งอ้าง 2561)

3.นภาพร อติวานิชยพงศ์. คนชนบทอีสานกับการทำมาหากิน: ความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย. วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา 33(2) กรกฎาคม-ธันวาคม 2557.

Scroll Up