โควิด-19 กับความท้าทายต่อขบวนการนักศึกษายุคใหม่

ภาพกิจกรรม flash mob “พึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน มิใช่เพื่อเผด็จการ” ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ภาพจาก เฟซบุ๊ก Glasses Offapp

พงศธรณ์ ตันเจริญ เรื่อง 

ภายใต้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ส่งผลให้พลังของนักศึกษแผ่วลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยรัฐบาลได้ออกประกาศตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ส่งผลให้การรวมตัวทำกิจกรรมทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะผู้เข้าร่วมกิจกรรมกังวลว่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19 หรือไม่ 

เห็นได้จากการรวมตัวของนักศึกษาในการทำ flash mob รอบที่ 2 ตามที่ต่างๆ ซึ่งพบว่า จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมลดลงอย่างมาก  อีกทั้งรัฐบาลยังออกข้อกำหนดให้ให้สถานศึกษาทั่วประเทศงดทำกิจกรรมต่างๆ จนนำไปสู่การเร่งปิดสถานศึกษาทุกแห่ง 

ในทางหนึ่ง ถือเป็นการสกัดกั้นไม่ให้นักศึกษารวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ เท่ากับว่าเป็นช่วงขาลงของกระแสพลังนักศึกษา แต่ใช่ว่าจะทำให้พลังนักศึกษาหดหายไป 

พลังของขบวนการนักศึกษายังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่รูปแบบเปลี่ยนแปลงตามพลวัตเท่านั้น 

แม้ว่าจะไม่สามารถรวมตัวกันทำกิจกรรมทางการเมืองแบบเจอหน้ากันได้ แต่ช่วงนี้นักศึกษาก็ปรับตัวแล้วเคลื่อนไหวในรูปแบบใหม่บนโลกออนไลน์  

เริ่มต้นจากกลุ่มเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH ที่เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศคืนค่าเทอมให้นักศึกษาบางส่วน หรืออย่างน้อย 1 ใน 4 ของจำนวนที่จ่ายไป (25%) หลังจากมหาวิทยาลัยปรับการเรียนการสอนสู่รูปแบบออนไลน์ เพราะต้องการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคระบาด ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีค่าใช้จ่ายในการจัดการน้อยลง  

การรณรงค์ดังกล่าวได้มีการโพสต์บนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก แล้วเชิญชวนให้นักศึกษาที่สนใจร่วมติดแฮชแท็ก #คืนค่าเทอมให้นักศึกษา เพื่อเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเยียวยาผลกระทบแก่นักศึกษา ซึ่งเป็นผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโรคร้ายโควิด-19  

โปสเตอร์รณรงค์ให้คืนค่าเทอมแก่นักศึกษา หลังจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเปลี่ยนรูปแบบเป็นการสอนออนไลน์ ภาพจากเพจเฟซบุ๊กเยาวชนปลดแอก – Free YOUTH) 

จากกระแสเรียกร้องครั้งนี้ทำให้มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เป็นต้น ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยานักศึกษาด้วยการคืนค่าเทอมบางส่วน 

กระแสเรียกร้องครั้งนี้กำลังจะลามไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกหลายแห่ง ณ เวลานี้ กลุ่มนักศึกษาในสถาบันต่างๆ เริ่มรวมตัวกันตั้งแฮชแท็กเพื่อกดดันสถาบันตัวเองเพื่อให้คืนค่าเทอมและสวัสดิการนักศึกษา เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในภาวะวิกฤต

แม้การรวมตัวกันทำ flash mob ของนักศึกษาเมื่อครั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ จะถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ที่สุด หากนับจากการรัฐประหารปี 2557 

การทำ flash mob ในครั้งนั้นทำให้นักศึกษามีเวลาทบทวน ถอดบทเรียน และเรียนรู้ข้อผิดพลาดและจุดบกพร่องของตนเอง รวมถึงอุปสรรคที่ขัดขวางการก่อเกิดขบวนการนักศึกษาในครั้งนี้คือ ปัญหาการระบาดของเชื้อโควิด-19 และการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีบทบัญญัติในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งสิทธิในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการเดินทาง และสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น 

อีกทั้งยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวาง รวมทั้งจำกัดการตรวจสอบถ่วงดุลจากองค์กรตุลาการ ทำให้การก่อตัวเป็นขบวนการทางสังคมของนักศึกษาอาจล่าช้าและอาจใช้เวลาสักระยะหนึ่ง 

ในช่วงที่ต่างคนต่างเก็บตัวอยู่แต่บ้าน เป็นช่วงที่นักศึกษากลุ่มต่างๆ กำลังสรรค์สร้างเนื้อหาใหม่ๆ เพื่อรณรงค์บนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สร้างผลกระทบต่อสังคมไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก 

ถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้กิจกรรมทางการเมืองของนักศึกษา ต่างได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่นักศึกษาใช้กดดันเพื่อให้การเกิดเปลี่ยนแปลง 

อย่างไรก็ตามพลังการสื่อสารบนโลกออนไลน์ก็อาจยังไม่เพียงพอ หากสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 คลี่คลายลงแล้ว บททดสอบที่สำคัญของก้าวต่อไปสำหรับขบวนการนักศึกษาคือ นักศึกษาจะต้องกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อเดินไปข้างหน้า เข้าหามวลชน ระดมทรัพยากร ระดมกำลังกับภาคประชาสังคมอื่นๆ เพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับการเคลื่อนไหว จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

วิกฤตครั้งนี้เป็นเหมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่งก็ทำให้การเคลื่อนไหวของนักศึกษาต้องหยุดชะงัก แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นดาบที่ทิ่มแทงรัฐบาล ซึ่งเป็นบททดสอบการบริหารจัดการของรัฐบาลว่าจะสามารถช่วยเหลือและฝ่าฟันวิกฤตในครั้งนี้ได้หรือไม่ 

เพราะอย่างที่เห็นตอนนี้เศรษฐกิจซบเซา คนว่างงาน ทุกอย่างหยุดชะงักหมด และการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ถดถอย 

สภาพปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาลกำลังเป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนหมดความศรัทธา เบื่อหน่ายกับชีวิตที่อยู่ภายใต้รัฐบาลเงาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 

ม่านฉากถัดไปของรัฐบาลจะเป็นฉากตัดสินครั้งสุดท้ายว่า การคงอยู่ของรัฐบาลเงาของ คสช. จะสามารถทนแรงต่อต้านในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด 

สภาวะความสิ้นหวังในการใช้ชีวิตกำลังทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งจะเป็นการเพิ่มเชื้อไฟให้กับขบวนการนักศึกษาให้มีความเข้มแข็งและได้รับความชอบธรรมและการสนับสนุนจากภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น  

สังคมไทยอยู่ภายใต้ความสิ้นหวังมาช้านาน พวกเรานักศึกษายังต้องก้าวต่อไปออกจากกรงขังของผู้มีอำนาจ หากยังฝันถึงสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสังคมในอุดมคติที่ประชาชนแม้ต่างความคิดและต่างอุดมการณ์ก็สามารถอยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการได้มาซึ่งรัฐสวัสดิการที่ดูแลชีวิตประชาชน 

สิ่งเหล่านี้จะยังคงเป็นเป้าหมายต่อไปที่จะถือเป็นเป้าหมายที่ฝังลึกในจิตใจ ซึ่งจะย้ำเตือนใจเสมอว่า เสรีภาพ อิสรภาพ และความเสมอภาค ไม่ได้มาด้วยการเพ้อฝัน แต่ต้องแลกมาด้วยการต่อสู้และเสียสละ 

ผมหวังว่า การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสังคมประชาธิปไตยของนักศึกษา จะยังคงไม่จบและสลายหายไป แต่จะยังเป็นขบวนการทางสังคมที่เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมไทยตลอดไป

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเร็คคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up