ต้นกล้าประชาธิปไตยในอีสาน

ภาพปกโดย ดานุชัช บุญอรัญ

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ เรื่อง 

ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ในสถาบันการศึกษาร่วมกันจัดกิจกรรมแสดงพลังต่อต้านเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วประเทศ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย นับตั้งแต่ยุค 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

ปรากฏการณ์นี้มีการเรียกกันว่า “การลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย” (Rise of Thailand’s new generation) ขณะที่สื่อต่างประเทศบางสำนักเรียกปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในไทยว่า “ยูธเควก” (youth quake) หรือการสั่นสะเทือนของเยาวชน   การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มีบทบาทของคนหนุ่มสาวในสถาบันการศึกษาหลายแห่งในอีสานด้วย 

ไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และกิจกรรมแสดงพลังก็มีความเข้มข้น ตลอดจนมีผู้เข้าร่วมไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่านิสิตนักศึกษาสถาบันการศึกษาส่วนกลาง 

นอกจากนิสิตนักศึกษาแล้ว กิจกรรมแสดงพลังบางแห่งยังพบว่า มีนักเรียนระดับมัธยมเข้าร่วมด้วย และพวกเขาและเธอก็ยืนอยู่แถวหน้า เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่ๆ ที่เป็นนิสิตนักศึกษา

กล่าวได้ว่าปรากฏการณ์การการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในอีสานเกิดจากเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้

ประการแรก คนหนุ่มสาวในอีสานที่ออกมาเคลื่อนไหว คือคนรุ่น Z หรือ Gen Z คือคนที่เกิดประมาณปี 2540 เป็นต้นมา และคนรุ่นนี้รับเอาอุดมการณ์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นสากล โดยพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในค่านิยม 12 ประการที่รัฐบาลในยุค คสช.จนถึงรัฐบาลปัจจุบันได้พยายามยัดเยียดหรือปลูกฝังให้เป็นอย่างที่ผู้มีอำนาจต้องการ 

นิสิตนักศึกษาที่ส่วนใหญ่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งครั้งแรกเข้าร่วมกิจกรรมมข.พอกันทีเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ณ หอศิลป์ ข้างบึงสีฐาน จ.ขอนแก่น

เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนรุ่น Gen Z เติบโตมาในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ และคนกลุ่มนี้มีการรับข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ไม่ได้รับข้อมูลจากรัฐที่พยายามครอบงำเพียงแหล่งเดียว และพวกเขาสามารถประมวลข้อมูลด้วยตนเองได้

การที่พวกเขาไม่ตกอยู่ค่านิยม 12 ประการและสมาทานอุดมการณ์ประชาธิปไตย คือสิ่งที่ยืนยันความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี การออกมาแสดงพลังของคนหนุ่มสาว จึงเกิดขึ้นจากความคิดที่ต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย และยังมีนัยของการต่อต้านการครอบงำไปพร้อมๆ กัน

ประการที่สอง นอกจากการรับรู้ข้อมูลที่รอบด้านและสามารถประมวลข้อมูลด้วยตนเองได้แล้ว คนหนุ่มสาวยังมีความคิดแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สากล เพราะกระแสโลกได้ให้ความสำคัญกับเสียงของเยาวชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเมือง สังคมและสิ่งแวดล้อม 

โดยกระแสคิดการมีส่วนร่วมนี้ มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้คนหนุ่มสาวออกมาเคลื่อนไหวแสดงพลังในครั้งนี้ กิจกรรมแสดงพลังของพวกเขาจึงสะท้อนความต้องการในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะพวกเขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และได้รับผลกระทบจากโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งในฐานะที่กำลังเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา เช่น การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น 

บ่อยครั้งที่พวกเขาหรือคนในรุ่นพวกเขาถูกละเมิดสิทธิ เช่น การถูกจับกุมและดำเนินคดีที่ไม่ยุติธรรม การถูกเรียกให้ไปรายงานตัว เป็นต้น 

ต้องเข้าใจว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้จำนวนมาก คือ ผู้ที่มีโอกาสลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งแรก และแน่นอนว่า ส่วนหนึ่ง พวกเขาได้ลงคะแนนให้กับพรรคที่พวกเขาคิดว่าจะทำให้สิทธิของพวกเขาถูกนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ แต่เมื่อมีการยุบพรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุน โดยที่พวกเขามองว่าไม่ยุติธรรม ก็ย่อมทำให้พวกเขาออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิของพวกเขาที่ถูกตัดไปด้วย

อย่างไรก็ตามการต่อสู้เรียกร้องของพวกเขา ก็ไม่ได้มีความหมายที่แคบๆ ว่าเป็นการปกป้องพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่การเรียกร้องของพวกเขา มีนัยของการต้องการการมีส่วนร่วมในทางการเมือง และสิทธิทางการเมืองของพวกเขาควรได้รับการเคารพ

ประการที่สาม สำหรับคนรุ่นใหม่ในอีสาน การออกมาแสดงพลังของพวกเขา ยังมีแรงผลักดันมาจากการที่พวกเขามองเห็นปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งพบได้ในชีวิตประจำวันจากการที่มีการละเมิดสิทธิด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 

มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงมากที่สุดในยุค คสช. ทั้งกรณีของเหมืองแร่ทองคำที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย การขุดเจาะปิโตรเลียมที่กระทบต่อชุมชนหลายแห่งในภาคอีสาน ทั้งกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และอุดรธานี ผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า การขยายอุตสาหกรรมน้ำตาลในอีสาน และการสร้างเขื่อนต่างๆ ที่กระทบต่อคนอีสาน 

ช่วงดังกล่าวคนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยในภาคอีสานมีการรวมกลุ่มกันเคลื่อนไหวในประเด็นปัญหาของชาวอีสาน นิสิตนักศึกษาบางกลุ่มได้ลงไปเคลื่อนไหวร่วมกับชาวบ้านโดยตรง ซึ่งมีการตั้งกลุ่มทำกิจกรรมที่น่าสนใจ นั่นคือ การมีกลุ่มอิสระที่เกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัย เช่น กลุ่มดาวดิน กลุ่มนอกหน้าต่าง กลุ่มเม็ดทราย กลุ่มเทียนไข ฯลฯ ที่ลงไปร่วมต่อสู้กับพี่น้องในภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ 

บางกลุ่มก็ได้อาศัยอาศัยรายวิชาเรียนลงไปศึกษาและจัดทำชิ้นงานที่สะท้อนปัญหาความไม่ยุติธรรมที่คนอีสานต้องเผชิญ เช่น การทำข่าวนักข่าวพลเมือง การทำสารคดีเชิงข่าว การทำภาพยนตร์ ระหว่างที่พวกเขาได้ร่วมต่อสู้หรือร่วมสะท้อนเสียงของคนอีสาน 

การลุกขึ้นมาของคนรุ่นใหม่ในอีสาน จึงตั้งอยู่บนทัศนะของการมองว่า อีสานไม่ได้รับความยุติธรรมจากนโยบายการพัฒนาของรัฐในช่วงที่ผ่านมา และยิ่งไม่ได้รับความยุติธรรมในยุคเผด็จการ 

การลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในอีสาน จึงไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่เป็นตัวแทนของคนอีสานด้วย

ที่น่าสนใจก็คือ ในเชิงยุทธศาสตร์ การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในอีสาน มีข้อเสนอที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ได้เป็นแค่การจัดกิจกรรมที่แสดงความไม่พอใจเท่านั้น เช่น การมีข้อเสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน สมาชิกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งและไม่มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงการเรียกร้องในเรื่องของจริยธรรมของนักการเมือง 

ขณะที่ในเชิงยุทธวิธีการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในอีสาน ไม่มีลักษณะของการนำเดี่ยวหรือลัทธิวีรชนเอกชนซึ่งมักจะเกิดขึ้นในการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษา แต่การเคลื่อนไหวของพวกเขามีลักษณะของการสร้างเครือข่ายในระดับของแต่ละสถาบันการศึกษาและทำกิจกรรมร่วมกัน หลายที่ไม่มีแม้แต่องค์กรที่นำเดี่ยว แต่การจัดกิจกรรมเกิดจากการที่หลายองค์กรทำงานร่วมกัน ลักษณะดังกล่าวจึงไม่ได้มีผู้นำที่โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา 

นอกจากนั้นกิจกรรมของการเคลื่อนไหวของพวกเขา ต้องเป็นกิจกรรมที่ไม่เผชิญหน้าหรือลดการปะทะ ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมไม่นาน แต่แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีพลัง และไม่ได้หวังชัยชนะเพียงแค่การจัดกิจกรรมครั้งเดียวแล้วชนะ ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงได้ แต่พวกเขารู้ดีว่า การต่อสู้ของพวกเขาเป็นการต่อสู้ในระยะยาว 

สิ่งที่ท้าทายการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในอีสานก็คือ ทำอย่างไรที่จะรักษาขบวนการการเคลื่อนไหวให้เกิดความต่อเนื่องและยืนได้ระยะยาว และต้องแสวงหายุทธวิธีและเรียนรู้ประสบการณ์การเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในที่อื่นๆ เพื่อนำมาปรับใช้ให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาให้มีพลัง ขณะเดียวกันทำอย่างไรไม่ให้การเคลื่อนไหวของคนหนุ่มถูกแทรกแซงหรือมีการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงจากฝ่ายอำนาจนิยม

ในวันนี้การเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในอีสาน รวมถึงหนุ่มสาวในที่อื่นๆ ทั่วประเทศเป็นเพียงการเริ่มต้น และดูเหมือนเส้นทางอีกยาวไกลกว่าที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมาในช่วงที่เป็นการเริ่มต้นนี้ เป็นคุณูปการต่อสังคมไทย เพราะการลุกขึ้นของพวกเขา คือการที่เมล็ดพันธุ์แห่งประชาธิปไตยกำลังงอกและหยั่งรากลงบนผืนแผ่นดินนี้ 

สักวันประเทศนี้ต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างที่พวกเขาปรารถนา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเองและพวกเราทุกคนก็จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนการต่อสู้ของพวกเขา ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว

Saplings of democracy in Isaan

Scroll Up