คนรุ่นใหม่กับประชาธิปไตยที่แท้จริง

การทำกิจกรรมของนักเรียนจากโรงเรียนเดชอุดม จ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 จากเพจ เฟซบุ๊กวิ่งไล่ลุง อุบลราชธานี

นัฐพงษ์ ป้องแสง เรื่อง 

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิไตย นับเป็นช่วงเวลากว่า 80 ปีแล้ว และนับเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่อำนาจอธิปไตยของชาติเป็นของประชาชน 

แม้จะเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ผู้นำประเทศมาจากการเลือกตั้ง  แต่ก็ต้องหยุดชะงักด้วยการทำรัฐประหารของนายทหารชั้นนายพลนับครั้งไม่ถ้วน ส่วนใหญ่มักใช้คำกล่าวอ้างการกระทำของตนว่า “ทำไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ  ศาสน์ กษัตริย์”  

แต่จากการปกครองหลายครั้ง หลายสมัยของผู้นำที่มาจากทหาร โดยการแต่งตั้งของตนนั้น กลับประสพพบเจอกับความล้มเหลวในด้านบริหารราชการแผ่นดิน การทุจริต อย่างไม่มีใครกล้าตรวจสอบ  

การใช้อำนาจลิดรอนสิทธิประชาชน  การฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จนดูเหมือนว่าประเทศไทยของเราจะคุ้นชินกับการทำรัฐประหารไปเสียแล้ว และดูเหมือนว่า แนวคิดการยึดอำนาจการปกครองของทหาร จะส่งผลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราจะเห็นว่า มีการออกมาเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเกิดจากการไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของนายทหาร  เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือแม้กระทั่งพฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งมีรากฐานจากความไม่พอใจของประชาชน หลังเห็นความไม่ชอบธรรมในการใช้อำนาจของผู้ปกครอง 

พวกเขาเหล่านั้นล้วนเรียกร้องการให้คืนประชาธิปไตยที่ถูกเผด็จการพรากและทำลายไป  

นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่ภาคอีสาน บริเวณเทือกเขาภูพาน ที่มีผู้ต่อต้านอำนาจเผด็จการหลายคนถูกกระทำโดยอำนาจมืด โดยเฉพาะในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และในยุคของสามทรราชย์ (ถนอม-ประภาส-ณรงค์) เป็นต้น 

ทั้งหมดที่กล่าวมา นับเป็นอุปสรรคของประเทศไทยที่จะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ประเทศจะเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาแล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของเรา ก็เห็นการรัฐประหาร แต่พอมาถึงคนรุ่นใหม่ ก็ยังเห็นการรัฐประหารอีก 

การรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งก่อการโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้เกิดคณะรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งเราจะเห็นการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ที่เกิดความล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำอย่างถึงทีสุด มองไปทางไหน ก็ดูเหมือนจะมีแต่ความล้มเหลว  

รัฐบาลชุดนี้กล่าวอ้างว่าจะเข้ามาเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบ และจัดให้มีกฎหมายที่เป็นของประชาชน อีกทั้งจะจัดให้มีการเลือกตั้งที่ให้ความหวังกับประชาชน และมีการเมืองที่สร้างสรรค์กว่าเดิม แต่กลับไม่มีความแน่นอนใดๆ ในรัฐบาลชุดนี้เลย ก่อนจะมีการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 ก็มีการเลื่อนเลือกตั้งอยู่บ่อยครั้ง  จนทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ในอำนาจและลาภยศเงินทองนานถึง 5 ปี จึงจัดให้การเลือกตั้ง  

หลังการเลือกตั้งประชาชนหวังว่า จะทำให้ประเทศไทยเดินทางไปสู่รัฐที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่หนทางดังกล่าวกลับดูมืดมนอีกครั้ง แม้จะมีการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ลงประชามติในร่างดังกล่าว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เอื้อให้คณะของ คสช. เข้ามามีอำนาจอยู่เช่นเดิม 

ทั้งจากการกำหนดให้มีวุฒิสมาชิก 250 คนที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช. แล้วมีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ หรือการที่ คสช. ได้แต่งตั้งบุคคลเข้าไปในองค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมการการเลือกต้ัง (กกต.) หรือ คณกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)  

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจกับประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ  ซึ่งเราจะเห็นการชุมชุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกหรือรับผิดชอบต่อการบริหารงานที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากจัดกิจกรรมเชิงการเมืองของเหล่านักศึกษา ซึ่งชี้ให้เห็นแล้วว่าคนรุ่นใหม่ตื่นตัวแล้ว 

นัฐพงษ์ ป้องแสง ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง จัดขึ้นที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563

อย่างกิจกรรมที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “วิ่ง ไล่ ลุง ”  ที่จัดขึ้นพร้อมกันหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศไทยนั้น จะสังเกตเห็นว่า คนหนุ่ม คนสาว คนรุ่นใหม่ หรือแม้กระทั่งเยาวชน ก็กล้าที่จะแสดงออกในกิจรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นการไม่ยอมปล่อยให้ผู้นำที่มาโดยไม่ชอบธรรมเข้ามาบริหารแผ่นดินแล้วมีอำนาจจัดการเงินภาษีของรัฐอย่างไร้ประสิทธิภาพ

รวมทั้งกิจกรรมที่กำลังถูกพูดถึงคือ การชุมชุมของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ ทั้งของรัฐและเอกชน ที่ออกมาการแสดงออกว่าไม่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่แม้จะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยก็ตาม ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงประชาธิปไตยเปลือกนอกเท่านั้น 

นี่จึงเป็นเหตุผลของการเกิดกิจกรรมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ผ่านมา เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะเห็นความล้มเหลวของประเทศไทยในทางการเมืองอีกแล้ว  

ยิ่งการสื่อสารยุคนี้รวดเร็ว จึงทำให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยที่มีสมาร์ทโฟนสามารถรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม และรวดเร็วมากขึ้น จึงทำให้เกิดคลื่นการตื่นตัวที่เห็นจากสื่อต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ เป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุผลให้นักศึกษาและประชาชนรวมตัวกันได้ง่ายขึ้น หากเทียบกับแต่ก่อน 

เหตุผลเหล่านี้ทำให้วัยรุ่นตื่นตัวทางการเมืองและกล้าแสดงออกมากขึ้น คนรุ่นใหม่กล้าต่อกรกับผู้ปกครองที่ใช้อำนาจกดขี่ประชาชนและทำลายระบอบประชาธิปไตยที่พวกเรามุ่งหวังอยากจะเห็น   

ความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการเมืองไทยที่ดีขึ้นของคนรุ่นใหม่ นับเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันให้สังคมตื่นตัวทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเร็คคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up