นักศึกษาไม่ได้เก่งแต่ในโลกออนไลน์…“พวกเราตื่นแล้ว”

ภาพปกจากเพจเฟซบุ๊กแนวร่วมนิสิตมมส.เพื่อประชาธิปไตย

พงศธรณ์ ตันเจริญ เรื่อง 

หลังการรัฐประหารปี 2557 ประชาชนต่างตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลเผด็จการทหารหรือ คสช. ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว 

จากข่าวที่ออกมาเป็นระยะๆ เกี่ยวกับการจับกุมนักกิจกรรม ปรับทัศนคติประชาชนผู้เห็นต่าง รวมไปถึงข่าวการลี้ภัยและการหายตัวไปของผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยในต่างประเทศ 

ถือเป็นยุคดำมืดทมิฬนำมา ซึ่งเป็นยุคเสื่อมถอยของประชาธิปไตย ทำให้พลังเงียบค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความโกรธแค้น ความคับแค้นใจ มันเริ่มก่อตัวขึ้นภายในตัวของประชาชน 

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง บริบทสังคมไทยก็เปลี่ยนไป มีเพียงแค่การเมืองไทยเท่านั้นที่เดินย้อนกลับ เพื่อรักษาฐานอำนาจของชนชั้นนำ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าประชาชนคนไทยรอไม่ไหวแล้ว รอที่จะตายอย่างช้าๆ 

คำว่า “เวลาอยู่ข้างเรา” เป็นเพียงแค่คำปลอบใจของเหล่านักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่กำลังหมดจิตหมดใจ 

แต่สำหรับคลื่นลูกใหม่ที่กำลังฟื้นตัวขึ้นมา มันคือการกลับมาเคลื่อนไหวของนักศึกษา ระลอกใหญ่ในรอบ 6 ปีหลังรัฐประหาร ซึ่งเป็นการออกมาเรียกร้องทางการเมืองไทยที่ใหญ่ที่สุดทั่วประเทศ 

เราไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน นอกเสียจากการรวมตัวกันของนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวที่นักศึกษาออกมารวมตัวกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

แต่หลังจากการล้อมปลาบนักศึกษาประชาชนเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาก็แตกกระจาย  บ้างก็สู้ต่อโดยจับปืนต่อสู้ร่วมกันกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) บ้างก็ยุติการเคลื่อนไหวไปเลย ทำให้ภาพพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา 

กระทั่งวันนี้ เหล่านักศึกษาทนไม่ไหวแล้วกับสภาพปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ไม่ได้รับการแก้ไขพัฒนาให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย 

หลังการเลือกตั้งเดือนมีนาคม ปี 2562 ประเทศไทยกลับยังคงอยู่กับอำนาจของกลุ่ม คสช. ที่ซ่อนเร้นเป็นเงาอำพรางของรัฐบาลชุดปัจจุบัน คอยใช้อำนาจบ่อยทำลายสิทธิ เสรีภาพ และพรรคการเมืองของประชาชน ทำให้เราทนไม่ไหวแล้ว

ข้อความที่นักศึกษาม.มหาสารคามร่วมกันแสดงความคิดเห็นผ่านกระดาษโพสต์อิทว่าถึงเวลาแล้วที่นักศึกษาจะต้องออกมาเคลื่อนไหว ภาพจากเพจเฟซบุ๊กแนวร่วมนิสิตมมส.เพื่อประชาธิปไตย

มันถึงเวลาแล้ว 

มันถึงเวลาแล้วที่นักศึกษาต้องออกมารวมตัวกันเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องขับไล่อำนาจ คสช. ให้หมดไปจากประเทศ ก่อนที่อนาคตของพวกเขาจะมืดมนไร้หนทางออกไปมากกว่านี้ 

หลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนความหวังของคนไทย เพราะมีคนเลือกพรรคนี้มากกว่า 6.3 ล้านคน และเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนต่อการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจของ คสช. และต้องการนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ที่ดีกว่าเดิม 

แต่มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อกลุ่มชนชั้นนำไทยเห็นว่า พรรคการเมืองนี้เริ่มเติบโต และประชาชนให้การสนับสนุนมากขึ้น จึงมีการปักธงที่จะหยุดยั้งไม่ให้พรรคอนาคตใหม่เติบโตไปมากกว่านี้ จนเป็นที่มาให้ยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านา

ยุบพรรคอนาคตใหม่ปลุกพลังนักศึกษา

หลังจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ ประชาชนทั้งประเทศเริ่มออกมาเคลื่อนไหว ด้วยการจุดเทียนให้กำลังใจตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย จนกระทั่งเริ่มมีกลุ่มนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯ เรียกรวมพล Flash Mob ที่ ม.ธรรมศาสตร์ โดยการนำของสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และค่อยๆ ลามไปยังสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ จนเกิดเป็นกระแสทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวออกมาเคลื่อนไหวในสถาบันของตนเอง 

การออกมาเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา ม.มหาสารคาม ครั้งนี้ มีข้อเรียกร้องร่วมกันอยู่ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก แล้วยุบสภาเพื่อเปิดทางให้เลือกตั้งใหม่ 2. เรียกร้องให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาใหม่เพื่อแก้ไขโครงสร้างใหม่ 3. วุฒิสภา (สว.) ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 

ถือว่านักศึกษาทั่วทุกทิศต่างทนไม่ไหวแล้วที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สังคมที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย 

ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้มีเพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีนักเรียนระดับมัธยมเริ่มออกมาเคลื่อนไหว จัด flash mob ภายในโรงเรียนของตนเอง

นี่เป็นการชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลเงา คสช. ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

แต่กลับยกพวกพ้องขึ้นมาบริหารประเทศ ผลาญเงินภาษีของประชาชน เกิดการเอื้อผลประโยชน์ให้แก่นายทุนพวกตนเอง เศรษฐกิจไม่เดินหน้าอย่างที่ควรเป็น เพราะเกิดการผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ รวมทั้งยังมีการ Layoff พนักงานบริษัทและโรงงานทั่วประเทศ นั่นหมายความว่า หลายคนกำลังเผชิญการตกงาน 

นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้นักศึกษาและประชาชนทนไม่ไหวจนต้องการบอกว่า “พอกันทีกับรัฐบาลเงา คสช.”   

อนาคตพลังนักศึกษา

หลังการเคลื่อนไหวแบบ flash mob ยังไม่มีการจัดตั้งองค์การส่วนกลางอย่างชัดเจนที่จะนำไปสู่การล้มล้าง คสช. และยังไม่มีขบวนการทางสังคมเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว แต่เมื่อเราต้องการยกระดับการชุมนุมที่นำไปสู่การล้มล้าง คสช.

เราต้องยกระดับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ร่วมกับขบวนการทางสังคม เพื่อให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้เกิดความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น 

จากนั้นนักศึกษาจึงจะสามารถเคลื่อนไหวต่อสู้กับ คสช. ไปได้อย่างต่อเนื่อง และจะสามารถเพิ่มฐานมวลชนไปได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น พลังบริสุทธ์ในครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในความชอบธรรมที่จะทำให้ประชาชนออกมาร่วมกันต่อสู้ไปพร้อมกับนักศึกษาเพื่อสร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลงอนาคตของสังคมไทยร่วมกัน 

จากการที่นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ ก็เพื่อลบคำสบประมาททั้งหลายที่มักพูดถึงนักศึกษาว่าอยู่แต่ในโลกออนไลน์ ขี้เกียจ ใช้ชีวิตไปวันๆ  ตั้งกันแค่ # (แฮชแท็ก) พอเป็นกระแส แต่ไม่สามารถออกมารวมตัวกันอย่างที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ 

อีกทั้งต้องการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจด้วยว่า “นักศึกษาได้ตื่นแล้ว” เราพร้อมที่จะออกมารวมตัวเคลื่อนไหวตลอดเวลา 

ยิ่งมีความคับแค้นใจมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้นักศึกษากล้าที่จะเดินออกมาจากโลกออนไลน์สู่การประท้วงเพื่อเรียกร้องให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับช่วงต้นปี 2563 

นี่คงเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของนักศึกษาไทยที่จะได้เดินทางบนเส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกครั้ง 

แม้ว่าอนาคตจะมีเงาดำทมิฬคอยปกคลุมอย่างไร้แสงสว่าง แต่ก็มิวายที่จะปิดบังพลังศรัทธาอันแรงกล้าของนักศึกษาที่จะต่อสู้กับอำนาจ คสช. 

ประวัติศาสตร์สอนพวกเราให้รู้เสมอว่าการต่อสู้กับเผด็จการ ท้ายที่สุดชัยชนะก็ย่อมตกเป็นของผู้ถือครองอำนาจอธิปไตย นั่นคือ “ประชาชน” 

หมายเหตุ: ความคิดเห็นหรือมุมมองต่างๆ ที่ปรากฎบนเว็บไซต์เดอะอีสานเร็คคอร์ด เป็นข้อคิดเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่ได้เป็นมุมมองหรือความคิดเห็นของกองบรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด

Scroll Up