หนึ่งทศวรรษชายคาเรื่องสั้น

หทัยรัตน์ พหลทัพ เรื่อง 

อติเทพ จันทร์เทศ ภาพ 

อุบลราชธานี – เสวนาหัวข้อ “หนึ่งทศวรรษชายคาเรื่องสั้น” ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ในวาระครบสิบปีวารสารชายคาเรื่องสั้น ที่เป็นการรวมตัวของนักเขียนอีสานในนาม “คณะเขียน” ซึ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2553 

รศ.ไชยันต์ รัชชกูล ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.พะเยา กล่าวว่า หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา วารสารชายคาเรื่องสั้นได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอีสาน แต่ถามว่าทำไมจึงเรียกตัวเองว่า อีสาน 

“อีสานจะไม่มีความหมาย หากไม่โยงกับความประสงค์เดิมที่คนในแถบเขตนี้จะเว้าลาว มีความสัมพันธ์อย่างหลวมๆ กับแม่น้ำโขง ยิ่งพอขีดเส้นเขตแดน จิตใต้สำนึกและความประสงค์ร่วมกัน คือ ความปรารถนาและความหวังที่จะมีความสัมพันธ์กับสยามประเทศมากกว่า” ไชยันต์ กล่าวและว่า “สำหรับคนอีสาน เขาต้องการรวมกับอีสานใหม่ แต่ผู้ปกครองเขาไม่เห็นด้วย เพราะเขาต้องการให้อยู่ใต้บาทา” 

นักรัฐศาสตร์คนนี้กล่าวอีกว่า ความจริงคนอีสานรู้อยู่แก่ใจว่า ถูกดูถูกดูแคลน ซึ่งอาจจะดูย้อนแย้ง และต้องถามว่า คนกลุ่มนี้เขารับเราเหรอ หากนับจากปี 2549 ก็เห็นได้ชัดเลยว่า คนอีสานจะเป็นแดง

“การชุมนุมที่ราชประสงค์ กรุงเทพฯ คนที่ไปชุมชนส่วนใหญ่ก็เป็นอีสาน คนที่ถูกฆ่าตาย ถูกสังหาร ก็เป็นคนอีสาน” เขากล่าวและว่า “ความจริงคนอีสานต้องการให้อีสานเป็นอีสานใหม่ แต่มันมีภาพย้อนแย้งที่จะสร้างสยามใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย เพราะเราถูกกดด้วยวาทกรรมเราเจริญไปด้วยกัน”

“คนอีสานต้องการรวมกับอีสานใหม่ แต่ผู้ปกครองเขาไม่เห็นด้วย เพราะเขาต้องการให้อยู่ใต้บาทา” รศ.ไชยันต์ รัชชกูล ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.พะเยา

เขายังกล่าวอีกว่า ไม่เพียงคนอีสานเท่านั้นที่ถูกกดหัวและถูกเหยียบย่ำ แต่ยังมีคนภาคอื่นที่ถูกกดแล้วให้อยู่ในฐานะด้อยกว่าและถูกเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ อย่างเวลามีการประท้วง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุม ผู้คนกลับเชิดชูว่าเป็นคนที่มีการศึกษา ตรงกันข้ามเวลาชาวบ้านชุมนุมกับเรียกว่า พวกควาย ไม่รู้เรื่องรู้ราวให้ทักษิณจูง เวลาเขาพูดแบบนี้เขาไม่ได้พูดคนต่างจังหวัดโดยรวม

บรรยากาศกลุ่มนักเขียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อประชาธิปไตย (NEW4D) ร่วมฟังเสวนา

“ถ้าใครจะมาด่าว่าควายแดง ผมก็จะบอกว่า เออ กูก็นี่แหละ ในวารสารชายคาเรื่องสั้นถือเป็นการต่อสู้ด้วยแนวรบวัฒนธรรม ซึ่งด้านหนึ่ง เราต้องสู้กับคนที่ดูถูกดูแคลนคนอื่น เพราะเราจะไม่ยอมเป็นฝุ่นใต้เท้าให้ใคร” ไชยันต์ กล่าว 

นักวิชาการคนนี้ยังกล่าวอีกว่า ในฐานะคนที่เขียนงาน ก็ไม่อยากเห็นเหตุการณ์เหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบในการเขียนอีกต่อไป จึงอยากตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะหมดไปเสียที ส่วนตัวอยากเห็นคนที่ไปชุมนุมมีโอกาสเรียกร้องเสรีภาพของตัวเองอย่างเต็มที่  

ขณะที่ พิมใจ จูกลิ่น หรือ เดือนวาด พิมวนา นักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2546 กล่าวว่า หากนับถ้อยคำของนักเขียนอีสานในหนังสือ “ฟ้าบ่กั้น” “ลูกอีสาน” ถึงตอนนี้ก็เกือบ 70 ปี แต่คนยังจำวาทกรรม “โง่ จน เจ็บ” ที่เป็นคำอธิบายคนอีสานอยู่ ซึ่งการประทับตราวันนี้ ก็ไม่ได้ต่างกันจากวันนั้น 

“60 ปีก่อน ไม่คิดว่าวาทกรรมนี้จะหนักหนาขนาดนี้ แต่ยุคสมัยก็ตอกย้ำด้วยวรรณกรรม ซึ่งมาจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะสภาพการเมืองหลังเกิดการรัฐประหาร ก็ยิ่งตอกย้ำวาทกรรมเยี่ยงนี้ ด้วยการดูถูกเหยียบย่ำอย่างรุนแรงและแหลมคม” พิมใจกล่าว  

“การเขียนงานวรรณกรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์พฤษ’ 53 เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลัง เพราะอาชญากรไม่เคยจดจำในสิ่งที่ตัวเองกระทำ” เดือนวาด พิมวนา นักเขียนรางวัลซีไรต์ปี 2546

เจ้าของรางวัลรางวัลซีไรต์ปี 2546 กล่าวอีกว่า พัฒนาการของนักเขียนอีสานเห็นได้ชัดว่ามีความอึดอัด และต้องการจะบอกว่า เราไม่ควรถูกเหยียบย่ำ แต่การที่สังคมมีปัญหา ทำให้ความเป็นมนุษย์ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ เราไม่ได้มีมาตรฐานการอยู่ร่วมกัน ตรงกันข้าม กลับมีความป่าเถื่อนมากขึ้น 

“เมื่อก่อนยังไม่มีปัญหาความแตกแยกทางการเมือง ถ้าคนในสังคมเหยียดคนซึ่งหน้า ก็จะต้องถูกด่า ถูกประณาม แต่ตอนนี้เรากำลังถอยหลัง เรากำลังเดินไปสู่ความสิ้นหวัง ล้าหลัง เพราะซักพักก็รัฐประหารอีกแล้ว เผด็จการมาอีกแล้ว ล้อมปราบอีกแล้ว ทำให้เราลืมว่าเกิดการฆ่ากันขึ้น คนที่เป็นหญ้าแพรกก็ถูกเหยียบมากขึ้น” นักเขียนผู้นี้กล่าว 

พิมใจกล่าวอีกว่า การสามารถตีพิมพ์วารสารมานานถึง 10 ปี ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก เพราะมันเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงบนพื้นที่วรรณกรรมและเสรีประชาธิปไตย ซึ่งนักเขียนที่เขียนในวารสารนี้ก็มีความหลากหลาย โดยเฉพาะการเขียนงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 

“การเขียนงานวรรณกรรมเกี่ยวกับนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลัง เพราะเป็นสถานการณ์ที่อาชญากรไม่เคยจดจำในสิ่งที่ตัวเองกระทำ ตรงกันข้าม กลับจะลบภาพเหล่านั้นด้วยความเงียบและลืมความตาย การโดนล้อมปราบ ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นเขามีญาติพี่น้อง มีบ้านเลขที่ แต่คนที่กระทำกลับไม่ต้องรับผิดชอบ” เธอกล่าว 

“วารสารชายคาเรื่องสั้นมีรูปแบบการเขียนเกือบทุกแนวที่แสดงออกถึงความเป็นอีสานในแบบใหม่ ความคิดใหม่ ไม่ผลิตซ้ำกับวรรณกรรมอีสานที่เคยประสบความสำเร็จ” มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้น

ขณะที่ มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้น กล่าวว่า จากการอ่านต้นฉบับก็มีต้นฉบับเข้ามาเป็นจำนวนกว่า 165 เรื่อง แล้วคัดเหลือ 30 เรื่อง ก็เห็นว่ามีรูปแบบการเขียนเกือบทุกแนวที่แสดงออกถึงความเป็นอีสานในแบบใหม่ ความคิดใหม่ ไม่ผลิตซ้ำกับวรรณกรรมอีสานที่เคยประสบความสำเร็จ เป็นความคิดแห่งความเท่าเทียม รวมทั้งมีความพยายามอธิบายถึงความเป็นคนอีสานที่มีความเป็นคนเหมือนคนภูมิภาคอื่น

Scroll Up