ชาวชุมชนโคกยาว จ.ชัยภูมิหวังรัฐเร่งแก้ไขข้อพิพาทที่ดินหลังเรื้อรังกว่าสี่ทศวรรษ


อิสาเบล เรเยส เรื่อง / ซิดนีย์ ฮาลชุก ภาพ 

ชัยภูมิ -ข้อพิพาทเรื่องที่ดินป่าไม้ของชาวชุมชนโคกยาว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ กำลังคืบคลานสู่การมีข้อมติแก้ไขปัญหาในที่สุด หลังต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน เศร้าโศก จากการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินของตัวเองมานานกว่า 40 ปี 

วันนี้ชาวบ้านต่างหวังว่า การต่อสู้อันยาวนานจะยุติลงเสียที หลังชุมชนใกล้เคียงได้มอบรับมอบสิทธิในที่ดินทำกินจากรัฐบาลเมื่อเดือนที่ผ่านมา

“เดี๋ยวก็จะได้รู้กันว่า เราจะยิ่งทุกข์กว่าเดิมหรือจะมีความสุขเสียที” บุญมี วิทยาโรจน์ ชาวบ้านโคกยาว วัย 51 ปี กล่าวถึงการทบทวนข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินครั้งใหม่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการของกระทรวงฯ ได้พบปะกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) เพื่อเริ่มพูดคุยถึงกรณีปัญหาที่ดินทำกินในความขัดแย้งในพื้นที่ป่าทั่วประเทศจนเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐจำนวน 66 กรณี โดยมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาหลังขบวนการ P-MOVE รวมตัวชุมนุมด้านหน้ากระทรวงทรัพย์ฯ เป็นเวลา 3 วัน เพื่อจี้ให้รัฐแก้ปัญหา เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ เร่งแก้ไขข้อพิพาทต่อจากที่อดีตรัฐมนตรีคนก่อนให้สัญญาว่าจะแก้ไข

การพบปะกันครั้งนี้ได้พูดคุยถึงข้อเรียกร้องที่กลุ่ม P-MOVE ได้เสนอระหว่างร่วมชุมนุมเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดย P-MOVE ได้เรียกร้องให้รัฐบาลมอบสิทธิในการจัดการที่ดินทำกินให้แก่ชุมชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า โดยจะต้องให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำ รวมทั้งมีมาตรการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและยุติการดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่า

โดย ปราโมทย์ ผลภิญโญ หัวหน้าเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสาน 

ระบุว่า ข้อพิพาทในบ้านโคกยาวสถานการณ์บ้านโคกยาว ถือเป็นข้อพิพาทที่กลุ่ม P-MOVE เห็นว่าควรแก้ไขปัญหาด่วนน้อยกว่าข้อพิพาทอื่น ๆ และจะไม่มีการทบทวนจนกว่ากระทรวงทรัพยฯ จะพิจารณากรณีเร่งด่วนอื่นๆ อีก 40 กรณี 

จากข้อมูลที่ประกาศบนหน้า Facebook ของ PMOVE เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ระบุว่า การประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล โดย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานการประชุม ได้เร่งรัดให้กระทรวงทรัพย์ฯ แก้ไขปัญหาที่ทำกินตามที่ทาง P-MOVE เสนอภายใน 90 วัน แต่ผลการประชุมจากวันดังกล่าวกลับยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะปฏิบัติได้จริงตามกรอบเวลาที่กำหนดหรือไม่ เพราะมีกรณีปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอยู่เป็นจำนวนมาก

จึงทำให้กรณีปัญหาบ้านโคกยางก็จะต้องรอต่อไป

เมื่อสี่ทศวรรษก่อน รัฐบาลได้ประกาศให้ที่ดินทำกินของชุมชนอันเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษแห่งนี้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยเดิมต้องกลายเป็นผู้บุกรุกผิดกฎหมาย ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านต้องอาศัยบนผืนดินแห่งนี้ โดยปราศจากน้ำประปาและไฟฟ้า นอกจากนั้นยังถูกข่มขู่ด้วยข้อหาและคดีความ ตลอดจนการคุกคามไล่รื้อให้ออกจากพื้นที่

“น้ำที่จะนำมาซักผ้าก็ยังไม่มีเลย” สุภาพ คำแหล้ ชาวบ้านโคกยาวผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน คดีบุกรุกที่ดินป่าไม้เมื่อปี 2560 กล่าว

ต่อมาเมื่อปี 2521 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ได้กำหนดพื้นที่จำนวน 4,401 ไร่ ในเขตอำเภอคอนสาร เป็นเขตพื้นที่โครงการสวนป่าคอนสาร โดยได้นำต้นยูคาลิปตัสมาปลูกเพื่อรองรับอุตสาหกรรมกระดาษในภูมิภาค และเริ่มไล่รื้อชาวบ้านมากกว่าหนึ่งพันคนให้ออกจากที่ดินทำกินเดิมของพวกเขา

จนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านโคกยาวยังคงต้องเรียกร้องเพื่อให้สามารถอาศัยอยู่และทำมาหากินบนผืนดินมรดกตกทอดจากครอบครัวที่ถือครองมานานหลายทศวรรษ เมื่อแรกเริ่มต่อสู้เรียกร้องมีชาวบ้านกว่า 33 ครัวเรือนเข้าร่วม แต่ทุกวันนี้สมาชิกครัวเรือนชุมชนบ้านโคกยาวลดลงเหลือเพียง 16 ครอบครัวเท่านั้น

“ก็สู้มาตั้งแต่อายุ 40-50 ปี ตอนนี้อายุ 70 กว่าแล้ว” พัน กุลหงส์ ชาวบ้านโคกยาววัย 79 ปี กล่าว

พัน กุลหงส์ ขณะเดินเคียงคู่กับหลานสาว พันเป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านโคกยาวที่มีอายุมากที่สุด ที่ผ่านมา พัน กุลหงส์ ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อร่วมชุมนุมเรียกร้องสิทธิในที่ดินชุมชน เธอบอกว่าทุกวันนี้เธอไร้เรี่ยวแรงที่จะเดินทางไกลจากหมู่บ้านแล้ว

การกำหนดจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำของพื้นที่ป่าไม้บ้านโคกยาวยิ่งทำให้การต่อสู้ของชาวบ้านมีความท้าทายเป็นพิเศษ การที่รัฐบาลกำหนดให้ที่ดินแห่งนี้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ทำให้ที่ดินป่าไม้ถูกยกระดับกลายเป็น “ทรัพยากรธรรมชาติแห่งชาติ” 

นอกจากนี้ทางกระทรวงฯ ก็อ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าดงดิบสมบูรณ์ ไม่เคยถูกบุกรุกแผ้วถางและการกำหนดประเภทที่ดินก็ยิ่งทำให้หน่วยงานมีอำนาจทางกฎหมายที่จะจับกุมชาวบ้านข้อหาบุกรุกที่ดินป่า

“การกำหนดจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำยิ่งทำให้รัฐบาลอ้างได้ว่าใครมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ที่จะถือครองที่ดิน” ปราโมทย์ จากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสานกล่าวและว่า “ชุมชนพื้นเมืองจึงได้รับผลกระทบอย่างยิ่งจากสิ่งที่เกิดขึ้น”

วัตถุประสงค์ของการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำเพื่อเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศ แต่ชื่อที่เรียกว่า “ลุ่มน้ำ” ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าขัน หากมองดูสภาพความแห้งแล้งของพื้นที่ “เขาก็ยังพยายามอ้างว่านี่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำระดับ 1 เอ ทั้งที่เราเองก็ยังหาน้ำไม่เจอเลย” บุญมี วิทยาโรจน์ ชาวบ้านโคกยาว กล่าว

ปราโมทย์ ผลภิญโญ ผู้ผลักดันนโยบายชุมชนบ้านโคกยาวและชุมชนบ่อแก้ว ซึ่งเป็นอีกหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านการจัดการที่ดินป่าไม้ของรัฐ ปัจจุบันปราโมทย์เป็นหัวหน้าเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสานและเคยอาศัยอยู่ในชุมชนบ่อแก้วร่วมกับชาวบ้านมาก่อน

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะความแห้งแล้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจัดรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดชัยภูมิ แต่ชาวบ้านโคกยาวที่ประสบปัญหาภัยแล้งเช่นเดียวกันกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาล

บุญมี วิทยาโรจน์ อธิบายถึงภัยภัยแล้งและสภาพพื้นที่อันแห้งแล้งที่ทำให้ชุมชนโคกยาวแทบจะเพาะปลูกไม่ได้

หลายปีที่ผ่านมา ชาวชุมชนโคกยาวหลายคนได้พากันย้ายออก บ้างก็เสียชีวิต บางคนถูกจำคุกในข้อบุกรุกป่าหรือแม้กระทั่งสูญหาย ซึ่งเชื่อกันว่า เด่น คำแหล้ ผู้เป็นสามีของสุภาพและเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินแห่งภาคอีสานอีกคนได้ตกเป็นเหยื่อของการถูกบังคับให้สูญหาย หลังจากที่เขาได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2559

“มีไม่กี่คนหรอกที่ยังต่อสู้เพื่อให้อยู่ที่นี่ต่อไป” สมบัติ ทวยแก้ว ชาวบ้านโคกยาวผู้ซึ่งมีอาชีพรับจ้างกรีดยางพาราหารายได้สนับสนุนชุมชน “ทุกคนที่นี่ต่างมีความหวัง แต่ก็พากันอกหักเพราะ [หวังกันมานานแล้ว]”

บุญมีคอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ผืนแผ่นดินที่เขายืนอยู่นั้นมีค่าและความหมายมากเพียงใด “สาเหตุที่เรายังต่อสู้อยู่ ก็เพราะว่านี่คือที่ดินทำกินที่พ่อแม่ของเรามอบให้ มันกำลังจะสูญหายไป” เขากล่าว

ถึงแม้จะมีความมุ่งมั่นมากถึงเพียงนี้ แต่หมู่บ้านโคกยาวก็ยังคงต้องต่อสู้กับอำนาจเกินกว่าจะต้านทานอยู่ ทางชุมชนจึงขอร้องให้นักกิจกรรม นักพัฒนาเอกชนไปจนถึงประชาชนคนทั่วไปให้ช่วยกดดันรัฐบาลให้เร่งแก้ไขความเดือดร้อนของชาวบ้าน

สำหรับความเป็นไปได้ที่กระทรวงทรัพย์ฯ จะตัดสินใจให้ชาวบ้านโคกยาวมีสิทธิ์ในที่ดินทำกินหรือไม่นั้น “ก็ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของผู้คน” ปราโมทย์ กล่าว

สุภาพ คำแหล้ ผู้สูญเสียสามี (เด่น คำแหล้ ) ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เมื่อปี 2559 และเธอถูกตัดสินจำคุกข้อหาบุกรุกที่ดินในอีกหนึ่งปีต่อมา สุภาพยังมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินต่อไป

แต่อนาคตของบ้านโคกยาวยังดูจะมีหวังอยู่ หลังจากความสำเร็จครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับชุมชนบ่อแก้ว ซึ่งเป็นชุมชนนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินใกล้เคียงกัน โดยเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ชุมชนบ่อแก้วได้รับมอบที่ดินที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการสวนป่าคอนสารคืนจำนวน 366 ไร่ ซึ่งเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของที่ดินที่ชาวบ้านเคยร้องขอคืน ทำให้ตอนนี้ชาวบ้านมีสิทธิ์ครอบครองที่ดินดังกล่าวภายใต้โฉนดชุมชนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ชาวบ้านบ่อแก้ว บอกว่า การรายงานข่าวของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสมีส่วนช่วยกดดันรัฐบาลให้ตัดสินใจสั่งการดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านชุมชนโคกยาวก็ต่างหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนที่คล้ายกัน แม้จะต้องกำลังเฝ้ารอคำตอบจากกระทรวงทรัพย์ฯ ต่อไปก็ตาม 

“อยากให้ช่วยบอกสาธารณะ บอกรัฐบาลให้รู้ว่า ความเป็นอยู่ของตอนนี้มันเป็นยังไง” สุภาพกล่าว “ลำบากเหลือเกิน”

อิสาเบล เรเยส นักศึกษาสาขาวิชาประสาทวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบราวน์ 

ซิดนีย์ ฮาลชุก นักศึกษาสาขาพัฒนาชุมชนยั่งยืนที่มหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตส์ แอมเฮอร์ส 

ทั้งสองกำลังศึกษาประเด็นปัญหาการพัฒนาและสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำภาคการศึกษาปลาย ปีการศึกษา 2562