7 ปีความทุกข์ของชาวอุดรฯ​ จากโรงงานยางพาราใกล้ชุมชน


ยางพาราแผ่น เครดิตภาพโดย istock.com/PeopleImages

อรนุช ผลภิญโญ เรื่อง

ชีวิตที่ต้องเผชิญกลิ่นเหม็นจากโรงงานยางพาราของชาวบ้านตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นความทุกข์ระทมที่สะสมมานานกว่า 7 ปี 

ตำบลหนองนาคำเพียงตำบลเดียวมีโรงงานรับซื้อยางพาราและแปรรูปยางพาราแผ่นถึง 2 โรงงาน ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชน 

“ก่อนตั้งโรงงานชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าใจว่า เขาจะสร้างโรงงานผลิตถุงมือและโรงงานผลิตนมถั่วเหลือง จึงไม่มีใครคัดค้าน” สุภาพร เบ้าหล่อเพชร หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นจากโรงงานรับซื้อยางพารา เล่าที่มาที่ไป

เมื่อปี 2555 ผู้ใหญ่บ้านได้ประกาศให้ลูกบ้านไปร่วมประชุมเพื่อรับทราบถึงการก่อสร้างโรงงานใกล้หมู่บ้าน  แต่สุภาพรไม่ได้เข้าร่วม 

หลังการประชุมแล้วเสร็จ เพื่อนบ้านได้เล่าให้เธอฟังว่า ผู้ประกอบการจะมาสร้างโรงงานถุงมือยางและโรงงานผลิตนมแล็คตาซอย 

“เพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่า โรงงานจะทำให้เศรษฐกิจในหมู่บ้านของเราดีขึ้น ชาวบ้านจะได้มีงานทำ ตอนแรกๆ ทุกคนก็ดีใจว่าจะมีโรงงานมาตั้งใกล้บ้านแล้ว” สุภาพรเล่าถึงการขายฝันของผู้ประกอบการ ก่อนที่โรงงานยางพาราจะถูกสร้างใกล้หมู่บ้าน

สุภาพร เบ้าหล่อเพชร ชาวตำบลหนองนาคำ จ.อุดรธานี หนึ่งในผู้ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากโรงงานแปรรูปยางพารา จ.อุดรธานี

โรงงานแปรรูปยางพาราใกล้ชุมชน 

และแล้วโรงงานรับซื้อยางพาราจำนวน 2 แห่ง ก็ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2556  ได้แก่ โรงงานยางแท่ง บริษัทศรีตรังแองโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) สาขาอุดรธานี และ บริษัทวงษ์บัณฑิตอุดรธานี จำกัด 

“เขาเริ่มเปิดรับซื้อยางพาราและเดินเครื่องการผลิต ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นเหม็น เมื่อปี 2557 พวกเราก็เริ่มประท้วง เพราะทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว แม้ผู้จัดการโรงงานจะมาเจรจากับชาวบ้าน ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น พวกเรายังต้องสูดดมกลิ่นเหม็นๆ อยู่ทุกวัน” ผู้ได้รับผลกระทบกล่าวอย่างมีอารมณ์ 

ผลกระทบจากกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน 11 หมู่บ้านในตำบลหนองนาคำ และ 1 หมู่บ้านในตำบลหนองขอนกว้าง อ.เมือง จ.อุดรธานีอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเรารวมตัวกันร้องเรียนกับหลายหน่วยงาน รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น 

ต่อมาชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทร์ขาว ผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนและเสนอให้ผู้ประกอบการตรวจร่างกายชาวบ้านอย่างที่เคยปฏิบัติก่อนหน้านี้ 

ส่วนกรมควบคุมมลพิษควรตรวจคุณภาพอากาศทุกเดือนธันวาคม และให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 9 ตรวจคุณภาพน้ำ รวมทั้งเพิ่มสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำในลำห้วยเชียงรวงที่เป็นลำน้ำใกล้ชุมชน  

แม้ว่าจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมต่อทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ แต่ทว่ากลิ่นเหม็นยังคงคละคลุ้งในชุมชนและกระทบต่อปอดของชาวบ้านทั้ง 12 หมู่บ้าน 

 

โรงงานแปรรูปยางพารา อ.หนองนาคำ จ.อุดรธานี ที่ชาวบ้านร้องเรียนถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาพโดย ทีมวิจัยชุมชน

ผู้เดือดร้อนร่วมใจตั้งทีมวิจัยชุมชน 

หลังจากอยู่กับผลกระทบนานกว่า 7 ปี ชาวบ้านใน 2 ตำบล จึงตั้งทีมวิจัยชุมชนร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ โดยเก็บข้อมูลทั้งกลิ่น น้ำ เสียง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จากรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ค่าความเข้มด้วยการดมบริเวณโรงงานยางพาราจังหวัดอุดรธานีที่กรมควบคุมมลพิษรายงานถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ตามหนังสือเลขที่ ทส. 0306/2361 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2560 

พร้อมกับผลการตรวจวัดความเข้มของกลิ่นด้วยการดม (Sensory Test) พบว่า กลิ่นที่ระบายออกจากปล่องเตาอบยางและกลิ่นบริเวณรอบรั้วโรงงานมีค่าเกินมาตรฐาน โดยก๊าซสูงเกิน 158 หน่วยจากค่ามาตรฐาน 100 หน่วยและก๊าซอื่นๆ ก็สูงเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน 

นอกจากนี้ยังมีรายงานด้านสุขภาพย้อนหลัง 6 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ถึงเดือนมกราคม 2560 ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ชี้ว่ากลิ่นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน 

“ผลจากการออกตรวจสุขภาพและให้บริการประชาชนพบว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่มีอาการแสบจมูก แสบคอ คอแห้ง ปวดศรีษะ แสบตา ผื่นคันตามผิวหนัง และมีอาการหนักเวลามีกลิ่นเหม็นจากโรงงานยางพารา” รายงานระบุ  

นอกจากนี้รายงานยังระบุอีกว่ากลิ่นจะเหม็นมากในช่วงกลางดึก ซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนของประชาชนและส่งผลมากต่อกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มเด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ขวบ 

รายงานฉบับดังกล่าวทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการทั้ง 2 แห่ง ปิดกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงกิจการเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่ 15 เมษายนถึง 15 พฤษภาคม 2560 แต่หลังการปิดปรับปรุงสถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น 

“แม้หลายหน่วยงานจะยอมรับว่าโรงงานแปรรูปยางพาราส่งผลกระทบต่อชุมชน แต่การมีช่องว่างทางกฎหมาย ตั้งแต่ขั้นตอนขอใบอนุญาตประกอบกิจการ การตรวจสอบระหว่างประกอบกิจการ และมาตรการเอาผิดผู้ประกอบการล้วนแล้วแต่ไม่มีความชัดเจน ดังนั้น รัฐควรต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้” กิติชา ธานีเนียม ตัวแทนผู้ทำวิจัยชุมชนกล่าว 

กองเอกปราโมทย์ ธัญพืช รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นตัวแทนรับฟังความเดือดร้อนของชาวบ้านกรณีโรงงานแปรรูปยางพาราสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภาพโดย อรนุช ผลภิญโญ

เวทีพัฒนานโยบายสาธารณะโดยชุมชน 

ความเดือดร้อนที่มีมาอย่างยาวนานทำให้ชาวบ้านทั้ง 11 หมู่บ้าน จาก 2 ตำบล ต้องหาทางออกด้วยตัวเอง โดยพวกเขาได้ตั้งกลุ่มชื่อเครือข่าย Chia ภาคอีสาน และจัดเวทีพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมกรณีความเดือดร้อนจากโรงงานยางพาราเมื่อปลายมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาได้สะท้อนปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีร่วมรับฟัง 

สมศรี โพธิ์ศรีพรม ชาวบ้านจำปา ตำบลหนองนาคำ สะท้อนปัญหาว่า หลังมีโรงงานรับซื้อยางพารา ก็ทำให้ระบบนิเวศในลำห้วยและธรรมชาติใกล้โรงงานเปลี่ยนไป 

“อากาศที่เคยดีๆในชุมชนก็หายไปและถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเหม็น ซึ่งน้ำเสียจากโรงงานก็ส่งผลกระทบกับนาข้าวของพวกเรา” สมศรีกล่าว 

พ่อเล่าอีกว่า เมื่อปี 2562-2563 เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมภาค 9 (อุดรธานี) ได้นำน้ำเสียที่ไหลจากโรงงานในแปลงข้าวของพ่อของเขาไปตรวจ แล้วพบว่าค่าดินเค็มเกินกว่ามาตรฐาน ทำให้โรงงานต้องจ่ายค่าชดเชยกับความเสียหายที่เกิดขึ้น 

“นาข้าวเสียหายประมาณ 3 ไร่ โรงงานจ่ายค่าชดเชยประมาณ 7,000 บาท แต่มันไม่คุ้มหรอก” สมศรีกล่าว 

ขณะที่ คมศักดิ์ จันทร์จำปา และชาวบ้านหนองนาคำอีกหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนนี้ห้วยโศกโปร่งที่เป็นแหล่งน้ำเพื่อนำมาผลิตน้ำประปาหมู่บ้านมีสภาพไม่เหมือนเดิม โดยน้ำเป็นสีเขียว 

“พวกเราไม่มีทางเลือกจึงจำเป็นต้องใช้จากห้วยโศกโปร่งผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน” คมศักดิ์กล่าวและว่า “พวกเราต้องส่งสัญญาณไปยังบริษัททั้ง 2 แห่ง ว่าให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะ 7-8 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ถ้าขายที่ได้ชาวบ้านคงไม่อยู่แล้ว” 

รองผู้ว่าฯ อุดรขู่ปิดโรงงานแปรรูปยางพารา  

เมื่อ กองเอกปราโมทย์ ธัญพืช รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีรับฟังปัญหาจากชาวบ้านแล้วแสดงความเห็นว่า ไม่น่าเชื่อว่าโรงงานที่สร้างกลิ่นเหม็นจะอยู่ใกล้กันถึง 2 แห่ง หากผู้ประกอบการยังคิดจะขยายกำลังการผลิตก็จะยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มมากขึ้น 

“ผมรู้สึกเป็นห่วงชาวบ้าน เพราะปัญหานี้ใหญ่พอสมควร ยิ่งตอนนี้ก็เป็นที่รับรู้ในระดับชาติแล้ว” 

“ความจริงคนอุดรฯ ไม่ได้ต้องการโรงงาน เพราะมีทางเลือกมากมายเราไม่มีโรงงานก็อยู่ได้ เรามีแหล่งอารยธรรม มีแหล่งธรรมะ มีแหล่งท่องเที่ยวที่จะทำให้เศรษฐกิจชุมชนดีและยั่งยืน ถ้าแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ก็น่าจะไม่ให้มีโรงงานยางพารา” รองผู้ว่าราชการจังหวัดอดรธานีกล่าวทิ้งท้าย 

อรนุช ผลภิญโญ

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน