อุปลมณี

วิทยากร โสวัตร เรื่อง 

มีหนังสือสำคัญหลายเล่มที่ทรงคุณค่ามาก โดยถูกเขียนขึ้นบนแผ่นดินอีสานหรือจากคนอีสานแต่ไม่ได้ถูกนับรวมไว้ในสาระบบหนังสือดีหรือวรรณกรรมของชาติ เท่าที่ศึกษาอ่านดู หนังสือเหล่านี้บรรจุจิตวิญญาณความเป็นอีสานไว้อย่างดี จนผมอยากให้มีไว้ประจำบ้านทุกหลัง  

ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นบันทึกการอ่านจากการค้นคว้าศึกษาหนังสือสำคัญของ (คน) อีสานที่ดูเหมือนจะสาบสูญหรือไม่ค่อยได้ถูกกล่าวถึงในวงกว้างนั่นเอง

อุปลมณี

เจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกราวๆ ปี ๒๕๓๖ ที่ห้องพระอาจารย์ผู้เปิดประตูสู่โลกหนังสือให้ แต่ด้วยความเขลาและความอหังการตามวัยจึงตื่นไปกับโลกภูมิปัญญาตะวันตก ทั้งปวงปรัชญาและวรรณกรรม หนังสือสีจีวรหนาหนักเล่มนั้นจึงเพียงแต่ผ่านมือไปสู่ชั้น โดยไม่แม้แต่จะเปิดดูสักหน้า…กระทั่งผ่านไป ๑๕ ปี!

ปลายปี ๒๕๕๑ ใกล้จะครบรอบ๓ ปีที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เสียงเรียกของแผ่นดินเกิดก็ยิ่งดังขึ้นตามระยะทางและเวลาเสมือนว่ายิ่งอยู่ห่างไกลตัวตน คนเราก็ยิ่งเห็นตัวเองชัดขึ้นระหว่างนั้นผมได้พบและครอบครองหนังสือเล่มใหญ่สีจีวรนั้นอีกถึงสองครั้งสองครา เลียบๆ เคียงๆ อ่านไปบ้างแล้ว แต่ไม่ทันไรก็มีอันต้องพลัดพรากจากกันอีกด้วยมีมิตรสหายอยากได้ ผมจึงยกให้ เพราะเห็นว่าตัวเองอยู่ใกล้มรดกธรรมชิ้นนี้มากกว่า แต่คนเราเมื่อยิ่งพลัดพรากกลับยิ่งถวิลหา  หลังจากน้ันผมจึงตัดสินใจกลับบ้านอย่างถาวรเพื่อจะฝังวิญญาณไว้ที่นั่น  

สิ่งแรกที่ทำคือไปวัดหนองป่าพงเพื่อตามหาหนังสือเล่มนั้น เมื่อได้มาแล้วก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าอย่างไรก็จะไม่คลาดแคล้วกันอีกและต้องอ่านโดยไม่ปล่อยให้เวลาเนิ่นช้าออกไปเหมือนครั้งก่อนๆ และแล้วฤดูหนาวของปีนั้นผมก็อ่าน…อ่าน…และอ่าน… แล้วก็ลุกลามไปสู่การหาอ่านวรรณกรรมชีวิตของหลวงปู่ชา สุภทฺโท ในทุกๆ สำนวนเพื่อเทียบเคียงกัน  

แล้วก็พบว่า “อุปลมณี” เป็นสำนวนที่สมบูรณ์ที่สุด โดยผ่านระบบบรรณาธิการที่ดีเยี่ยมจากผู้เป็นเจ้าของเรื่อง ถึงขั้นมีบันทึกไว้ว่า แม้แต่เรื่องที่ลูกศิษย์ลูกหาเห็นว่าจะกระทบเกียรติประวัติหรือล่อแหลมต่อพรหมจรรย์ (หมายเหตุ: การอยู่แบบสันโดด) ก็ไม่สมควรบันทึกตีพิมพ์ เช่น การเผชิญทุกข์กับกามารมณ์ ท่านก็ไม่ยอม เพราะถ้าละความจริงอันเป็นด้านมืดนี้เสียแล้วก็ไม่ตรงความจริงและถ้าบันทึกชีวิตไม่ตรงความจริงก็ไม่ควรตีพิมพ์

ในฐานะนักอ่านเราอาจจะเคยได้ยินวาทะของ ฟรันซ์ คาฟคา นักเขียนนามอุโฆษของเยอรมนีทำนองว่า 

“หนังสือควรจะเป็นขวานสำหรับทลายทะเลที่เยือกแข็งในตัวเรา” หรือ “มนุษย์ถูกทำลายได้แต่แพ้ไม่ได้” อะไรทำนองนี้ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ผู้เป็นภูผาหินวรรณกรรมของฝั่งอเมริกา

สารภาพตามตรง ผมอ่านงานแทบจะทุกชิ้นของคาฟคาที่มีแปลเป็นภาษาไทยเช่นเดียวกับของเฮมิงเวย์ แต่กลับสะเทือนหรือทลายอารมณ์ความรู้สึกไม่เท่ากับอ่าน “อุปลมณี” 

มันทำให้ผมอึ้ง…นิ่งงัน…ราวถูกเหวี่ยงจากแรงมหาศาลไปตกตรงสุดปลายของแรง ทั้งยังกระเด็นกระดอนไปไกลอีกหลายวา พร้อมกับรู้สึกว่าตัวเองเล็กลงๆ และถูกเขี่ยให้พ้นไปจากเส้นทางวรรณกรรม!!

ที่สุดแล้ว นักเขียนอาจจะนำพาผู้อ่านไปสู่จุดสูงสุดของอารมณ์ความรู้สึกได้ด้วยชั้นเชิงวรรณศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นชั้นเชิงทางภาษา  ชั้นเชิงการเล่าเรื่อง ชั้นเชิงการสร้างตัวละคร ฯลฯ เมื่องานเขียนก้าวไปถึงขั้นนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นวรรณกรรมชั้นเยี่ยมแล้ว 

แต่มรดกธรรมของหลวงปู่ชา สุภทฺโท เล่มนี้สามารถนำพาคนอ่านไปถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ความรู้สึกนั้นได้เช่นกัน ด้วยภาษาซื่อๆ ตรงๆ ง่ายๆ ไม่มีจริตหรือชั้นเชิงใดๆและก็ไม่อาจเพิ่มหรือลดทอนคำใดได้ ไม่มีท่วงทำนองที่ยกย่องบูชาครูบาอาจารย์ (คงเป็นเพราะหลวงปู่ชากำกับอยู่) 

บางทีความสุดยอดมันวัดกันตรงนี้…

มากกว่านั้น “อุปลมณี” ยังพาเราทะลุไปสู่มิติชีวิตขั้นโลกุตตรธรรม

ผมไม่เคยอ่าน “มูซาชิ” ฉบับสมบูรณ์ จึงไม่อาจรู้ถึงช่วงเวลาครึ่งหลังของชีวิตนักดาบผู้นี้ว่าจะเข้มข้นแค่ไหน แค่รู้ว่าวัยหนุ่มในช่วงแสวงหาของที่ถูกเรียบเรียงมาเป็น มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์ (สุวินัย ภรณวลัย) ก็ถึงใจอย่างยิ่งแล้ว แต่พระ(หนุ่ม)ชา  สุภทฺโท เข้มข้นยิ่งกว่านั้น…

กล่าวได้ว่านี่คือตัวละครที่นักเขียนทุกคนใฝ่ฝันถึง ซึ่งหลอมรวมความดี ความงามและความจริง เอาไว้ด้วยกันอย่างสมจริงที่สุด ถึงขั้นจับต้องได้และรู้สึกได้ถึงเนื้อหนังที่กระตุกเต้นและฉีดซ่านด้วยเลือดอุ่นๆ   

ชะตากรรมในวัยหนุ่มที่ออกแสวงหาทางหลุดพ้นนั้นอีกเล่า ถ้าต้องว่าด้วยการเคี่ยวกรำตัวเอง ก็ขอให้ลองหลับตานึกถึงตัวละครในนิยายกำลังภายในสักคนหรือเรื่องราวของนักรบสักคนคนเหล่านั้นล้วนไม่มีใครเกินพระหนุ่มรูปนี้ใน “อุปลมณี” 

ถ้าต้องพูดถึงความรันทดทุกข์ทนที่ต้องเผชิญก็ขอให้ลองหลับตานึกถึงความลำบากยากแค้นของตัวละครในวรรณกรรมเพื่อชีวิตชั้นดีสักคน ความทุกข์ที่ต้องเผชิญก็คงไม่เกินพระหนุ่มรูปนี้ใน “อุปลมณี”

ถ้าพูดถึงระดับของหัวใจที่มุ่งมั่นต่ออุดมคติ ก็ขอให้ลองนึกถึงตัวละครในวรรณกรรมโรแมนติกสร้างสรรค์ระดับของหัวใจเรื่องเยี่ยมยอดสักเรื่องก็คงไม่เกินพระหนุ่มในช่วงแสวงหาใน “อุปลมณี” ไปได้

แล้วจะเอารสชาติไหนอีกล่ะ คำตรงๆ ซื่อๆ ง่ายๆ ไร้จริตทางภาษาและเทคนิคการเล่าเรื่องเล่มนี้จะพาเราไปสัมผัสอย่างเข้มข้นเปี่ยมพลัง…

นี่ยังไม่ได้พูดถึงอุดมคติหรือจุดหมายปลายทางของชีวิตที่ท่านเอาชีวิตเข้าแลกจริงๆ

และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว  บางทีเราอาจต้องกลับมาพูดถึง “อุปลมณี” กันอีก

จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่มรดกธรรมหรือวรรณกรรมชีวิตของหลวงปู่ชา สุภทฺโท เล่มนี้ได้ทะลุเพดานของวรรณกรรมคลาสสิคไปแล้วตั้งแต่หนึ่งในสี่ส่วนแรกของเล่ม!!!

Scroll Up