นักวิชาการ มมส. ชี้ปรากฏการณ์ “วิ่งไล่ลุง” เป็นความหวังของคนรุ่นใหม่


ดานุชัช บุญอรัญ เรื่อง

มหาสารคาม – หลังการจัดกิจกรรม “แล่นไล่ลุง” จ.มหาสารคาม แม้จะมีอุปสรรคที่ทำให้กลุ่มนิสิต มมส. เพื่อประชาธิปไตยเกือบไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ประสานกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยห้ามไม่ให้นักศึกษาจัดกิจกรรมดังกล่าว แต่ในที่สุดกิจกรรมแล่นไล่ลุงก็จัดขึ้นมาได้พร้อมกับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

วินัย ผลเจริญ อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ม.มหาสารคาม กล่าวถึงกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่จัดทั่วประเทศ รวมถึงที่มหาสารคามว่า ลักษณะการจัดกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ ให้ความรู้สึกที่ไม่สุดโต่ง ไม่รุนแรง และปลอดภัยกว่า หากเปรียบเทียบกับกิจกรรมทางการเมืองที่ผ่านมา 

“ผมคิดว่า วิธีแบบนี้เข้าถึงคนกลุ่มอื่นๆ อย่างอดีต กปปส. หรือคนที่เคยรัก คสช. ซึ่งในอดีตไม่ได้สนับสนุนประชาธิปไตย ให้กล้าแสดงออกถึงความคิดที่เปลี่ยนและร่วมสะท้อนปัญหาและความเดือดร้อนที่ตนเองได้รับในปัจจุบัน” วินัยกล่าว

กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ ภาพจากเพจเฟซบุ๊กแนวร่วมนิสิต มมส.เพื่อประชาธิปไตย

นักวิชาการผู้นี้ยังกล่าวอีกว่า สำหรับงาน “แล่นลักลุง” จ.มหาสารคาม แม้จะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกิจกรรมทางการเมืองและเป็นกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดของ จ.มหาสารคาม แต่ก็ยังน้อยกว่าที่ตนคาดการณ์ 

“เหตุผลที่คนมาน้อยกว่าที่คิด อาจเกิดจากการที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารมาเฝ้าสังเกตการณ์ ทำให้เกิดบรรยากาศการเข้ามาควบคุมโดยรัฐ แม้ว่าทางกลุ่มผู้จัดจะได้ขออนุญาตจัดและแจ้งวัตถุประสงค์ของงานอย่างถูกต้อง” อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ม.มหาสารคาม กล่าว 

บอย พงศธรณ์ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส. เพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้ พงศธรณ์ พงศธรณ์ ตันเจริญ แกนนำกลุ่ม นิสิต มมส. เพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยถึงเบื้องหลังของการจัดงาน “แล่นลักลุง” ว่า หลังประกาศจัดกิจกรรม มีผู้สนใจเข้ามาสอบถามจำนวนมากทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงประสานไปยังมหาวิทยาลัยมหาสารคามว่าไม่ต้องการให้กิจกรรมดังกล่าวในมหาวิทยาลัย ทำให้ผู้บริหารประชุมกันและมอบหมายให้อาจารย์มาแจ้งว่าไม่อนุญาตให้จัดงาน 

“หลังได้รับแจ้ง ทางกลุ่มได้ยืนยันไปว่า พื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ทางการศึกษาและเป็นพื้นที่ทางเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ควรที่จะมีการกดดันหรือบีบให้ออกมาทำกิจกรรมข้างนอกมหาวิทยาลัย” พงศธรณ์กล่าวและว่า “เราต้องการให้มหาวิทยาลัยมีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่มีแต่กิจกรรมแบบอำนาจนิยม เช่น การรับน้อง เป็นต้น”