เสียงกระซิบที่แผ่วมากับสายลมฤดูร้อน


สุวิทย์  นาดี เรื่อง

ภาศินีย์ เกิดวิบูลย์ ภาพหน้าปก

มองดูดวงตะวันบ่ายคล้อย กะเวลาน่าจะสักสองโมงกว่าๆ ตาคำมีรีบสั่งลูกน้องให้เร่งมือด้วยสีหน้าเป็นกังวล ควายเพศผู้ตัวใหญ่ที่แกจูงมาเมื่อก่อนเที่ยง บัดนี้เหลือแต่โครงกระดูก ส่วนหัวและเขายังแขวนอยู่บนกิ่งไม้ที่ใช้ล่ามโยงมันขึ้นก่อนจะลงมือฆ่า เนื้อส่วนใหญ่ถูกเลาะออกใส่ลงในกระสอบ ซึ่งกะน้ำหนักให้แต่ละคนพอแบกหามไปได้ หม้อใบใหญ่บุบบู้ ซึ่งด้านนอกสีดำสนิทด้วยถูกรมไฟมาเป็นเวลานาน ถูกตั้งไว้บนกองไฟขนาดย่อม จนน้ำในหม้อเริ่มมีกรุ่นไออวลขึ้นมา เนื้อควายบางส่วนถูกหย่อนลงไปในนั้น

“ไอ้อ้น มึงขึ้นไปบนต้นสะหนาย ตรวจดูเผื่อมีใครมา” แกสั่งงานรวดเร็วโดยให้ทิดอ้นขึ้นไปดูลาดเลาบนต้นข่อย ซึ่งขึ้นเป็นพุ่มสูงใหญ่อยู่ตรงนั้นนั่นเอง ทิดอ้นก็รู้งาน ตวัดปืนยาวขึ้นหลังแล้วรีบปีนขึ้นไป เขาเลือกกิ่งที่สูงที่สุดและสามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง พอเลือกได้กิ่งเหมาะๆ ก็แขวนปืนไว้ ก่อนเอนตัวทอดหุ่ยหยิบยาเส้นมาพันด้วยใบตอง ดึงนุ่นชุบน้ำมันที่อยู่ในไฟแช็คให้ออกมา ก่อนจุดยาสูบแล้วปิดไฟแช็คสีเงินเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง

เสียงนกเขาขันคูมาแต่ไกลท่ามกลางแดดระอุของเดือนพฤษภาคม ใกล้หน้าฝนเข้ามาเต็มที สักพักป่าแถบนี้ก็จะเปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลไหม้กลายเป็นสีเขียว น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ต่อให้ป่ารอบข้างแห้งกรอบปานใด ต้นข่อยกลับยังมีสีเขียวเข้มตลอดทั้งปี เป็นร่มเงาให้หมู่นกได้มาอาศัยหลบร้อน ลูกสุกสีเหลืองๆ เล็กๆ ของมันก็เป็นอาหารอย่างดี ถ้าไม่มีเนื้อควายที่กำลังต้มส่งกลิ่นยั่วน้ำลายอยู่ในขณะนี้ ทิดอ้นคงได้ซัดนกในพุ่มข่อยลงไปย่างสักตัวสองตัว

ภาพโดย ภาศินีย์ เกิดวิบูลย์

กระสอบที่บรรจุเนื้อควายไว้ถูกยกไปเรียงกัน บ้างก็ไปตัดไม้มาสอดทำเป็นคานหาม ตาคำมีสั่งลูกน้องสองคนหาบเนื้อล่วงหน้าไปก่อน แม้ลูกน้องจะทำท่าอิดออดเพราะยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้า หวังจะรอกินต้มควายด้วยกันก่อน และออกเดินทางกลับพร้อมกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับปืนในมือของตาคำมี เอ็มสิบหก ทั้งเก้ามม. ที่เหน็บในผ้าขาวม้าคาดเอวนั่นอีก ก็เลยต้องจำใจหาบกระสอบฝ่าเปลวแดดไปอย่างจำยอม

ปืนของทุกคนในคณะนี้หาไม่ยากนัก สงครามเขมรสามฝ่ายทำให้เกิดความยากแค้นไปทั่วตลอดแนวชายแดน ชาวกัมพูชาที่หนีมาชิดขอบเทือกเขาพนมดงรักเอาปืนมาแลกไข่ ข้าว อาหารแห้งต่างๆ แน่นอนว่าปืนมันปกป้องชีวิตครอบครัวได้ มันทำลายศัตรูได้ แต่มันไม่พอสำหรับความหิว ปืนที่ได้มาจากประเทศมหาอำนาจมีมากพอให้พวกเขาเปลี่ยนมันเป็นอาหาร 

ภาวะสงครามทำให้รู้ว่าสิ่งจำเป็นของมนุษย์มีเพียงปัจจัยสี่เท่านั้น ขาดก็เพียงแต่ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเพราะต้องคอยอพยพหนีศัตรู ในส่วนนี้ใช้ปืนแลกมาไม่ได้

ตาคำมี แกลอบติดต่อกับนักรบแตกทัพชาวกัมพูชาหลายครั้ง เนื้อแดดเดียวนั่นก็แลกได้หลายกระบอกพร้อมกระสุนเต็มอัตรา

ตั้งแต่กระสุนปืนใหญ่ข้ามฝั่งมาตกเอาแถบนี้ ชาวบ้านก็อพยพหนีออกให้ห่างชายแดนไปมากมาย เหลือไม่กี่ครอบครัวที่ยังคงยึดที่มั่น หรือบางทีอาจไม่มีที่ไป ต่างสร้างบ้านอยู่รวมกันเป็นหย่อมๆ หรือเรียกเป็นคุ้ม ซึ่งไม่เกินแปดถึงสิบหลังคาเรือน ที่สำคัญคนเหล่านี้มีสัตว์เลี้ยงออกลูกออกหลานมากมาย โดยเฉพาะควาย เพราะเป็นแรงงานด้านการเกษตรตัวสำคัญ ถ้ามันไม่แก่ชราจนลากสังขารไปไม่ไหวก็ไม่มีใครคิดจะฆ่าควายกิน ทางฝ่ายปกครองได้แจกปืนหลวงให้กับแต่ละคุ้มราวสามสี่กระบอก เอาไว้ป้องกัน “เสือ” มาตะปบวัวควายลากไปกิน

แม้จะมีพื้นที่ป่าอยู่มาก แต่ตาบุญมียืนยันว่าเสือได้หายไปอยู่ป่าใหญ่นานแล้ว ตั้งแต่แกเป็นหนุ่มจนกระทั่งตอนนี้ผมเป็นสีดอกเลา แม้แต่รอยก็ยังไม่เคยเจอ กระทั่งเสือเผ่นบนหน้าอกแกก็รู้สึกว่ามันจะลวดลายซีดจางและดูชราไปตามแกด้วย ตอนเป็นเด็กเคยได้ยินเสียงเสือเสียงช้างร้องอยู่ใกล้ๆ บ้านอยู่บ้าง ตอนเช้าเสียงไก่ป่าเสียงชะนีโหย แต่หลังจากชาวบ้านถิ่นอื่นเข้ามาหักร้างถางพง ทำไร่นา ปลูกปอกระเจา ปลูกมันสำปะหลัง แกก็ไม่เคยได้ยินเสียงเสือ ช้างหรือชะนีอีกเลย คงมีแค่เสียงไก่ป่าพอหลงเหลืออยู่บ้าง ปืนของชาวบ้านจึงมีไว้เพื่อป้องกัน “เสือ” ที่หมายความตามจริงในแถบนั้นก็คือ โจร รวมถึงไอ้เสือคำมีด้วย!!

แน่นอนว่า ควายที่แกกำลังต้มอยู่ แกแอบจูงมาจากริมป่า และไม่เคยอยากรู้ว่ามันเป็นของใคร.

ลูกน้องที่เหลือของตาคำมีเริ่มจัดการกับเครื่องใน ซึ่งเป็นงานสุดท้าย โดยปรกติแล้ว อวัยวะส่วนนี้แกจะเอาโยนทิ้งน้ำเพราะจัดการยากแถมเน่าเสียง่าย แต่ครั้งนี้ลูกน้องเอ่ยปากขอก็ยกให้ ไหนๆ ก็รอเนื้อควายเปื่อยอยู่แล้ว เครื่องในหลายชิ้นจึงถูกนำมาหย่อนลงในหม้อจนต้องไปหาฟืนมาเพิ่ม

“มึงจะเอามาทำไมอีก ส่งสัญญาณควันเรียกพ่อมึงรึไง?” แกดุลูกน้องไปทีหนึ่งด้วยน้ำเสียงกระซิบแต่จริงจัง ก่อนเอนหลังเอาหมวกปิดหน้า ไม่ลืมกำชับทิดอ้นให้ดูทางให้ดี ก่อนหน้านั้นแกก็เอาด้ามปืนเขกกะบาลลูกน้องไปทีหนึ่ง โทษฐานที่จะใช้ปืนลูกโม่ฆ่าควายแทนการใช้มีดเหมือนที่เคยทำ

“พ่อมึงจะได้แห่กันมา!!”

ไม่ใช่ว่าตาคำมีไม่เคยกลัวใคร พอพละกำลังเริ่มถดถอย จิตใจก็พลอยกังวลไปด้วย ข่าวนายดาบตำรวจมือปราบผู้จับโจรไม่เคยส่งเข้าคุกถูกกระซิบผ่านมาจากเพื่อนสนิท ซึ่งตอนนี้กลายเป็นกำนันอยู่อีกตำบลหนึ่งมาให้ได้ยินตลอด เพื่อเตือนให้ระวังตัว ไอ้กำนันเพื่อนยากของแกก็ “เสือ” เหมือนแกนี่แหละ แต่รายนั้นหนักทางปล้นทรัพย์สิน แถมมีลูกน้องเป็นร้อย แต่ไม่รู้ทำอีท่าไหน ฝ่ายปกครองกลับยกตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านให้ และต่อมาก็ขึ้นเป็นกำนัน ตั้งแต่มีตำแหน่งก็เลิกออกปล้น มีเพียงลูกน้องบางส่วนที่ยังคงคุมพวกดักปล้นบ้าง แต่สุดท้ายก็เลิกไป เพราะครั้งสุดท้ายดันไปดักปล้นควายที่นายฮ้อยจะพาล่องไปขายที่เมืองล่าง ตัวหัวหน้าตอนนั้นโดนลูกปืนจนหูฉีก ไหปลาร้าหัก

ที่ตาคำมียังไม่เคยโดนจับได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะมีเพื่อนช่วยบอกข่าว ว่าช่วงนี้ฝ่ายปกครองจะลงพื้นที่ตรงไหนบ้าง

“ทางที่ดีมึงก็เลิกซะ แก่ปูนนี้แล้ว” เออ ก็เพราะแก่ปูนนี้น่ะสิ จะให้นอนกระดิกตีนอยู่บ้านคอยให้ลูกหลานหาให้กิน มันก็จะดูหมิ่นเกียรติเสือเก่าไปหน่อย ของมันเคยชินเสียแล้ว ไร่นาก็ยกให้ลูกหลานทำต่อ เพราะร่างกายทำไม่ไหว ตอนนี้ยังพอมีมันสมอง มีลูกน้องยำเกรง และสั่งงานได้ จะให้ถอดเขี้ยวเล็บทิ้ง เด็กรุ่นหลังมันจะยังยำเกรงกูหรือ? แกนึกเถียงในใจ แต่ภาพนายดาบตำรวจก็ผุดขึ้นอยู่ในหัวจนรู้สึกกังวล ครั้งก่อนโจรต่างถิ่นเข้ามาปล้นทรัพย์ชาวบ้านซึ่งอยู่ติดชายแดนพลาดท่าโดนจับได้ห้าคน ไม่ได้ติดคุกหรอก โน่น โคกผีหลอก โดนลูกปืนจากนายดาบเจาะท้ายทอยคนละนัดแล้วลงไปนอนในหลุม สร้างความน่ากลัวเพิ่มให้ตำนานโคกผีหลอกขึ้นไปอีก

หันมาอีกที ลูกน้องก็เริ่มม้วนผืนหนังให้เป็นวง หนังควายนี้เป็นเหมือนที่รองไม่ให้เนื้อส่วนอื่นๆ เปื้อนดินหรือเศษไม้ใบหญ้า ก่อนจะลงมือแล่เนื้อส่วนอื่น ก็ต้องจัดการเลาะหนังแผ่ออกก่อน นั่นทำให้พอทุกอย่างเสร็จสิ้นจึงเหลือหนังที่ต้องเก็บเป็นสิ่งสุดท้าย

แกสั่งให้เอากระดูกที่เหลือไปทิ้งในดงเล็บเหยี่ยว ส่วนหัวของมันที่เหลือแต่เขากับกะโหลก แกยังนึกไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไร พื้นที่โคกป่าแถบนี้ไม่มีบ่อน้ำเลยแม้แต่แห่งเดียว ที่สำคัญมันยังเป็นหน้าแล้งร้อนที่แม้แต่พื้นดินยังคล้ายจะกลายเป็นฝุ่นผง เลยปล่อยให้มันยังแขวนอยู่ที่เดิม

“ดื่มกันเบาๆ หน่อย แดดเปรี้ยงอย่างนี้เดี๋ยวพวกมึงจะเดินไม่ถึงบ้าน” แกออกโรงเตือนหลังเห็นพวกลูกน้องเอาเหล้าต้มออกมาดื่ม พร้อมกับแกล้มเนื้อควายดิบๆ จิ้มน้ำพริก แกรับเอาเนื้อดิบมาใส่ปากเคี้ยวก่อนขอดื่มด้วยอีกจอกหนึ่ง น้ำต้มในหม้อเดือดพล่านแกใช้มีดปลายแหลมจิ้มดูก็พบว่ามันยังไม่ได้ที่ จึงกลับไปเอนหลังลงเช่นเดิม ชัยภูมิตรงนี้ห่างจากหมู่บ้านมาค่อนข้างไกล ทั้งอยู่บนที่เนินเป็นป่าละเมาะเต็มไปด้วยดงหญ้าคา หนามเล็บเหยี่ยว สลับกับต้นเตี้ยๆ ของต้นกุง ซาด สะแบง เหียง ยางนา แค่ยืนตรงนี้ก็สามารถมองออกไปได้ไกลแทบจะรอบเนิน แต่ที่ทำให้ระยะมองสั้นลงก็เปลวแดดที่เต้นระยิบนั่น ซึ่งทำให้ภาพดูพร่ามัว

ประกอบกับควายตัวนี้น่าจะเป็นควายหลงฝูง เพราะเดินเล็มหญ้าอยู่ตัวเดียว ลูกน้องซุ่มดูตั้งแต่เช้ามืดไม่พบว่ามีใครเอามาเลี้ยง คงตามประสาควายหนุ่มฉกรรจ์ ที่เกิดตกเปลี่ยวแต่ในฝูงดันมีควายจ่าฝูงคุมอยู่อีกที คงสู้กันแล้วหนีเตลิดออกมา แกสั่งห้ามเด็ดขาดเรื่องเข้าไปในเขตหมู่บ้าน ถ้าเป็นไปได้อย่าให้ใครเห็นเป็นดีที่สุด ใครฝ่าฝืนก็อาจโดนขับไล่ออกจากหมู่คณะเหมือนควายหนุ่มตัวนี้ก็เป็นได้

ทิดอ้นมองไปรอบๆ มือก็พันยาเส้นด้วยใบตองที่เก็บไว้อย่างดีเพื่อไม่ให้ใบมันแตกกรอบเพราะความร้อน จ้องอยู่ในเปลวแดดได้สักพักก็ต้องหลับตาเพราะรู้สึกแสบจนน้ำตาไหล มองไปข้างล่างก็เห็นเหล่าสมุนของตาคำมีนั่งล้อมวงกันอยู่ ทิดอ้นเพิ่งออกขโมยควายกับตาคำมีเป็นครั้งที่สาม บ้านเกิดจริงๆ อยู่ติดเขตชายแดน หลังโดนกองโจรเขมรบุกปล้นอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงลูกปืนใหญ่ที่วันดีคืนดีก็ลอยข้ามมาตกใกล้ๆ บ้านทำให้พ่อแม่ญาติพี่น้องต้องทิ้งบ้านทิ้งนาไร่แห่งนี้หนีกลับไปอยู่แถบทุ่งกุลาอันเป็นบ้านเดิม ส่วนเขานั้นจำได้ว่าออกเดินลัดทุ่งตัดป่ามาตอนเดือนหก หมายว่าจะไปขออาศัยสำนักสงฆ์ที่ตั้งอยู่กลางป่าแห่งหนึ่งเพื่อมีข้าวปลาอาหารประทังชีวิต เขายังไม่อยากจากที่นาที่ไร่ซึ่งหักร้างถางพงมาด้วยความเหนื่อยยากไปเสียทีเดียว เฝ้าคิดแต่ว่าสักวันสถานการณ์คงดีขึ้น

พอดีเดินมาเจอกับครอบครัวของตาคำมี ซึ่งกำลังถอนกล้าข้าว เลยขอข้าวกินแลกกับการช่วยถอนกล้า พอจะถามว่าทำไมยังอยู่แถบนี้ไม่กลัวโจรปล้นหรือ? ก็บังเอิญหันไปเห็นปืนเอ็มสิบหกที่พิงฝาเถียงนาไว้ ไม่นับที่เหน็บเอวอยู่อีก

ผ่านไปหลายวันเขาก็ยังอยู่ที่เดิมจนรู้ตัวอีกทีตาคำมีแบ่งข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ให้เขา แถมกระท่อมที่ซุกหัวนอนติดยุ้งฉางอีกที่หนึ่ง คงเพราะเขารู้สึกว่าอยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่าอยู่ที่อื่น ทั้งยังใกล้บ้านเขาด้วย ห่างกันไม่กี่กิโลฯ เขาจึงได้กลายเป็นมือตีนแขนขาของตาคำมีไปโดยปริยาย

กลิ่นเนื้อลอยขึ้นมาจนรู้สึกหิว มองลงไปเห็นตาคำมีเอาหมวกหรุบปิดใบหน้า อาจจะหลับหรือไม่หลับเขาไม่อาจคาดเดา แต่เหล่าสมุนยังนั่งตั้งวงแบบหลวมๆ แต่ละคนกระชับปืนแล้วสอดส่ายสายตาไปรอบๆ แม้กระนั้นก็ยังเห็นใบหน้าทุกคนแดงก่ำอาจด้วยฤทธิ์เหล้าป่าหรือความร้อนจากเปลวแดด ไม่ก็ทั้งสองอย่างรวมกัน อีกคนหนึ่งไปยืนหลบมุมอยู่ไกลออกไปด้วยท่าทีระแวดระวัง

ท้องร้องจ๊อกๆ เขาเพ่งดูที่หม้อต้มเนื้อ น้ำงวดลงไปเยอะแล้ว คงกำลังเปื่อยได้ที่ ไม่มีใครสนใจหม้อต้มเลย ขืนเป็นอย่างนี้เนื้อจะไหม้เสียก่อนเพราะน้ำเริ่มแห้งลง ทุกคนได้รองท้องด้วยเนื้อควายดิบๆ หลายชิ้นคงบรรเทาความหิวไปแล้ว จึงไม่คิดมาดูหม้อ

เขาโยนกิ่งไม้ลงไปใส่ตรงตาคำมีนอน แกยังนิ่งแสดงว่าหลับ เลยโยนไปที่พวกสมุนนั่งอยู่ ทุกคนแหงนหน้าขึ้นมามอง

“ถอยฟืนออกจากหม้อต้มหน่อย แล้วก็คนหม้อด้วย” เขาพูดกระซิบกระซาบลงไป พร้อมทำท่าโบกมือบุ้ยใบ้ปากไปมา คนข้างล่างทำท่าสงสัย เขาเองอยู่เกือบปลายยอดข่อยจะพูดดังก็ไม่ได้ เลยแค่นเสียงให้ดังกว่าเดิมอีกนิด

“ถอยฟืน แล้วก็คนหม้อ” ทีนี้คนข้างล่างเกือบทั้งหมดลุกพรวดขึ้นกระชับปืนแน่น บางคนรีบไปปลุกตาคำมี แกลุกขึ้นมองขึ้นมาบนยอดไม้ กระซิบถามแค่นๆ ว่าอะไร ? ทิดอ้นหันไปดูหม้อต้มเนื้ออีกทีน้ำเริ่มแห้งแล้ว อารามตกใจเลยเพิ่มเสียงกระซิบไปอีกนิด

“คนๆๆๆๆ โคน…” เท่านั้นแหละทุกคนต่างออกวิ่งไปเก็บข้าวของ ใครคนหนึ่งคงเพราะอาการเมาบวกกับตกใจวิ่งสะดุดหม้อต้มจนกลิ้งโคโร่เนื้อตกกระจายเกลื่อนพื้น สมุนรายหนึ่งออกวิ่งนำหน้าตาคำมี ซึ่งซอยเท้าตามไปติดๆ ตะโกนลอดไรฟันออกมาว่า

“ถอยๆๆ เตรียมปืนมีคนมา ตรงทางขึ้นมอ”