การเมืองใด? ในเรื่องสั้นรางวัลวรรณกรรมพานแว่นฟ้า 2562


โดย ภาณุพงศ์ ธงศรี

แม่ผมบอกว่า หนังสือ “รางวัลวรรณกรรมพานแว่นฟ้า 2562” ได้ส่งถึงบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว มาคิดอีกที ถ้าเดินทางกลับก็ค่อนข้างไกล ด้วยความสนใจจึงยืมหนังสือเล่มนี้จากเพื่อนมาอ่านอีกที 

จริง ๆ ผมติดตามวรรณกรรมนี้ทุกปีว่า แนวคิดและแนวทางในการสร้างสรรค์วรรณกรรมจะแปลก/แหวก/โต้ – ตอบ/บอก/เล่าสังคมอย่างไรบ้าง ปีนี้มีผลงาน เรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 13 เรื่อง ผมอยากชวนคุยในเรื่องของแนวคิดในฐานะคนอ่าน ซึ่งมีความน่าสนใจในรายละเอียดแต่ละเรื่อง

โลกที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง ของโศภนิศ นามศิริ ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทเรื่องสั้น เล่าย้อนเหตุการณ์ในตูนิเซียที่เกิดความขัดแย้ง ภาวะของสงครามและความไม่สงบ เล่าผ่านความนึกคิดของ “ฉัน” ที่เลือกเส้นทางชีวิตในบทบาทการเมือง น่าจะเกี่ยวข้องกับสถานทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระหว่างนี้เขานึกถึงคำสอนของพ่อที่อยากให้เขาเดินทางบนเส้นทางดนตรี ซึ่งความขัดแย้งของเสียงดนตรี ไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนรอบข้างหรือนำประเทศไปสู่ความสงบ 

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักมาจากวาทกรรมการล้มลุกของประชาธิปไตยในประเทศนั้น ๆ ในประเด็นนี้จึงชี้มาถึงประเทศไทยไปพร้อมกันด้วย โดยมองภาพของที่อื่น แต่มีการอ้างถึงเหตุการณ์ในไทย ปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยกในชาติ

ปกหนังสือ “โลกที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทเรื่องสั้น รางวัลวรรณกรรมพานแว่นฟ้า ประจำปี 2562

ซอยตัน ของปาริชาติ คุ้มรักษา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ที่ฉายให้เห็นความแตกแยกของการไม่ยอมรับฟังและการมี/มองระดับชนชั้นในสังคม อีกทั้งการยอมรับรัฐประหารของสองสามีภรรยาที่ได้ไปเข้าร่วม และความเงียบของกรรมกรที่มีต่อการรัฐประหาร โดยเฉพาะการใช้นัยยะทางภาษาดูถูกคนที่มาจาก “ภูมิภาคเดียวกัน อาชีพและชนชั้นเสมอกัน” (หน้า 53) “ออกมานั่งรับลม สรวลเสเฮฮา จุดเตาถ่าน ปิ้งปลาร้า และไล่ยุง” (หน้า 54) เป็นการใช้วาทกรรมที่ต้องการยกตนเองขึ้นเป็นคนชนชั้นกลางที่ดูดีและมีระดับไม่อยากคบค้าสมาคมและร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย แต่ไม่ได้มองต่อไปนัยความหมายที่ซ้อนทับกันว่า ตนเองก็เป็น “กรรมกรในออฟฟิศ” เช่นเดียวกันหรือเป็น “กรรมกรเขียนหนังสือขาย” ซึ่งนัยเหล่านี้กลับยกกระทบไปหาผู้เหยียดในทันที เมื่อระบบชนชั้นถูกพังลงด้วยความเดือดร้อนจากอุทกภัยก็ต้องอาศัยกรรมกรที่เคยดูถูกอยู่เช่นเดิม 

ในสรุปสุดท้ายเรื่องนี้ชี้ให้เห็นภาวะ ก้าวข้ามอคติที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ความด้อยหรือความต่าง มีแต่คนเราเท่านั้นที่สร้างขึ้น แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความด้อย แต่เป็นความต่างที่มีไว้พึ่งพาอาศัยกัน (หน้า 60)

ปลากัดลายธงชาติ ของอุเทน พรมแดง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ เรื่องนี้ค่อนข้างเด่นในการใช้สัญลักษณ์ (symbol) ปลากัดลายธงชาติ มีนัยถึงความเป็นชาติที่มีชายหนุ่มนักเลี้ยงปลากัดดูแล เสมือนการดูแลประชาธิปไตย หวังว่าการดูแลปลากัดจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น การเลี้ยงปลาก็ย่อมมีอุปสรรคปัญหาที่เข้ามาท้าทาย ในรอบแรกปลากัดไม่ได้มีชีวิต ในช่วงต่อมาเขาดูแลมากยิ่งขึ้น ลงทุนไปกับมันค่อนข้างมาก (เหมือนการดูแลชาติที่ลงทุนมาก) เมื่อปลาออกมาเป็นตัว ได้ปลาสีสวยเพียง 5-6 ตัว 

นอกจากนั้นยังมีปลาที่ไม่น่าพอใจจึงนำไปปล่อยในบ่อ ปลากัดอยู่ร่วมกันในบ่อก็กัดกันตายไปหลายตัว โดยไม่รู้ตัวว่าอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิมอีก ในแง่นี้ทำให้เราได้เห็นถึงแนวคิดสำคัญของเรื่อง ซึ่งชี้ให้เห็นคนในชาติที่ทำร้ายกันในบ่อ แต่ละคนมีสีธงชาติแต้มบนใบหน้า ประกาศว่าตนเองมีอำนาจ โดยไม่หันไปดูอันตรายที่รายล้อมอยู่รอบด้าน และอีกแง่หนึ่งปลากัดชั้นสองเหล่านี้ก็เป็นปลากัดที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกเหมือนปลากัดสีสวยหรือชาติที่สวยงามเหมือนคนที่ถูกคัดเลือกให้อยู่ในอีกชนชั้น 

เมื่อพิจารณารางวัลชมเชยมีแนวคิดที่สำคัญน่าสนใจ ในเรื่อง คำสั่งจากดวงวิญญาณ ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งในระบบการเมืองประชาธิปไตย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ระบบรัฐประหาร 5 ปีที่ผ่านมา ยายเขารอคอยก่อนจบชีวิตเพื่อการเลือกตั้ง 

ในเรื่อง คำอธิบายรายวิชา ของมิ่งมนัสชน จังหาร บอกถึงความกล้า/ไม่กล้า/จุดยืน/ไม่มีจุดยืน ในระบบการเมือง ความไม่กล้าทำให้เขาเลือกที่จะหลีกจากการเป็นอาจารย์ เป็นภาพของการหลีกการเมือง (แม้การเมืองจะติดตามเขาทุกขณะ) อีกทั้งยังฉายภาพของเครือข่ายการเข้าทำงานในเชิงบุญคุณให้เห็นชัดมากขึ้นอีกด้วย

ในเรื่อง เช้าวันอาทิตย์ที่แสนเศร้า ทำให้เห็นความเท่าเทียม/ไม่เท่าเทียมในสังคมของคนในฐานะพลเมืองโลกคนหนึ่งในหลายบทบาท โดยใช้เหตุการณ์ของภัยศาสนาจากเมืองการาจี เมืองหลวงของแคว้นสินธ์ ประเทศปากีสถาน

เรื่อง บนรอยต่อของเปลือกโลก เป็นเรื่องที่น่าสนใจในแง่ของการต่อรองทางการเมือง ทำให้เราเห็นว่า อำนาจนั้นสามารถกำหนดทิศทางของชีวิตได้ “เคี้ยง” ผู้ที่ไม่ให้ความสนใจกับ “เหงียน” ที่กำลังจะลงสมัครผู้แทน แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาโดนอำนาจมืด เขาก็ใช้อำนาจมืดนั้นทำลายคู่แข่ง 

ส่วนเรื่อง แผนลดน้ำหนักครูดาวเรือง ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจและผลประโยชน์อันโดดเด่นในเรื่องของการใช้ “อาหาร” และ “โต๊ะจีน” มาเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่อยู่เหลือของชาวบ้านและเด็กในโรงเรียน

บ้านนางูเหลือม เรื่อง แมวดำตัวนั้น เป็นเรื่องที่เด่นในการหยิบเรื่องเล็กมาฉายให้เห็นภาพใหญ่ โดยใช้ครอบครัว “บ้านของเรามีฐานะพอมีพอกิน” มาบอกเล่าถึงความเท่าเทียมและการยอมรับในมุมที่แตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้ โดยคนแต่ละคนมีฐานความเชื่อไม่เหมือนกัน สัญลักษณ์ที่โดดเด่นก็คือ แมวดำ โดยที่สองแม่ลูกมองต่างกัน แม่มองผ่านความเชื่อเพราะมีประสบการณ์ ลูกคิดไม่เชื่อเพราะใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และไม่ยึดถือความงมงาย หากทั้งสองขัดแย้ง บ้านก็ไม่มีความสุข แต่ถ้าปรับความคิดร่วมกันได้ทั้งสองก็มีความสุข

เสรีสิบสี่เส้นบรรทัด เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจในแง่ของคนที่แสวงหาเสรีภาพ จุดเด่นสำคัญ คือ การใช้ทหารเป็นผู้กุมอำนาจ ใช้จดหมายประหนึ่งการแสดงเสรีภาพ ที่นับวันสิทธา (ซ่อนนัยที่แผลงจากสิทธิไหม?) จะมีน้อยลง กระทั่งกระดาษจดหมายนั้นเขียนไม่รู้เรื่องหรืออาจไม่ได้เขียนมาอีกเลย คล้ายคลึงกับเรื่อง อำนาจ ที่ธีร์ได้เรียนรู้จากครูปราโมทย์และโอม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้เขียนกฎ” ส่งผลให้วันหนึ่งเขาต้องมาเป็นผู้เขียนชีวิต และการงานของโอมเป็นนัยที่ฉายถึงอำนาจส่วนกลางว่าใครคือผู้คุมกฎ

ในประเด็นคนกลุ่มน้อย เรื่อง โอรังอัสลีกับผีร้ายแห่งเทือกเขาบรรทัด ถือได้ว่า มีจุดเด่นในเชิงวิจารณ์ความคิดของคนเมืองที่พยายามถอดเปลือกของคนโอรังอัสลี ซึ่งพยายามหนีงูใหญ่ (ถนน) เคลื่อนผ่านภูเขาสูง รัฐมนตรีและลูกสาวถ่ายทำ/กระทำกับเขาจนเกินมนุษย์ เรียกร้องให้เขารู้จักสิทธิ เสรีภาพ แต่ทั้งสองกลับทำให้ชาวโอรังอัสลีไม่มีเสรีภาพ ตอนท้าย รอน (คนขับรถ) เปลื้องผ้าแสดงให้เห็นว่า เขาเองเป็นโอรังอัสลีผู้มีอารยธรรมในผืนป่า ภาพสะท้อนไปสู่คนเมืองในรถเรียกหาสิทธิและประชาธิปไตยมีอารยธรรมหรือไม่ เหตุใดจึงล่วงละเมิดสิทธิของชาวโอรังอัสลี

สุดท้าย เรื่อง The selection : อุปกรณ์คัดแยกมนุษย์ เด่นในแง่ของการคัดเลือกคนเข้าไปทำงานในรัฐสภา เครื่องนี้จะสแกนเฉพาะคนดีให้เป็นนักการเมืองเท่านั้น แม้จะมีนโยบายดีแค่ไหน หากวัดความดียังไม่ผ่าน ก็ย่อมไม่ผ่านเกณฑ์ เรื่องนี้สลับภาพความซับซ้อนของมนุษย์ในหลายชั้น ในแง่การทำหน้าที่พ่อและผู้นำประเทศชาติที่เลือก “บ้าจริง ผมน่าจะยิงเด็กนั่นทิ้งซะ…” สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถชนะตัณหาได้

โดยภาพรวมแล้ว เรื่องสั้นในวรรณกรรมพานแว่นฟ้า 2562 ก็ไม่ได้แตกต่างในแง่ของแนวคิดจากเดิมมากนัก ผู้ร้ายคือนักการเมือง ผมอยากชี้ไปถึงขนาดที่ว่า เรื่องสั้นหลายชิ้นในนี้เป็นเรื่องสั้นเชิงอุดมคติการเมืองแบบกึ่งๆ เสรีภาพ บอกทางแก่สังคมไม่ชัดเจนมากนัก เหมือนการพูดหรือการเขียนไม่สุดทาง แต่ผมก็ยอมรับว่า หลายเรื่องใช้สัญลักษณ์ในการวิพากษ์การเมืองได้ค่อนข้างดีทีเดียว พออ่านไปก็กระตุกยิ้มที่มีการจิกเล็กๆ คันเบาๆ ในสถานการณ์ที่พูดอะไรไม่ได้มากเพราะคนกุมอำนาจ อาจกุมวรรณกรรม

ภาณุพงศ์ ธงศรี

ภาณุพงศ์ ธงศรี นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ปี 4 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้สนใจและชื่นชอบวรรณกรรมอีสาน การวิจารณ์วรรณกรรม การเมือง รวมถึงศิลปวัฒนธรรมอีสาน