45 ปี ลูกทุ่งสัจจธรรมและมหกรรม “สายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ลิขิตผ่านกาลเวลา”

เรื่องโดย เมธา มาสขาว

เมื่อวันที่ 29-30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา มีการจัดงานมหกรรม “สายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ลิขิตผ่านกาลเวลา” ขึ้นที่ “ศูนย์รวมใจ ทางไท ทางธรรม ทางพอเพียง” อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เนื่องในวาระครบรอบ 45 ปี “ลูกทุ่งสัจจธรรม” และ 65 ปี “อาทิตย์ บำรุงเอื้อ” อดีตนักร้องนำวงลูกทุ่งสัจจธรรมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2518 

การจัดงานสายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิตฯ สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยและการต่อสู้ของประชาชน อาจจะนับยุคสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ “เพลงเพื่อชีวิต” หรือ “เพลงตลาด” เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น จากผลงานของ “แสงนภา บุญราศี” และ “เสน่ห์ โกมารชุน” ก่อนจะมาถึงขุนพลเพลงอย่าง “คำรณ สัมบุณณานนท์” ในเวลาต่อมา

วงเสวนา สายธารวัฒนธรรมบทเพลงเพื่อชีวิต เนื่องในวาระครบรอบ 45 ปี “ลูกทุ่งสัจจธรรม” และ 65 ปี “อาทิตย์ บำรุงเอื้อ” อดีตนักร้องนำวงลูกทุ่งสัจจธรรมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2518  ที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

บทเพลงของคำรณในช่วงนั้น นอกจากเป็นบทเพลงที่กล่าวถึงชีวิตผู้คนที่ทุกข์ยากลำบากโดยตรง ยังมีบทเพลงที่กล้าหาญท้าทายอำนาจเผด็จการทหารในยุคนั้นอีกหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลง “สามล้อแค้น” “ใครค้านท่านฆ่า” หรือ “อสูรกินเมือง” เป็นต้น 

จนชื่อของเขาโด่งดังไปทั่วเมือง สะเทือนไปถึงโรงพัก เสียดสีอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมี เสน่ห์ โกมารชุนและไพบูลย์ บุตรขันธ์ อยู่เบื้องหลังผลงานเพลงด้วย 

ก่อนจะถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่สายธารวัฒนธรรมบทเพลงเพื่อชีวิตขยายตัวอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาปัญญาชน

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีวงดนตรี “เพื่อชีวิต” ของนิสิตนักศึกษาเกิดขึ้นอย่างมากมาย จากหลายรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของภาคประชาชน กรรมกร และชาวนาชาวไร่ ที่เชื่อม 3 ประสานกับขบวนการนิสิตนักศึกษา จนศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ออกเดินสายให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยทั่วประเทศ 

การเดินสายจัดเวทีปราศรัยสลับกับวงดนตรีเพื่อชีวิตจึงเป็นของคู่กันในการทำงานมวลชน 

ไม่ว่าจะเป็นวงคาราวาน สายธารเพลงเพื่อชีวิตยุคแรกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ มาจนถึงวงกรรมาชน (นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล) วงเยาวชน (ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย) วงรวมฆ้อน (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) วงไดอะเล็คติก (สหพันธ์นักศึกษาเสรี) วงคุรุชน (นักศึกษาวิทยาลัยครูสวนสุนันทา) วงต้นกล้า (นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร) วงโคมฉาย (นักศึกษาพรรคสัจจธรรม องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง) รวมถึงวงกงล้อและวงสหาย เป็นต้น

วงลูกทุ่งสัจจธรรม ก่อตั้งขึ้นโดยฝ่ายวัฒนธรรม องค์การนักศึกษามหาวิทยารามคำแหง (ที่บริหารงานโดยพรรคสัจจธรรม) เมื่อปี 2518 เพื่อขยายแนวรบด้านวัฒนธรรม โดยเป็นวงลูกทุ่งเพื่อชีวิตวงแรกและวงเดียวในช่วงนั้น ซึ่งเป็นความร่วมมือของ วีระศักดิ์ ขุขันธิน (น้าวี สองวัย) หนึ่งในสมาชิกเพลงรวมฆ้อน เจ้าของเพลง “ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ” อันลือลั่น วินัย บุญช่วย (ศิลา โคมฉาย) ผู้ก่อตั้งวงโคมฉาย ร่วมทีมเป็นคนช่วยเขียนเนื้อเพลงลูกทุ่งไว้ส่วนหนึ่ง และ “โอ๊ะ” อาทิตย์ บำรุงเอื้อ วงดนตรีลูกทุ่ง กพ.กช. ของกลุ่มพัฒนาการศึกษาชนบท (กพ.กช.) รามคำแหงและเพื่อนๆ ร่วมกันจัดตั้งวง “ลูกทุ่งสัจจธรรม” ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2518 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน

บทเพลงอันโด่งดังของลูกทุ่งสัจจธรรมในยุคนั้น ได้แก่ “อาลัยพ่อหลวงอินถา” และ “ตื่นเถิดชาวนา” เนื่องจากสมาชิกวงลูกทุ่งสัจจธรรมร่วมเดินสายทำงานแนวรบด้านวัฒนธรรมร่วมกับขบวนการนิสิตนักศึกษาและขบวนการรักชาติรักประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2517-2519 โดยเดินสายไปทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนขบวนการต่อสู้ของกรรมกรและชาวนาชาวไร่ ไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัย โรงงานในเมือง หรือท้องนาในชนบท เพื่อขับขานบทเพลงเพื่อชีวิตและให้การศึกษามวลชนด้านต่างๆ

เพลงอาลัยพ่อหลวงอินถาเกิดขึ้นมาเนื่องจากเช้าวันที่ 31 กรกฎาคม 2518 เกิดเหตุลอบสังหารแกนนำชาวนาชาวไร่ ชื่อ “อินถา ศรีบุญเรือง” หรือพ่อหลวงอินถา รองประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยและประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ วัย 45 ปี ที่บ้านพักในจ.เชียงใหม่ เพื่อทำลายขบวนการต่อสู้ของชาวนาที่เรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมต่อรัฐบาลในยุคนั้น

จนกระทั่งเวทีสุดท้ายที่ภูเก็ตในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519  สหภาพอ่าวขามดิน จ.ภูเก็ต ได้ประสานงานมายังพรรคสัจจธรรมและศูนย์กลางนิสิตฯ เพื่อส่งวงดนตรีลูกทุ่งสัจจธรรมไปช่วยการปราศรัยสลับกับวงดนตรีวัฒนธรรมเป็นสิ่งจำเป็น 

พวกเขาเดินทางไปทั่วทั้งในพื้นที่สีแดง สีชมพู หรือสีขาว ซึ่งทุกครั้งก็มีความเสี่ยงกับการต่อต้านจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งภัยคุกคามด้านสว่างและด้านมืด ดังที่แกนนำนักศึกษา แกนนำกรรมกร และชาวนาชาวไร่ถูกลอบสังหารจนเสียชีวิตไปหลายคน 

ผลักดันให้นักศึกษาปัญญาชนจำต้องเข้าป่าจับอาวุธขึ้นสู้ ตามแนวทางการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รวมถึงสมาชิกวงลูกทุ่งสัจจธรรมบางส่วนด้วย 

อาทิตย์ บำรุงเอื้อ (ถือไมค์) 

อาทิตย์ บำรุงเอื้อ นักร้องนำวงลูกทุ่งสัจจธรรม เข้าป่าหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวง โดยสมาชิกวงลูกทุ่งสัจธรรมคนหนึ่งถูกฆ่าตายที่หน้าหอประชุมใหญ่ 

หลังจากนั้นหลายปี เขามีบทบาทสำคัญในพื้นที่เขตงานสุราษฎร์ธานีและเขตงานพื้นที่ภาคใต้เกือบ 10 ปี ชีวิตในป่าเขาที่เต็มไปด้วยความยากลำบากแต่เปี่ยมไปด้วยความหวังและอุดมการณ์ ทำให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตและมิตรภาพสูงสุดในฐานะสหายนำ

จนกระทั่งออกจากป่าเมื่อปี 2528 แทบจะคนท้ายๆ ในเขตงาน ก่อนจะออกมาทำอาชีพปกติเป็นทนายความและทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนจะอพยพโยกย้ายกลับบ้านเกิดที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เป็นการถาวรหลังน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 และร่วมกับเพื่อนมิตรเปิดร้านเพลงเพื่อชีวิตที่ชื่อ “ตะวันแดง สาดแสงทอง” มหาสารคาม

เนื่องจากไม่มีทายาทหรือบุตรหลาน เขาจึงนำรายได้ส่วนใหญ่มาสร้าง “ศูนย์รวมใจ ทางไท ทางธรรม ทางพอเพียง” เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนและการพัฒนาเยาวชนในบ้านเกิดร่วมกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ 

การแสดงบนเวทีในช่วงกลางคืน

ปัจจุบันเขายังฝากผลงานวรรณกรรม หลังจากหันมาเขียนหนังสือชื่อเรื่อง “ลูกทุ่งเพื่อชีวิต ลูกทุ่งทุ่งสัจจธรรม” “เยือนถิ่นอารีรังฝั่งเหนือ” บันทึกการเดินทางไปกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ เมื่อหลายปีก่อนและล่าสุด หนังสือ “ลิขิตผ่านกาลเวลา เล่าขานตำนานชีวิต อัตชีวประวัติของ ดร.อาทิตย์ บำรุงเอื้อ” ซึ่งออกมาปีนี้พอดี

อาทิตย์ บำรุงเอื้อ นักร้องนำวงลูกทุ่งสัจจธรรม เกิดเมื่อปี 2497 ในวาระอายุ 65 ปีในปีนี้ ผ่านประวัติศาสตร์ยุคสมัยมาอย่างเข้มข้น เขาจึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานสายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิต 

ในโอกาสที่จัด 45 ปีลูกทุ่งสัจจธรรมขึ้นร่วมกับมูลนิธิสายธารวัฒนธรรมและมูลนิธิทางอีศาน ซึ่งมี ปรีดา ข่าวบ่อ เป็นแกนสำคัญในการประสานงาน เพื่อชวนเชิญเพื่อนมิตรที่มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประชาชนมาร่วมกันสืบสานและพูดคุยถึงทิศทางในอนาคตร่วมกัน

งาน 45 ปี ลูกทุ่งสัจจธรรมและมหกรรม “สายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ลิขิตผ่านกาลเวลา” จึงมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งกิจกรรมทัวร์วัฒนธรรมอีศาน – งานสายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิตฯ งานค่ายวรรณศิลป์และคีตศิลป์ของเยาวชน โดยเชิญนักศึกษาจากสถาบันนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามและราชภัฏสารคามกว่า 50 คน มาร่วมค่ายพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านวัฒนธรรม 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “กัญชง กัญชา ทางรอดจริงหรือ?” นำโดย คฑาวุธ ทองไทย (อ.ไข่ มาลีฮวนน่า) หมอคมสัน ธีรานุรักษ์ หมอนา อ.ภุชพงศ์ และเสวนาหัวข้อ “สายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิต และทิศทางอนาคต” โดย สุรชัย จันทิมาธร, ทองแถม นาถจำนง ดร.อาทิตย์ บำรุงเอื้อ เจน อักษราพิจารณ์ และปรีดา ข้าวบ่อ 

รวมถึงกิจกรรมดนตรีสายธารวัฒนธรรมภาคค่ำ โดย หงา คาราวาน  หมาเก้าหาง วงมะละกอ ไฝ สันติภาพ นิด ลายสือ และการนำเสนอบทเพลง 45 ปีแห่งตำนานลูกทุ่งเพื่อชีวิต “ลูกทุ่งสัจจธรรม” นำโดย “โอ๊ะ ลูกทุ่งสัจจธรรม” 

ภายในงานยังมีนิทรรศการสายธารวัฒนธรรมดนตรี วรรณกรรม ศิลปะ และเครือข่ายนักนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ใครที่ไปร่วมงานนี้จะได้รับหนังสือที่ระลึกประกอบงานที่จัดทำขึ้นเป็นวาระพิเศษ “สายธารวัฒนธรรมเพื่อชีวิต ลิขิตผ่านกาลเวลา : 45 ปีลูกทุ่งสัจธรรม 65 ปี อาทิตย์ บำรุงเอื้อ” ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เนื้อหาในเล่มเขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า

“นับตั้งแต่การรวมศูนย์อำนาจสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ ผ่านยุคล่าอาณานิคม ผ่านยุคสงครามโลก ผ่านจากสยามมาเป็นไทยแล้ว กลับยิ่งกระชับอำนาจส่งผลให้พลังชีวิตและความงดงามหลากหลายของความเป็นไทถูกกดทับทำลาย ทำให้อ่อนแอ ยอมจำนน ดูถูกกันเองและดูถูกตัวเอง ภาษาพูดภาษาเขียน เสียงพิณ เสียงแคน ศิลปะพื้นบ้านทุกส่วนภูมิภาคกลายเป็นของต่ำต้อยน้อยหน้า

ศิลปินเพื่อชีวิต ในฐานะนักรบด้านวัฒนธรรม จะต้องกลับลงสู่รากเหง้าเผ่าพันธุ์ของตน นำศิลปะดนตรีการแสดงกลับคืนฟื้นฟูชุมชนให้พี่น้องประชาชนได้เสพงันมีความสุข ได้มีเวลาตั้งหลักคิดหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และร่วมกันกำหนดอนาคต 

ไม่เพียงเท่านั้น นักรบวัฒนธรรมจะต้องลึกซึ้งในอัตลักษณ์ศิลปะดนตรีและการแสดงพื้นบ้านร่วมกับปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญและศิลปินร่วมยุคสมัย พัฒนาเครื่องดนตรี ต่อยอดสร้างสรรค์ลายเพลง เพื่อให้เสียงแห่งอารยลุ่มแม่น้ำโขงผสานกลมกลืนกระหึ่มไปกับอารยอุษาคเนย์ ก้าวข้ามพรมแดนไปโดดเด่นทัดเทียมนานาอารยประเทศ”…

Scroll Up