25 ปี มหากาพย์การต่อสู้เหมืองหินจ.หนองบัวลำภู


หทัยรัตน์ พหลทัพ เรื่อง

หยากไย่และฝุ่นที่เกาะกรอบรูปของ ทองม้วน คำแจ่ม อดีตกำนัน ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ที่แขวนอยู่กลางเสาบ้าน บ่งบอกให้รู้ว่า กรอบรูปอันนี้ไร้การเหลียวแลมานานนับปี 

แต่วันนี้ สอน คำแจ่ม ภรรยาของกำนันทองม้วน ใช้มือบรรจงปัดฝุ่นออกจากกรอบรูปอย่างพิถีพิถัน เพราะเป็นวันที่เพื่อนบ้านผู้ร่วมต่อสู้ปกป้องผืนป่าบนภูผาฮวกมารวมกันเพื่อสรุปบทเรียน 25 ปี ก่อนจะคัดค้านการต่อประทานบัตรครั้งที่ 3 ของบริษัทเอกชน

สอน คำแจ่ม ภรรยาของกำนันทองม้วน คำแจ่ม นำภาพสามีที่เหลืออยู่เพียงภาพเดียวในบ้านมาเช็ดทำความสะอาด

เธอยังจำวันที่มัจจุราชพรากชีวิตของสามีอันเป็นที่รักไปจากครอบครัว ทิ้งลูกน้อย 4 คนไว้เบื้องหลัง 

“เคยห้ามเพิ่นแล้ว แต่เพิ่นบ่ฟัง เพิ่นบอกว่า ไผกะห้ามข่อยบ่ได้ดอก ข่อยต้องปกป้องชุมชน ไผจะให้ข่อยเป็นแสนเป็นล้านกะบ่อเอา” สอน ในวัย 65 ปี เล่าถึงการต่อสู้ในอดีตของสามีผู้ล่วงลับอย่างภาคภูมิใจด้วยสำเนียงแปลกแปล่งจากคนพื้นที่ ทราบภายหลังว่า เธอมีบ้านเกิดที่จังหวัดเลยก่อนแต่งงานกับกำนันทองม้วน

กำนันทองม้วนร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านการยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองหินที่ภูผาฮวก ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลางร่วมกับเพื่อนบ้านตั้งแต่ปี 2538 

เป็นการต่อสู้ภายหลังทราบว่า บริษัทเอกชนได้ยื่นขอประทานบัตรแล้วประมาณ 1 ปี 

25 ปี ของการต่อสู้ จบชีวิต 4 ศพ

ช่วงนั้นแกนนำ 2 คน ได้แก่ บุญรอด ด้วงโคตะ และ สนั่น สุขวรรณ ที่ร่วมต่อสู้กับกำนันทองด้วง ก็ถูกปลิดชีพด้วยห่ากระสุน 

ทว่ากำนันทองด้วงและคนในชุมชนยังคงเดินหน้าแสดงพลังไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองหิน ด้วยการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคัดค้านการขอสัปทาน 

ในทางตรงกันข้าม บริษัทเอกชนกลับเดินหน้ารังวัดขอบเขตเหมืองเพื่อเปิดกิจการอย่างไม่ฟังเสียงทัดทานของคนในชุมชน 

“คนที่เขาอยากได้ เขาไม่ได้มาหาประชาชน เขาลักเฮ็ดหมดทุกอย่าง ลักเฮ็ดตลอด” เป็นสิ่งที่ สอน ผู้เคยอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กำนันทองด้วงสะท้อน 

และแล้ว…วันที่ 22 เมษายน 2542 กระสุนปืนก็คร่าชีวิต ทองม้วน คำแจ่ม และ สม หอมพรมมา แกนนำคนสำคัญในการต่อต้านเหมืองหินไปอย่างไม่มีวันกลับ 

แต่ชาวบ้านใน ต.ดงมะไฟ จำนวน 6 หมู่บ้าน มีคนอยู่ 1 พันกว่าครัวเรือนหรือประมาณ 4 พันคน ยังคงยืนหยัดต่อสู้คัดค้านเหมืองหินบนภูผาฮวกอย่างต่อเนื่อง 

“อยากเห็นความยุติธรรม อยากรู้ว่าใครฆ่ากำนัน และอยากได้ภูผาป่าไม้คืนให้ชุมชน” สอน คำแจ่ม สมาชิกกลุ่มคนรักษ์ป่าขุนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได

หลังสูญเสียหัวหน้าครอบครัว 

การจากไปของเสาหลักด้วยวัยเพียง 41 ปี ทำให้ 5 ชีวิตในครอบครัว “คำแจ่ม” ต้องตกระกำลำบาก 

สอน ผู้เป็นแม่ ต้องจากบ้านไปทำงานก่อสร้างต่างจังหวัดเพื่อส่งเงินกลับมาจุนเจือ 4 ชีวิตที่ยังอยู่ในวัยเรียน 

“ก่อนไปกะหอบกระเป๋าไปขึ้นรถอยู่ บขส.กับลูก แต่ต้องตัดใจด้วยการส่งลูกกลับบ้าน แล้วฝากให้เพื่อนบ้านช่วยดูแล” เธอเล่า พลางถอนหายใจเบาๆ เพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล

แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี แต่เธอยังจดจำความเจ็บปวดจากการสูญเสียเสาหลักของครอบครัวได้อยู่ทุกวินาที 

“ตำรวจบอกว่า กำนันค้ายาบ้า แต่พอค้นนำโตกลับบ่มียาบ้าจักเม็ด มันเจ็บใจ เพราะกำนันสู้เพื่อชุมชน แต่กลับบ่ได้รับความยุติธรรม จนถึงมื้อนี้ยังหาคนฆ่าบ่ได้” หญิงวัย 65 กล่าว

แม้ในแววตาของสอนจะดูเวิ้งว้าง แต่ถ้อยวาจาที่เธอเอ่ยเล่านั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เสมือนหนึ่งว่า สิ่งที่เธอเอ่ยกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง 

เมื่อลูกๆ เติบใหญ่และเลี้ยงดูตัวเองได้ สอนจึงกลับมาบ้านเกิดและสานต่อเจตนารมย์ในการปกป้องภูผาฮวก อันเป็นสิ่งที่กำนันทองม้วนเคยหวงแหน 

“ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า แม้กำนันตายแล้ว แต่พวกเฮากะยังต้องสู้ต่อ เพื่อให้ภูเขาเหลือไว้ให้ลูกให้หลานของเฮา แม้ว่า การต่อสู้มันจะบ่คุ้มก็ยังพอใจว่า เฮามีสิทธิเป็นคนที่รักษาภูผาป่าไม้” สอนกล่าวอย่างหนักแน่น 

บริษัทเอกชนยื่นขอสัมปทานบนภูผายา ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู เมื่อปี 2536 

แต่คนในชุมชนไม่เห็นด้วย เพราะบนภูเขามีสำนักสงฆ์และสำรวจพบภาพเขียนสีประวัติศาสตร์ อีกทั้งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งสำคัญทางโบราณคดีในราชกิจจานุเบกษา

ภาพเขียนสีที่ถ้ำภูผายา ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ที่กรมศิลปากรประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นสมบัติของชาติ

บริษัทเอกชนจึงเปลี่ยนเป้าหมาย ด้วยการยื่นขอประทานบัตรการทำเหมืองหินบนภูผาฮวก ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง โดยแบ่งการสัมปทานออกเป็น 2 แปลง ได้แก่ พื้นที่เหมือง 175 ไร่ และโรงโม่หิน 50 ไร่ 

สุนี ไชยรส ผอ.ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การต่อสู้ของชาวบ้านดงมะไฟเป็นมาอย่างยาวนาน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทางออก 

“แม้ว่าชาวบ้านจะชนะคดีในศาลปกครองชั้นต้น แต่บริษัทเอกชนก็ยังประกอบกิจการต่อ แล้วยังจะขอต่อใบประทานบัตรครั้งที่ 3 ทั้งที่ศาลระบุว่า การขอประทานบัตรครั้งที่ 2 เป็นเอกสารปลอมทั้งหมด” อดีตกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าว 

ภูผาฮวก เป็นพื้นที่ประทานบัตรเหมืองหินของบริษัทเอกชน ภาพโดย แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

ข้อมูลจากมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมระบุว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 ศาลปกครองอุดรธานีมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลางเนื้อที่กว่า 175 ไร่ เป็นเวลา 10 ปี และเพิกถอนใอนุญาตต่ออายุประทานบัตรจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ที่ออกให้บริษัท โดยให้มีผลนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา 

“บริษัทเอกชนได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด คดีจึงอยู่ระหว่างขอให้ศาลมีคำสั่งบรรเทาทุกข์และคุ้มครองชั่วคราว” สุรชัย ตรงงาม ทนายความ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าว 

แม้กระบวนการของศาลปกครองจะดำเนินต่อไป แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้ที่เคยผูกพันกับภูผาฮวกยังมีความหวังว่า ป่าจะกลับเป็นของชุมชนเหมือนเดิม 

ส่วนผู้สูญเสียเสาหลักของครอบครัว ในฐานะปกป้องชุมชน ก็ยังคงมีความหวังต่อกระบวนการยุติธรรม 

“อยากเห็นความยุติธรรม อยากรู้ว่าใครฆ่ากำนันและอยากได้ภูผาป่าไม้คืนให้ชุมชน” สอน กล่าวด้วยความหวัง

หทัยรัตน์ พหลทัพ

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด ผู้สนใจประเด็นการเมืองและสิทธิมนุษยชน