นักต่อสู้หญิงแดนอีสานกับการปกป้องอาหารและสิ่งแวดล้อม


สกลนคร – เดอะอีสานเรคคอร์ดจัดเสวนาร่วมกับหลายองค์กรเครือข่ายในหัวข้อ “ผู้หญิงอีสาน บนถนนการเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อมในวิถีประชาธิปไตย” โดยช่วงเช้าได้พูดคุยในหัวข้อ “การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม การช่วงชิงพื้นที่และนโยบายทางการเมืองในท้องถิ่น” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร

ในช่วงเช้ามีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน รวมถึง ชุมชนอีสานที่รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ นักการเมือง นักกิจกรรม นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

กนกวรรณ มะโนรมย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ถ้าไม่ถึงจุดเหลืออดผู้หญิงจะไม่ออกมา แต่เจตจำนงค์ทางการเมืองเป็นตัวผลักดันให้ต้องออกมา เป็นเพราะการจัดการทรัพยากรไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะผู้หญิงต้องพึ่งพิงที่ดินป่าไม้ที่ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ 

 “สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาเคลื่อนไหว ออกมาแสดงตัวตน แสดงความกล้าหาญ ผู้หญิงพร้อมกระโจนออกมาทุกเมื่อ แม้ผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกสอนว่า ต้องทำกับข้าว ซักผ้า หาอาหาร แต่เมื่อทรัพยากรในชุมชนหายไปผู้หญิงจึงลุกขึ้นมาทวงคืน” กนกวรรณ กล่าว 

เธอกล่าวอีกว่า แม้ผู้หญิงจะมีความกลัว แต่เมื่อใดก็ตามที่ตั้งสติได้ ก็จะขจัดความกลัวและลุกออกมาต่อสู้ หลังจากผู้หญิงออกมาเคลื่อนไหวก็เห็นว่า ได้เรียนรู้และมีทักษะใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยได้เรียนรู้สิทธิตามหลักประชาธิปไตยและความต้องการของตัวเองที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ 

“แต่อยากให้ผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองและมีบทบาทในการกำหนดนโยบายมากขึ้น เพราะผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้” นักวิชาการสาขาวิชาสังคมศาสตร์ กล่าว

สุดตา คำน้อย สมาชิกกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จ.สกลนคร ผู้ได้รับผลกระทบจากการสำรวจแร่โพแทส (ขวา)

ขณะที่ สุดตา คำน้อย สมาชิกกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จ.สกลนคร ผู้ได้รับผลกระทบจากการสำรวจแร่โพแทส กล่าวว่า “เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเราจำเป็นต้องลุกออกมาต่อสู้ ถามว่า ทำไมต้องลุกออกมา เพราะโครงการขุดเจาะสำรวจแร่เป็นโครงการลงทุนจากบริษัทของประเทศจีนจีน ซึ่งชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมเลย แต่คนที่อนุมัติอยู่กทม.เขาไม่ได้รับผลกระทบเหมือนชาวบ้าน” 

สมาชิกกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จ.สกลนคร กล่าวว่า “โครงการนี้ชาวบ้านได้รับผลกระทบเต็มๆ นี่เป็นเหตุผลที่พวกเราต้องลุกออกมา เขาอาจจะอ้างว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการสำรวจไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร แต่ตอนนี้คนในชุมชนก็แตกแยกแล้ว”

“เรากลัวว่า เหมืองจะทำลายชุมชน เพราะเขายังไม่มีแผนว่า พอทำเหมืองแล้วจะนำกองเกลือไปไว้ที่ไหน ทั้งฝุ่น การชะล้าง อากาศ แต่ตัวแทนนายทุนก็บอกว่า ให้เราเสียสละด้วยการหายใจจาก 100 เปอร์เซ็นต์​ลดเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ มันเป็นความเห็นแก่ตัวของนายทุน ทำไมพวกเราต้องเสียสละ” สุดตา ตั้งคำถาม 

นอกจากนี้เธอยังกลัวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติและน้ำบาดาล ซึ่งจะทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำระหว่างเอกชนกับชาวบ้าน ปัจจัยเหล่านี้เป็นความกังวลที่ทำให้ผู้หญิงต้องลุกขึ้นมา โดยการต่อสู้คัดค้านก็ไม่ได้มีเพียงผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็มาร่วมต่อสู้ด้วย  

“ส่วนตัวถูกฟ้อง 3 คดี ทั้งคดีแพ่งคดีอาญา ถามว่า ย่านบ่อ ต่อให้เก่งท่อได๋กะมีความย่าน แต่ไม่มีคำว่า ถอย เพราะถ้าหันหลังมาดูพี่น้องที่สนับสนุนอยู่เขาก็ไม่ถอย ต้องเดินหน้าอย่างเดียว คำว่าถอยสะกดไม่เป็น” แกนนำกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส กล่าว 

จันทร โพธิ์จันทร์ ตัวแทนเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร (ขวา)

ส่วน จันทร โพธิ์จันทร์ ตัวแทนเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า กล่าวว่า ก่อนการรัฐประหาร 2557 ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศทับที่ของอุทยานเคยยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดจนได้รับการตอบรับจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วว่า จะได้รับความช่วยเหลือและชาวบ้านได้รับการพิสูจน์สิทธิ์ 

“แต่หลังรัฐประหารกลับมีกองกำลังทหารกว่า 200 นายเข้ามาในที่ดินของชาวบ้านที่ยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ์แล้วโค่นทรัพย์สิน เป็นต้นยางและต้นไม้อื่นๆ มีบางคนจับติดคุก แม้ตอนนี้จะยกฟ้องแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาและไม่มีการแก้ไขปัญหา” ตัวแทนเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ กล่าว 

สมัย พันธโคตร กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองหินทราย (ขวา)

ขณะที่ สมัย พันธโคตร กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย จ.มุกดาหาร ผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองหินทราย กล่าวว่า เมื่อปี 2559 มีนายทุนต้องการทำเหมืองในเขตป่าอนุรักษ์น้ำซับที่ชาวบ้านทำมาหากินและบางส่วนก็ทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน โดยพื้นที่นั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านแค่ 2 กิโลเมตร 

เธอกล่าวอีกว่า พวกเราได้ต่อสู้มา 3 ปีแล้วแต่อบต.ในพื้นที่ก็สนับสนุนโครงการของนายทุน ซึ่งเราได้ไปยื่นหนังสือคัดค้านกับหลายหน่วยงานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า 

“เฮาจะบ่อยอมให้มีเหมืองเกิดในพื้นที่ มันจะทำลายทั้งป่าและแหล่งน้ำ เราจึงต้องทวงคืนผืนป่าและที่ดินของเราคืน เพราะจะมีผู้ได้รับผลกระทบ 3 หมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถูกฟ้องร้องแต่ก็ไม่รู้ว่าจะถูกจับเมื่อไหร่” แกนนำกลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย กล่าว 

ลำดวน ตองหว้าน สมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน อ.วังสะพุง จ.เลย ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวบนเวที กล่าวว่า ผู้หญิงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อสู้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดจึงมีกลุ่มสตรีเหล็กเพื่อใช้ความอ่อนโยนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ 

“ในครอบครัวของเราได้แบ่งหน้าที่กัน ถ้าภรรยาออกไปเคลื่อนไหว สามีจะเป็นคนทำกับข้าว ทำงานบ้าน พอกลับมาบ้านก็มีกับข้าวกิน เราสนับสนุนซึ่งกันและกัน” ลำดวน กล่าว 

ลำดวน เล่าอีกว่า แม้สถานการณ์เหมืองแร่ทองคำจะเริ่มลดความรุนแรงลง แต่ชาวบ้านยังมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย โดยผู้หญิงจะรักษาความปลอดภัยตอนกลางวัน ส่วนผู้ชายจะรับผิดชอบตอนกลางคืน