การล้อมปราบ 6 ตุลา 19 ที่ มหาสารคาม


โดย มาโนช พรหมสิงห์

นักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (ติดกับชุมชนบ้านโนนศรีสวัสดิ์ วิทยาลัยคณาสวัสดิ์ ถนนสายมหาสารคาม-ขอนแก่น) ที่ชุมนุมต้านการหลบเข้าประเทศมาบวชของจอมพลถนอม กิตติขจร และการฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้านครปฐมสองคนที่ออกติดโปสเตอร์ต่อต้านพระถนอม คือ ชุมพร ทุมไมย(คน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี) กับ วิชัย เกษศรีพงษา (คน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์) 

พวกเราถูกอันธพาลกลุ่มพิทักษ์ไทยนับร้อย บุกเข้าทำร้ายด้วยท่อนไม้ ท่อนเหล็ก ยิงปืนพกเข้าใส่ ขว้างระเบิด ขณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่หลบหนีขึ้นหอพักกับบ้านพักอาจารย์บางท่าน 

หลายคนหลบหนีไปตามเส้นทางมุ่งสู่ อ.กันทรวิชัย สองคนหลบออกไปซ่อนในสวนพฤกษศาสตร์ติดวิทยาลัยคณาสวัสดิ์ หลายคนเข้าป่าไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และเสียสละชีวิตในป่าระหว่างสงครามประชาชน ผมเองก็รวมอยู่ในกลุ่มที่หนีหัวซุกหัวซุนไปกับเพื่อนคนหนึ่ง (ปัจจุบันเกษียณอายุจากตำแหน่งประธาน กกต.จังหวัด) ถูกปืนจ่อหัวแล้วรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์

แม้จะไม่หลงใหลคลั่งไคล้ในแนวทางสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ตั้งแต่แรก ทว่าเป็นนักศึกษาคนหนึ่ง ผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งวรรณกรรมเรื่องแต่งทุกแนว บทความทุกศาสตร์ทุกแนว กระทั่งบังอาจฝันอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่ยังเป็นเด็กหัวเกรียนเรียนมัธยม สนใจใฝ่รู้วิถีชาวบ้านในชนบทแบบโลกสวย ก็ถูกผลักไปอยู่ในกลุ่มฝ่ายซ้าย ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีแรกในปี 2517

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จนถึง 6 ตุลา 2519 นับเป็นยุคทองของการจัดพิมพ์ ซื้อหาหนังสือที่หลากหลายที่สุด เพราะเกิดการตื่นตัวของการใฝ่รู้การอ่านจากบรรยากาศประชาธิปไตย เกิดกลุ่ม ชมรม สำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์หนังสือผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ทั้งวรรณกรรม แนวคิดการเมือง การศึกษาแบบใหม่ ทฤษฎี วรรณกรรมวิทยาศาสตร์ (science fiction) ทั้งที่มีแนวคิดสังคมนิยม มนุษยนิยมและคลาสสิค

หนังสือวรรณกรรม แนวคิดการเมือง การศึกษาแบบใหม่ ทฤษฎี วรรณกรรมวิทยาศาสตร์ (science fiction) ทั้งแนวคิดสังคมนิยม มนุษยนิยมและคลาสสิคที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จนถึง 6 ตุลา 2519

ผมเก็บตัวเงียบๆ หากวันไหนไม่ได้เรียนวิชาเอกคณิตศาสตร์ก็หมกตัวอยู่กับหนังสือหนังหา ที่อดข้าวเก็บเงินไปซื้อหรือไปขลุกตัวทั้งวันเพื่อรื้อค้นอ่านจากหอสมุดกลาง (หนังสือของผมเมื่อพลิกดูบัตรยืมมักจะเป็นเล่มที่แทบจะไร้คนยืม) 

ไม่นานเพื่อนที่อยู่ในพรรค ซึ่งชนะการเลือกตั้งได้เข้าบริหารงานในองค์การนักศึกษา ก็มาดึงตัวผมไปทำงานด้วยอย่างเต็มตัวในตอนต้นปี 2519 โดยนายกองค์การฯ คือ นักศึกษาคนเชียงราย ชื่อ บดิทร์ จันวัน (ขจิต ชัยนิคม ส.ส.พรรคเพื่อไทย อุดรธานี ตอนนั้นเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานในสภานักศึกษา) 

ตั้งแต่ กวนแป้งเปียก สกรีนโปสเตอร์ ตระเวนติดโปสเตอร์ตามถนน ประสานงานกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.)ในกรุงเทพฯ ลงพื้นที่ในหมู่บ้านที่มีข้อขัดแย้งกับอำนาจรัฐ รวมถึงการเข้ากลุ่มจัดตั้ง (ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวในกลุ่มเยาวชนในเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์)

หนังสือที่อ่านกันในกลุ่มจัดตั้งทั่วไปก็จะเป็นสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง ทฤษฎีมาร์กซิสต์ โลกทรรศน์-ชีวทรรศน์ เสริมทฤษฎี เป็นต้น ผมเองตอนนั้นผมยาวรุงรัง (เคยถูกเพื่อนนักศึกษาหญิงจับนั่งเก้าอี้ช่วยกันกร้อนผม) แต่งตัวไม่เหมือนคนอื่นไม่กลมกลืนกับมวลชน (แบบยุวชนเรดการ์ดของจีน) จะถูกเพื่อนในกลุ่มวิพากษ์เสมอว่า เป็นพวกจิตนิยม ฉกฉวยโอกาสเอียงซ้าย 

เพราะอ่านหนังสือวรรณกรรมที่ไม่ใช่แค่สัจนิยม สังคมนิยม (socialist realism) ด้วย อ่านกระทั่งเรื่องฝันเฟื่องไม่ติดดินติดโลกอย่างงาน sci-fi รวมทั้งไม่แค่ฟังวิทยุคลื่นสั้นสถานีของ สปท.เสียงปักกิ่ง ยังฟังและร้องเพลงฝรั่ง Neil Young, Bob Dylan, Simon & Garfunkel, Joan Baez, Crosby Stills Nash & Young เป็นต้น (เพลงพวกจักรวรรดินิยม-ผมฟังตามสภาพเด็กจากเมืองอุบลฯ ที่มีทหารจีไอเต็มเมือง กลิ่นสงครามเวียดนาม เสียงเครื่องบินไอพ่นดังทั้งวันทั้งคืน บาร์เหล้าหน้าสนามบิน เมียเช่า พาร์ทเนอร์ย้อมผมแดง เงินดอลลาร์ใช้ผสมกับเงินบาทกับตอนที่เรียนมัธยมนั้นผมเรียนภาษาอังกฤษจากเพลงด้วย)

ไม่ได้ทำงานมวลชน ไม่มีประชุมกลุ่มจัดตั้ง วันหยุดไม่ได้เรียน ผมก็จะล้วงหนังสือที่ซื้อหาอ่านเอง ยืมจากหอสมุดกลางจากย่ามมานั่งนอนอ่านในห้ององค์การนักศึกษา หรือไม่ก็เขียนสมุดบันทึกประเภทกลอนเปล่า ไม่ก็สะพายย่ามหนังสือเดินเตร็ดเตร่มองดูความเป็นอยู่ของผู้คนไปตามถนน ทั้งวันหยุดหรือหัวค่ำคนเดียว ไม่ก็ไปขลุกอยู่ในร้านหนังสือตรงสามแยกเส้นทางไปกาฬสินธุ์ 

จากบ่ายจนค่ำแล้วก็เดินกลับไปกินข้าวผูกปิ่นโตที่หอพักในมหาวิทยาลัย นอนอิจฉาพวกกรุงเทพฯ ที่มีกลุ่มวรรณกรรมอย่างกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ชมรมวรรณศิลป์ต่างๆ

อุดมคติ อุดมการณ์ค่อยๆ ก่อสานสร้างตัวผ่านการทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านกับการอ่านหนังสือหลากหลาย ไม่ใช่แค่หนังสือของฝ่ายซ้าย ผมคิดว่า ศาสนา สังคม การเมืองมันอยู่ในวรรณกรรมเรื่องแต่งทั้งหมด ผมอาจดูแปลกต่าง ดื้อ ไม่ใช่เด็กดีของมิตรสหายในกลุ่มจัดตั้ง แต่ก็ไม่เคยทำผิดวินัยจนเสียหาย ลึกๆ ผมกลับพร้อมจะเป็นนักเรียนน้อยของกลุ่ม ของผองเพื่อนนอกกลุ่ม ของมวลชนชาวนาชาวไร่และกรรมกรที่ได้พบทุกคน

ทว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กดีหรือเด็กดื้อ ต่างก็ต้องหนีตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในย่ำค่ำของมหาสารคามวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่ทำงานในองค์การนักศึกษา มศว.มหาสารคาม ที่ลูกเสือชาวบ้านกับกลุ่มพิทักษ์ไทยใช้รถสิบล้อสองคันจอดขวางประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย 

พร้อมประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียงไล่เรียงรายชื่อกรรมการองค์การนักศึกษาทุกคนให้เข้ามอบตัว แล้วจะถอยการปิดล้อมกลับและไม่ทำร้ายผู้ใด แต่พวกเราซึ่งเฝ้าฟังวิทยุ ดูทีวีรายงานเหตุการณ์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งวัน จึงมีหนทางเดียวเท่านั้น คือ-หนี (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่า ศพที่ถูกแขวนคอ ใช้เก้าอี้เหล็กฟาด คือ นิสิตปีสองคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชื่อ วิชิตชัย อมรกุล คน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี)

กลุ่มหนึ่ง ฝ่าการปิดล้อมของอันธพาลพิทักษ์ไทย ซึ่งมีท่อนไม้ ท่อนเหล็ก ปืนพก ระเบิดขวด ระเบิพลาสติกกับระเบิดไม่ทราบชนิดข้างหอพักชายเป็นหลุมลึกหนึ่งศอก ส่วนใหญ่หนีขึ้นหอพักปิดประตูทางเข้ากับล็อคห้องหลบกระสุนปืนกับกลุ่มอันธพาลที่บุกปีนขึ้นหอพัก หอพักหญิงไม่ไกลกันนักได้ยินแต่เสียงหวีดร้องอย่างหวาดกลัวจากการปิดล้อม

รุ่งเช้า-ไม่มีคนตาย มีแต่ถูกทุบตีบาดเจ็บ หลายคนหนีเข้าป่าไปตั้งแต่วันนั้น (ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาในอีสาน) จำนวนหนึ่งโดนจับกุมข้อหาภัยสังคมในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง

ตัวผมเอง ปลอดภัยกลับบ้าน หลังจากแบกหนังสือในห้องพักทั้งหมดปีนขึ้นไปซ่อนตรงช่องดาดฟ้าหอพัก แม่ร้องไห้โฮเมื่อเห็นหน้า บอกผมว่า “อย่าหนีไปไหนนะ พ่อของลูกเป็นทหาร คงพอคุ้มกะลาหัวได้หรอก” พลางชี้ให้ดูขี้เถ้ากองโตจากการเผาหนังสือในห้องที่บ้าน มีบางเล่มที่แม่ไม่เจอ ผมรวบรวมใส่ถุงพลาสติกฝังในสวนหลังบ้าน

ยอมรับว่า ตัวเองขี้ขลาด มีเหตุผลร้อยแปดที่อ้างได้ว่า ทำไมไม่เข้าป่า ผมรู้ซึ้งว่าผมพ่ายแพ้ ยอมรับอย่างไม่ฟูมฟายนัก 

แม้ในอีกหนึ่งปีถัดมา เมื่อขึ้นเรียนชั้นปีสี่ ผมฝึกสอนในโรงเรียนใกล้บ้านไม่ผ่าน เลยถูกส่งตัวกลับมหาวิทยาลัย ต้องเข้ารายงานตัวกับอธิการบดี ดร.ชาตรี เมืองนาโพธิ์ ก่อนการฝึกสอนเสร็จสิ้น โดยคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯ-ชำนาญ พจนา (ข้อหาปลุกระดมนักเรียนให้กระด้างกระเดื่อง ต่อต้านครู โรงเรียน อำนาจรัฐ) ยอมรับการฝึกสอนใหม่และทำให้จบการศึกษาช้าไปเกือบหนึ่งปี แทนที่จะได้ทำงานช่วยพ่อแม่ส่งเสียน้องๆ ที่กำลังเรียนในฐานะพี่คนโต

แม้ประวัติศาสตร์ตรงนี้จะถูกลบหายไปจากประวัติมหาวิทยาลัยในกาลต่อมา หรือเมื่อเปลี่ยนผ่านมาเป็นมหาวิทยาลัยอีกนามหนึ่ง แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นยังฝังลึกในใจเสมอ (แม้ในฝันร้ายยามเป็นไข้หนักกระทั่งปัจจุบันนี้) 

แม้เมื่อลาออกจากราชการ แล้วมาเป็นนักเขียนตามความฝันยาวนานในวัยเยาว์ กระทั่งแก่ตัวผมหงอกขาวเต็มหัวมาเป็นบรรณาธิการวารสารชายคาเรื่องสั้นในปัจจุบัน ผมก็ยากที่จะลืมมันไป

ผมไม่เคยอวดอ้างตัวว่า เป็นคนเดือนตุลาฯ จะเล่าให้มิตรสหายใกล้ชิดไม่กี่คนกับครอบครัวและลูกเมียฟังบ้าง เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบๆ มีเพื่อนฝูงไม่เกินจำนวนนิ้วมือสองข้าง เขียนหนังสือ ทำหนังสือ ปลูกต้นไม้ทำสวน ทำให้ดีที่สุดตามฝัน ตามหน้าที่พึงมี ในชั่วชีวิตหนึ่งเดียวครั้งเดียวเท่านั้นที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินนี้

เพียงแต่ตั้งปณิธานไว้ว่า ผมจะไม่ยอมรับว่า  2+2 = 5 อย่าง วินสตัน สมิธ ตัวละครเอกในนวนิยาย 1984 ของ ยอร์จ ออร์เวลล์ และยอมรับว่า ผมเป็น  The Lost/Losers’ Generation อย่างที่อาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ-เชิงอรรถวัฒนธรรม (สำนักพิมพ์วิภาษา/ตุลาคม 2546)

และยิ่งกว่านั้นผมไม่ใช่คน 14 ตุลาฯ เพราะปีนั้นยังเรียนไม่จบ ม.ปลาย สำหรับการเป็นคน 6 ตุลาฯ ก็ไม่รู้จะมีคนยกมือรับรองเท่าไหร่ เพราะเป็นเด็กดื้อ จิตนิยม ฉกฉวยโอกาสเอียงซ้าย ไม่ใช่ยุวชนเรดการ์ด ไม่ได้เข้าป่า 

เพื่อนผมที่เก็บตัวเงียบๆ อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งยังมีบาดแผลจนกระทั่งวันนี้และตายไปแล้ว ยังไม่มีโอกาสเอ่ยปากบอกว่า เขาเป็นคนแบบไหนเลย ดังนั้นผมจึงขอสรุปว่าผมเป็นเพียงแค่คนนิรนาม ธรรมดาคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติ ซึ่งโดยส่วนตัว-แท้จริงผมก็ปรารถนาเพียงแค่นั้น 

มาโนช พรหมสิงห์

มาโนช พรหมสิงห์ บรรณาธิการวารสาร ชายคาเรื่องสั้น คอลัมนิสต์ในหมวด "วรรณกรรมอีสาน" ที่จะมาพูดคุยอย่างเป็นกันเองในประเด็น วรรรณกรรมเ สิทธิมนุษยชน เพศสภาพเพศวิถี (LGBTQI) ศิลปะ วัฒนธรรม การเมือง สิ่งแวดล้อม หรือประเด็นอื่นๆ ที่มีนัยสำคัญต่อ "สังคมอีสาน"