รัฐประหาร 19 กันยาฯ : 13 ปีที่แล้วคุณทำอะไรอยู่


โดย มาโนช พรหมสิงห์

ภาพหน้าจาก สำนักข่าว AFP 

ผมกำลังทำอะไรอยู่หนอในวันที่ 19 กันยายน 2549 พยายามเค้นความทรงจำของตัวเอง (คนที่ผมนิยามไว้ในใจไม่เคยเอ่ยให้ใครรู้เลย คือ-ไอ้ขี้แพ้ ไอ้คนนอก) 

ในที่วันฟ้ามืดครึ้ม มวลน้ำจากพายุฝน 2 ลูกก่อนหน้ากำลังไหลบ่าจากทางอีสานเหนือลงมารวมตัวเข้าท่วมชุมชนและเส้นทางสัญจรหลักสำคัญๆ ใน จ.อุบลราชธานีและอ.วารินชำราบ

ตอนนั้น ชายชราวัย 50 คนนี้ กำลังรอลูกสาวคนแรกในชีวิตที่จะถึงกำหนดคลอดในต้นปี 2550 และกำลังเริ่มทำวารสารจดหมายข่าวไทบ้าน รายสามเดือน

หลังได้รับการทาบทามจากสหเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนอุบลราชธานีให้เข้ารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการจดหมายข่าวไทบ้าน รายสะดวก ต่อจาก-สังคม ศรีมหันต์ 

ประกอบกับคำยุยงจาก ธีร์ อันมัย ซึ่งตอนนั้นสนิทสนมจนพอจะดื่มเบียร์ตำจอกร่วมกันได้บ้างแล้ว ผมจึงติดต่อรวบรวมนักเขียนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นน้องนุ่งที่เคยคุ้นเคยเคยทำงานร่วมกันมา (ซึ่งแวดวงอีสานบางคนตั้งฉายาผมว่า-เฒ่าหัวหน้าเด็กน้อย) อย่างเช่น กลุ่มคมดาวของวิริยะ ก้อนทองกับทัศนัย โคตรทม กลุ่มหิ่งห้อยของวิทยากร โสวัตร กับเพื่อนพ้องในกลุ่มของ ภู กระดาษ (ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเงียบหายเหมือนตายจากหลังเรียนจบ ไม่เคยได้ข่าวคราวเกือบ 10 ปี ต่อมาเมื่อวิทยายุทธแก่กล้าแล้วจึงได้ติดต่อส่งข่าวคราว ส่งงานเขียนให้อ่านวิจารณ์)

กองกำลังนักรบจรยุทธของเราพอรับมือได้และน่าจะทำได้ดี-ไม่ชุ่ย พร้อมได้เงินสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.องค์การมหาชน)

ผมกับคณะ ซึ่งเป็นน้องนุ่งนักเขียนรุ่นใหม่ แนวคิดใหม่ จึงผลักดันวารสารจดหมายข่าวไทบ้าน ราย 3 เดือน ฉบับปฐมฤกษ์ออกมา (โดยมี concept ประจำทุกเล่ม) เป็นฉบับฤดูฝน (สิงหาคม-ตุลาคม 2549) ว่าด้วยเรื่องข้าว หน้าปกรูปผลงานศิลปะชื่อ-ทุ่งท้องเมล็ดข้าวของ โชคชัย ตักโพธิ์ ใต้ภาพแปะบทกวีของ จิตร ภูมิศักดิ์ ตัวโตว่า ‘เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจินต์’

วารสารจดหมายข่าวไทบ้าน 

ผมเขียนไว้ในบทบรรณาธิการ (ปีแรกอยู่ในตอนท้ายเล่ม ในชื่อคอลัมน์-น้ำส้างริมทาง) ว่า

ผมและเพื่อนๆ เริ่มเตรียมต้นฉบับไทบ้านเล่มนี้กันมาตั้งแต่ต้นปี แน่ละ บทบรรณาธิการก็ลงมือเขียนตั้งแต่ต้นปีเหมือนกัน มันชั่งเป็นงานเขียนที่ยาก (บอกอย่างไม่อายว่า)ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ ผมหนักใจที่สุด เนื่องเพราะเหตุการณ์บ้านเมืองมันผันแปรไปต่างๆ นานา พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ พลิกแล้วพลิกอีก ผมต้องจำใจขยำทิ้ง เขียนใหม่ นับครั้งไม่ถ้วน

ผมกำลังสับสนสำหรับภาวะเยี่ยงนี้ มันเหมือนอยู่ในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน นับแต่การประกาศเว้นวรรคทางการเมืองของผู้นำประเทศ ยุบสภา เลือกตั้ง ส.ส. เลือกตั้ง ส.ว. การเลือก ส.ส.เป็นโมฆะ การรัฐประหารโดย คปค. นายกฯ แต่งตั้งคนใหม่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และอื่นๆ อีกจิปาถะ

เช้าวันหนึ่งฝนพรำ ผมยังเดินทางออกจากบ้านโดยใช้เส้นทางสายเดิม มันยังคงทอดยาวรอผู้สัญจรทุกผู้ทุกนามเช่นเดิม หลุมบ่อก็ยังคงอยู่ดุจเดิม ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ผู้สัญจรผ่านและชาวบ้านสองฟากฝั่ง รู้สึกรู้สากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของประเทศเพียงใด หรือว่าไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับชีวิตจนผู้คนสามารถรู้สึกได้ ที่ผ่านมานั้นมัน คือ เกมเฉพาะกลุ่ม (นักทฤษฎีชื่อ Johan Huizinga และ Roger Caillois เสนอไว้ว่า -การกระทำทุกอย่างของมนุษย์ เหตุการณ์ครอบจักรวาลทั้งมวล เป็นการแสดงออกในฐานะที่เป็นเกมอันยิ่งใหญ่ทางรูปแบบ) ประชาชนสุดถนนสายนี้ไม่มีส่วนรู้เห็น แหละมันไม่เคยกระทบคำข้าวและความใฝ่ฝันของพวกเขาแม้แต่น้อย

เพิงขายสารพัดอาหารปิ้งย่างยังส่งควันโขมง มีคนหลายวัยแวะมาซื้อหาดุจเดิม แม่พนักงานกวาดถนนของเทศบาลกับลูกตัวเล็กยังตั้งหน้าตั้งตากวาดถนนอย่างหมดจด ด้วยท่าทีตั้งอกตั้งใจเปี่ยมความผูกพัน ยายแก่ขาพิการยังกระเตงตะกร้าแหนม/ไส้กรอก เดินงกๆ แวะบ้านนั้นบ้านนี้ ด้วยท่าทางเหงาๆ และเหนื่อยล้า เหล่าพลพรรคฝูงหมาขาโจ๋ประจำถนน ยังเดินเพ่นพ่านไล่กวดกันอย่างมันเขี้ยวและหวงถิ่น คนบ้าคนเก่ายังเดินวางกล้ามดากหอบสมบัติพะรุงพะรังบ่นพึมพำ ก่นด่าตาขวาง และยังนุ่งกางเกงตูดขาดมอมแมมเหม็นๆ ตัวเดิม…

ผมยังคงเดินทางบนถนนเส้นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

พรุ่งนี้ ผมเชื่อว่า ชีวิตบ้านเมืองสองฟากฝั่ง/บนถนนมันจะเปลี่ยนแปลง ด้วยมือของคนเล็ก ๆ อย่างพวกเรา…”       

แทบไม่น่าเชื่อว่า – ไทบ้านของเรา จะได้รับการพูดถึง/แนะนำผ่านคอลัมน์-บ่นวรรณกรรม ของ ‘สิงห์สนามหลวง’ หรือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในหนังสือเนชั่นรายสัปดาห์ จึงเป็นเหตุให้มีจดหมายติดต่อเข้ามาหาเราอย่างต่อเนื่อง (บางคนได้เป็นมิตรสหายทางวรรณกรรมผูกพันกันในกาลต่อมา) โดยทางเราจัดส่งไทบ้านให้ฟรีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คิดราคาค่างวดใดๆ ทั้งสิ้น

แทบไม่น่าเชื่อว่า-ผมได้เจอ จารุพัฒน์ เพชราเวช ภูมิชาย คชมิตร เป็นครั้งแรก เมื่อพวกเขาแบกเป้ผมยาวเลื้อยหลัง มาร่วมประชุมกองบรรณาธิการไทบ้าน ที่บ้านสวนของผม 

ได้เจอ-ภู กระดาษ ที่หายตัวปลีกวิเวกไปนับ 10 ปี ได้ติดต่อทางจดหมายพูดคุยทาบทาม-สุชาติ สุขประสิทธิ์ (เขาเพิ่งจะเริ่มมีผลงานได้ตีพิมพ์ ซึ่งส่งผลงานมาร่วมกับไทบ้านเป็นประจำ) มาเปิดคอลัมน์ใหม่ในเล่มปีที่ 2 

แต่ที่ต้องจำใจเชื่อมาจนบัดนี้ก็คือ กลุ่มคนที่ชื่นชมและเชื่อว่า การรัฐประหารของคณะทหาร คือ สิ่งถูกต้อง คือ ทางออก ได้ขยายวงกว้างขึ้นกินลึกเข้ามาในกลุ่ม NGO กับนักคิดนักเขียนส่วนใหญ่ของประเทศและอีสาน (NGO คือ แหล่งข้อมูลด้านชุมชนคนรากหญ้ามาแต่ไหนแต่ไร รวมทั้งนักเขียนอีสาน โดยที่นักเขียนมิได้ลงไปสัมผัสกับประชาชนอย่างผู้ใฝ่รู้นิรนามแม้แต่น้อย) 

ดูย้อนแย้งยิ่งนัก เพราะแท้จริงแล้วในห้วงนั้น คนรากหญ้าในอีสานล้วนปฏิเสธการรัฐประหารอย่างสิ้นเชิง ขณะนั้นนักเขียนอีสานส่วนใหญ่ในสังกัดสโมสรนักเขียนอีสานได้-สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์ เป็นประธาน ซึ่งเอาจริงเอาจังกับจุลสาร/จดหมายข่าวอันนับเป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ส่งข่าวสารและส่งเสริมการอ่านเขียนในภูมิภาค (ผลิตออกมาอย่างไร้รูปแบบเป็นรายสะดวกในยุคประธานสโมสรฯ ทุกยุคมาแต่แรก) ได้ดึง สัญญา พานิชยเวช กับกลุ่มเพื่อนพ้องนักเขียนรุ่นใหม่ลูกศิษย์ ไพฑูรย์ ธัญญา ในพื้นที่มหาสารคาม มารับหน้าที่บรรณาธิการปรับปรุงรูปเล่มเนื้อหาเปลี่ยนชื่อจากจดหมายข่าวเป็น-อีสานไรเตอร์ (ESAN WRITER) ราย 3 เดือน ประกาศรับสมาชิกเป็นกิจจะลักษณะ 

ต่อมาก็มีการพิมพ์รวมเรื่องสั้นคัดสรรของนักเขียนอีสานร่วมสมัยหลากรุ่น 12 เรื่อง/12 คน ชื่อปกว่า-สาบอีสาน คำนิยม โดยคำสิงห์ ศรีนอก บทวิจารณ์ โดยธัญญา สังขพันธานนท์ และวิจารณ์ สนามจันทร์ (พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2551) ผมเองก็มีเรื่องสั้นชวนปวดหัวชื่อ-มาตุคาม อยู่ในเล่มนี้ด้วย

(อีสานไรเตอร์ ยุติบทบาทลงเมื่อ บก.สัญญา พานิชยเวช ลาออก และประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสานได้มอบหมายให้นักเขียนรุ่นใหม่ 4 คนเข้ามารับหน้าที่เป็น บก.ผลิตอีสานไรเตอร์คนละเล่ม เพื่อเป็นการอำลาในช่วงปี 2554-2556 บก.เหล่านั้น คือ วิทยากร โสวัตร พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์ ศราวุธ วังคะฮาต และ ชัชวาลย์ โคตรสงคราม)

ขณะผมกับน้องนุ่งเพียรสร้างชุมชนนักเขียน ซึ่งทุกคนถือเป็นมิตรสหายที่เท่าเทียมทางความคิดเห็นและปัญญา กลุ่มเล็กๆ ผีบ้าผีบอ ผลักดันสร้างทำวารสารจดหมายข่าวไทบ้านราย 3 เดือน ตั้งแต่ ฉบับข้าว ฉบับตำบักหุ่ง ฉบับปลาแดก ฉบับหมอลำ พอปีที่สองเปลี่ยนรูปเล่มเป็น pocketbook ราย 6 เดือน ฉบับคนบรู (บรูวิถี) และฉบับนิทานพื้นบ้าน แล้วพันธกิจนี้ก็จบลง เพราะขาดเงินทุนสนับสนุน มีการเสนอให้กลุ่มเราเข้าไปรวมกับหนังสือของเครือข่ายอีกเล่มคือ สารแม่มูน 

ทว่าพวกเราปฏิเสธขออยู่ทำงานเขียนของตนภายใต้สภาพบ้านเมืองเช่นนี้อย่างอิสระดีกว่า (ทว่าตอนนั้น ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า ในชั่วเวลาอีก 2 ปีต่อมาก็เกิดการล้อมฆ่าประชาชนกลางกรุงในเดือนเมษายน 2553) 

เป็นช่วงว่างงานของพวกมืออยู่ไม่สุขอย่างพวกเรา ชุมชนนักคิดนักเขียนอีสานอิสระ นอกคอก ผีบ้า กลุ่มเล็กๆ มีศูนย์กลางอยู่อุบลราชธานี ก็ได้เริ่มคิดวางแผนทำงานใหญ่กันอีกครั้งอย่างเงียบๆ โดยไร้คำสัญญาแบบลูกผู้ชาย ไร้เงินถุงเงินถัง ไร้ผู้มีอำนาจบารมีมาเคียงข้าง มีเพียงหัวใจเท่ากำปั้นเป็นหนึ่งเดียว 

ท่ามกลางเสียงหมิ่นแคลนแว่วมาเข้าหูว่า พวกมันเมากาแฟกัน กินเยอะมันเป็นบ้าไม่เหมือนกินเหล้า พอมันสร่าง พอมันเหนื่อย เดี๋ยวมันก็เลิกทำ เชื่อเหอะ

ไม่นาน…เด็กคนหนึ่งก็กำเนิดมาบนแผ่นดินอีสาน และเธอได้เติบโตมาจนบัดนี้…