ลมหายใจสุดท้ายของร้านข้าวแกงกะหรี่ (อีสาน) – The Grand Ramen Umai


โดย พิรุณ อนุสุริยา 

ภายใต้ความจอแจของย่านพร้อมพงษ์ มีร้านข้าวแกงกะหรี่แห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ ร้านดังกล่าวขึ้นชื่อเรื่องปริมาณข้าวและกับ ที่ให้เยอะอย่างจุใจ จนขึ้นชื่อว่าเป็นร้านสำหรับ “สายแข็ง” ด้วยปริมาณที่ท้าทายคนกิน แต่ราคากลับไม่แพงเมื่อเทียบกับร้านข้าวแกงกะหรี่แบรนด์ดังๆ อื่น แต่ใครจะรู้ว่า ตอนนี้ร้าน The Grand Ramen Umai กำลังอยู่ในช่วงระส่ำด้วยพิษเศรษฐกิจที่ทำให้ร้านต้องแบกภาระการขาดทุนมาหลายเดือน

ผมรู้จักกับ “โคล่า เจริญทัศน์” เจ้าของร้านอัธยาศัยดี วัย 41 ปี ผู้ที่มักจะทักทายพูดคุยกับลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร แต่มาวันนี้ การกลับมาเยือน The Grand Ramen Umai ของผมแตกต่างออกไป ช่วงเวลาใกล้หกโมงเย็นของวันพฤหัสบดี ปกติจะมีลูกค้าแน่นเต็มร้าน แต่วันนี้กลับมีลูกค้าบางเบาอย่างน่าใจหาย โดยไม่ต้องเอ่ยถาม โคล่าก็เป็นฝ่ายบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจร้านอาหาร กอปรกับสภาวะที่ต่างชะงักงันอยู่ ณ ตอนนี้

เป็นไงมาไงถึงได้มาเปิดร้าน The Grand Ramen Umai ที่เป็นอาหารญี่ปุ่นได้

 ผมเป็นคนอุบลราชธานี เข้ากรุงเทพฯ มา ก็เริ่มงานผู้ช่วยกุ๊กก่อน เก็บประสบการณ์ด้านนี้ 10 กว่าปี ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ช่วยเตรียม ทำอาหาร ล้างจาน เป็นทั้งพ่อบ้านด้วย เมื่อก่อน (งานครัว) ไม่ได้เข้ามาง่ายๆ เหมือนสมัยนี้ ผมเริ่มทำสองปีแรกจากเงินเดือน 3,500 บาท สมัยนั้นนะ

หมายความว่า รวมกับที่เปิดร้านนี้มา 10 ปี ก็อยู่ในแวดวงทำอาหารมาแล้ว 20 ปี

ใช่ รวมแล้วก็ประมาณนั้น ตอนมาเริ่มร้านของตัวเองก็เริ่มดูลาดเลาก่อน เป็นปีเลยนะ ดูทำเลว่า แถวนี้มีที่ทางไหม คนเดินเยอะไหม ดูไปทั่วเลย

แต่ยุคสมัยนั้น แถวนี้ (ย่านพร้อมพงษ์) ยังไม่คึกคักขนาดนี้ใช่ไหม หรือว่าเริ่มมีร้านรวงต่างๆ เกิดขึ้นแล้ว

แถวนี้เมื่อก่อน คน (อีสาน) บ้านเราเยอะนะ ทั้งแถบเลย แต่ตอนนี้ ที่ทางอะไรมันแพงหมด เค้าก็ย้ายไปอยู่โซนนอกหมด แล้วก็เข้ามาเฉพาะตอนทำงาน เสร็จแล้วก็กลับไป แล้วย่านนี้ด้านหลังก็มีห้องพักด้วย แต่ก่อนค่าห้องสองพันสามพันก็ถือว่าแพง แต่คนก็ยังเยอะอยู่นะ ต่อมามีคอนโดแล้วที่ก็เริ่มแพง คนก็เริ่มย้ายออกไปอยู่ที่อื่น คนที่เข้ามาพักส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างชาติ เป็นลูกค้าโรงแรมมากขึ้น

ก่อนมาเปิดร้าน พี่ไปสะสมทุนรอนมาจากไหน

ทำงาน

ทุนส่วนตัวเหรอครับ

ใช่ๆ

ไม่ได้ไปกู้ธนาคารเหรอครับ

ไม่มีทาง (ตอบทันที) เขาไม่ให้คนอย่างผม ไม่มีสิทธิ์อย่างนั้น ไม่มีปัญญา ผมทำอะไรรู้ไหม จำไร่ขายนา จำนองเข้า ธ.ก.ส. สารพัดทุกอย่าง “คนอีสานไม่มีทางจะมีเงินทุน 2-3 ล้านมาทำร้าน” คนอีสานจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

กู้ธนาคาร เขาก็ไม่ให้เหรอ

เขาไม่ให้อยู่แล้วครับ ไม่มีทางอยู่แล้ว เชื่อผม ถึงจะเข้าไปก็เสียเวลาเปล่าๆ เอาเวลาไปคิดอย่างอื่นดีกว่า

แล้วตอนแรกร้านที่เปิดนี้ พี่ก็เริ่มขายอย่างนี้เลยเหรอครับ

ใช่ ขายข้าวแกงกะหรี่ตามเมนูที่สั่งนี้เลย อาหารก็ให้เยอะตั้งแต่วันแรก สูตรอาหารก็มาจากหลายอาจารย์ ผมเรียนรู้มาจากทางเกาหลีและญี่ปุ่น ก็เลยเอาสองอย่างมารวมกัน

ช่วงเปิดร้านสามปีแรกขายไม่ได้เลย ได้แค่ค่าเช่าบ้าง ขาดทุนบ้าง ก็ต้องเอาที่นาไปเข้า ธ.ก.ส. อีก ขอเงินเพิ่มมาได้ แต่เขาก็ไม่ให้เยอะ พอผ่านสามปีแรกก็ยังไม่เยอะนะ ยิ่งมาโดนตอนปีที่มีเสื้อเหลืองไปปิดสนามบิน จากนั้นก็น้ำท่วมกรุงเทพ ไม่รู้น้ำท่วมหรือเสื้อแดงก่อนก็ไม่รู้ ผมโดนมาทุกม็อบเลยนะ ล่าสุดนี่ก็โดนลุงกำนัน รายได้หายไปเยอะ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ผ่านมรสุมมาเยอะ อย่างเมื่อก่อนผมขายแบบปากต่อปาก แค่พอให้อยู่ได้ มีเงินจ่ายค่าเช่า ค่าลูกน้อง ต่อมาเริ่มขายดีขึ้นตอนมีโซเชียลมีเดีย ไลน์ เฟสบุค กับสื่อต่างๆ

พี่โคล่ามีน้องชายมาช่วย แล้วมีใครอีกที่ร้านนี้

พนักงานก็มีแต่ญาติผมหมด รวมทั้งร้านก็ประมาณ 6 คน ข้างบนก็มีลูกอยู่ 2 คน

ก่อนหน้านี้ พี่เคยพูดถึงเรื่องที่จะไปเปิดสาขาเพิ่มที่อุบลฯ

ถ้าเศรษฐกิจดีนะ เราสามารถขายได้เรื่อยๆ มีเงินเก็บ ผมก็มองจังหวัดอุบลฯ ไว้ เพราะค่าที่ก็ไม่แพง พอจะซื้อเป็นของตัวเองได้ แล้วก็เป็นบ้านตัวเองด้วย ค่าใช้จ่ายอะไรก็จะถูกลงถ้าเทียบกับอยู่กรุงเทพฯ ถ้าสุดๆ จริงๆ ใช้จ่ายที่แปดพันต่อเดือนก็น่าจะอยู่ได้

พอถึงตอนนี้เรื่องนั้นอาจจะต้องพักไว้ก่อนแล้ว

ใช่ เพราะเศรษฐกิจแย่มาก แย่จริงๆ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว แต่ก่อนผมสั่งหมูวันละร้อยกว่ากิโลนะ เชื่อไหม

แล้วช่วงสี่เดือนที่ว่านี้ล่ะ

เหลือแค่ 57 กิโล เมื่อก่อนสั่งหมูไป 120 กว่ากิโล นี่คือ ความแตกต่าง

หายไปเกินครึ่งเลยนะ

ขาดทุนน่ะ เอาตรงๆ

เพราะต้องแบกค่าเช่าด้วย

ใช่ ค่าเช่ายังเท่าเดิม ค่าไฟยังเท่าเดิม ค่าพนักงานยังเท่าเดิม ทุกอย่างยังเท่าเดิมหมด ตอนนี้แบกภาระขาดทุนมา 4 เดือนแล้ว ถ้าต่ออีก 2-3 เดือน ก็คงต้องกลับไปเอาที่น่าไปจำอีกแล้ว

ตอนที่เจอปัญหาเรื่องการเมืองเป็นสภาวะเดียวกันไหม

ไม่หนักขนาดนี้นะ ตอนนั้นผมไม่ขาดทุนขนาดนี้ ตอนนี้ผมจึงกล้าพูดว่า เศรษฐกิจบ้านเราไม่ดี

ถ้าเปรียบเทียบตอนนั้น เจอมาแล้วทั้งม็อบ ทั้งน้ำท่วม ยังไม่หนักเท่าตอนนี้เลยเหรอ

ตอนนี้น่ะขาดทุนหนัก ตอนนั้นขาดทุนก็ไม่เกินหมื่น เดือนเมษายนปีนี้ ผมขาดทุนไป 6 หมื่นกว่า เอาสุดๆ เลยนะ ที่เคยขาดทุนมาก็ไม่เกิน 2 หมื่นหรอก

ถ้าหากเป็นเวลานี้ เวลาหกโมงเย็นถึงประมาณสามทุ่ม ลูกค้าต้องมาเต็มแล้ว

ใช่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนต้องรอคิวแล้ว แต่ตอนนี้ก็มีอย่างที่เห็น แล้วคนก็สั่งอาหารน้อยลง จากเคยกิน 500 ก็เหลืออยู่ 200 ผมเข้าใจนะ ใจเขาใจเรา ถ้าเป็นผม ผมขายของไม่ได้ ผมก็กินน้อยลงเหมือนกัน ลูกค้าเป็นลูกค้าประจำ แต่เมื่อก่อนเวลามา เขาสั่งเต็มที่เพราะเขาหาเงินได้

แล้วคนที่ร้านอาหารคนอื่นเป็นยังไงบ้างครับ 

เวลาเราไปซื้อของ เราจะเจอกันหมดครับ คนจากบริษัทห้างร้านต่างๆ จากโรงแรมดัง โรงแรมใหญ่ๆ พวกที่เคยซื้อของเยอะๆ โดนหมด บ่นกันอุบ มีเจ้านึงเคยซื้อไก่เอาไปทอดวันละ 120 กิโล ตอนนี้เหลืออยู่ 20 กิโล

อ้าว! หายไปร้อยกิโลเลยเหรอ

ใช่ ซื้อไก่ด้วยกันกับผม แกบอกถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป เลิก! จริงๆ มันเกิดขึ้นแล้ว หายไป 100 กิโลเลยนะ

นี่ไม่ได้พูดถึงเฉพาะอาหารญี่ปุ่น แต่รวมถึงร้านอื่นๆ เช่น ร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกงด้วย

ใช่ ทุกเจ้า มันเป็นลูกโซ่ เชื่อผม

ถ้าภาวะอย่างนี้เกิดอยู่อีก 2-3 เดือนก็…

ก็เลิก คงไปทำนา แล้วผมก็อายุเยอะแล้ว ผมไม่ฮึดสู้เหมือนเมื่อก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่ผมสู้ตายเลย

ทำนาได้เงินมากกว่าเหรอ

ไม่ได้เงินมากกว่าหรอก แต่พยายามทำให้มันเซฟตัวเองให้มากที่สุด ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิ้น ที่ผ่านมาเราเสียทั้งค่าเช่า ค่าน้ำไฟ แล้วเรื่องขาดทุนนี่หนักที่สุดในชีวิตการทำงานเลยนะ ตั้งแต่เปิดร้านมา

เจ้าของร้านอื่นๆ ที่คุยกันตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

ร้านอาหารญี่ปุ่นทุกร้านเวลาไปซื้อของมีไม่กี่เจ้าหรอกครับ บริษัทใหญ่ๆ ที่นำเข้ามา ถามแค่บริษัทที่มาส่งของเราว่า ยอดของเขาเป็นยังไง แค่นั้นก็รู้แล้ว ยอดตกหมด มีเจ้าหนึ่งที่อยู่คู่เมืองไทยมานาน นำเข้าวัตถุดิบตั้งแต่อาหารญี่ปุ่นเข้ามาใหม่ๆ (ขายได้จั๊กแสนเกาะ เพิ่นว่า – หันไปถามน้องชาย) เคยขายได้ 4-5 แสน ตอนนี้เหลือแค่ 2 แสน

ร้านวัตถุดิบก็เจอปัญหาเหมือนกันเหรอครับ

ใช่ เพราะเราขายไม่ได้ เราก็สั่งของเขาน้อยลง แย่กระทบกันหมด คนกินตามร้านจากที่เขาเคยซื้อกิน เขาก็ทำกินเอง ไปจ่ายตลาดเอง เพราะมันได้เยอะกว่าและก็กินได้หลายมื้อ มันจะเป็นอย่างนั้นไป

เมื่อก่อนย่านนี้ (พร้อมพงษ์) ทัวร์จีนเยอะ มีโรงแรมของนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ เวลานักท่องเที่ยวจีนมานี่ผมจะรู้เลย มองผ่านหน้าต่างจะเห็นตลอด วันเว้นวันเห็นรถทัวร์มาลง เดี๋ยวนี้เหลือเดือนนึงคันนึง คนจีนเข้ามาร้านผมทีนี่ล้นร้าน พวกลูกค้าต่างชาติเขาจะเข้าดึก ช่วงหลังสามทุ่มสี่ทุ่ม ช่วงนั้นคนไทยจะหมดแล้ว เพราะคนไทยจะกลับบ้านไปนอน ผมก็จะเคยได้จากส่วนนั้นด้วย แต่ตอนนี้เงียบ จะมีก็นิดๆ หน่อยๆ ไม่เกิน 5 คน 10 คน ตอนนี้เลยต้องดูแลคนไทยให้อยู่

แสดงว่าพี่ก็เตรียมใจไว้เหมือนกัน ถ้า 2 เดือนข้างหน้าไม่ไหว

ผมเฉยๆ นะ ผมไม่ค่อยยึดติดกับพวกนี้เท่าไหร่ ถ้าไม่ได้ก็อย่าฝืน ไม่ได้เสียใจ รู้สึกเฉยๆ เลย ผมมาได้แค่นี้สำหรับคนอีสานก็ถือว่า สูงสุดแล้ว ดารา พิธีกร นักการเมือง ทุกคนที่มีชื่อเสียงก็มากินร้านผมหมด นั่นก็ถือว่า ผมมาไกลแล้วนะ ในหน้าที่การงาน ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ส่วนหน้าที่การเงินก็ธรรมดา

มันมีทางอื่นไหม เช่น ถ้าลดขนาดร้านให้เล็กลง เปลี่ยนไปขายเป็นแบบอื่น ไม่ต้องเช่าร้าน ขายข้างทางแทน

ไม่เลยครับ (ตอบทันที) มันถึงวัย คนอีสานมันเป็นวัฒนธรรมครับ ถึงเวลาคุณก็ต้องกลับไปอยู่บ้าน แล้วคุณจะไปขายตามฟุตบาธแบบเมื่อก่อนก็ไม่ได้ โดนจับนะ เขามีกฎหมาย

เช่าพื้นที่เล็กๆ ตามตลาดนัดไม่ได้เหรอ แต่ยังใช้ชื่อเดิม ให้ข้าวปริมาณเท่าเดิมอยู่

ตลาดนัดมันก็ยากกับที่อาศัยอยู่ของเรา เราก็ต้องไปเช่าห้องอยู่อีก ข้าวของก็ต้องหาที่เก็บ ลูกเต้าเราอีกล่ะ ใช่ไหม ปัญหาหลายอย่าง (พี่โคล่าและครอบครัวพักอยู่ชั้นบนของร้าน) 

ขอถามเข้าเรื่องการเมืองหน่อย พี่มองยังไง ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้

จริงๆ ผมชอบเขานะ จริง เพราะอะไรรู้ไหม มันเงียบสงบ ผมไม่ได้ชอบใครหรือรังเกียจใครเป็นพิเศษ คนอีสานผมก็เข้าใจ คนอีสานส่วนใหญ่ก็เป็นเสื้อแดง ผมเข้าใจ อย่างเวลาผมพูดกับครอบครัวผม ผมทะเลาะกันด้วยซ้ำ แต่พอเข้าเรื่องนี้เพราะเศรษฐกิจบ้านเราแย่ ก็แย่กันทั่วโลก แล้วเขายังไม่ยอมแก้ไขอะไร เขายังมัวทะเลาะกันอยู่ ถ้าเขารีบทำอะไรสักอย่าง ก็คงจะดีขึ้น ถ้ารีบทำก็น่าจะดี

แต่พ่อค้าแม่ค้าอย่างผมเนี่ย มันลำบาก เพราะทุนเรามันน้อย ลองขาดทุน 4-5 เดือนถึง 1 ปีที่สะสมมามันก็หมดแล้ว คุณจะฝืนต่อไปก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน ไม่เหมือนพวกเจ้าสัว พวกธุรกิจใหญ่ เขาขาดทุน 10 ปี ยังไม่เป็นอะไรเลย ถึงเขาจะขาดทุนเป็น 100 ล้าน ธนาคารก็ให้กู้ ลองเป็นอย่างผมสิ กู้สักแสนยังโทรหาญาติพี่น้องทั้งตระกูลเลย ถามตั้งแต่ตาผม พ่อผม ถ้าขุดทวดจากหลุมมาถามได้ก็คงขุดมาถาม ธนาคารก็ปล่อยเงินกู้ให้แต่พวกนี้อยู่แล้ว ลองปล่อยกู้ให้ ไม่ต้องเยอะหรอก สัก 10 ล้าน (หัวเราะ) ผมก็มีปัญญาทำแล้ว แต่เครดิตเราไม่ถึงหรอก อย่างมากเต็มที่ก็ได้ล้านกว่าบาท

พี่ได้เจอเพื่อนในแวดวงอาหารที่โบกมือลาธุรกิจนี้บ้างหรือเปล่า

มีเยอะ พรรคพวกที่ทำอาหารด้วยกันก็ล้มหายตายจาก 

แล้วเขาไปทำอะไรต่อ

กลับบ้านทำนา พักผ่อนสมอง พักทุกอย่าง มันก็ต้องเป็นรุ่นต่อไป ถ้าให้เรามาสู้ต่อก็คงไม่ได้แล้ว ให้เด็กรุ่นใหม่ต่อไป อย่างร้านผม เวลาบอกลูกค้าที่มาร้าน เขาก็มาช่วยนะ เขาก็ไม่อยากให้ร้านล้มหายตายจากไป เพราะกินแล้วคุ้ม ย่านนี้ไม่มีใครทำหรอก

เพราะข้าวแกงกะหรี่จานเล็กๆ บางเจ้าก็เริ่มสองร้อยแล้ว

ใช่ๆ………. (เงียบ) สงกรานต์ที่ผ่านมานี่น่าจะหนักสุด สิ้นเดือนจ่ายไป 6 หมื่นกว่า ใจหายเลย (หัวเราะ) จริงๆ เมษาต้องขายดี เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น หลังๆ มาก็ 2 หมื่น 3 หมื่น พฤษภามาก็หนัก (เน้นเสียง) ช่วงนี้เด็กเปิดเทอมก็เริ่มดีขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังขาดทุนอยู่

ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคงธนาคาร เขาว่ากันเตลิดปี เตลิดปี คือเป็นอย่างนี้จนเลยปีใหม่ไปเลย ถ้ารออย่างนั้นผมตาย (หัวเราะ) รอไม่ไหว รอขนาดนั้นผมอยู่ไม่ได้ (พูดกลั้วหัวเราะไป) ผมต้องจ่ายค่าเช่า ขายได้ไม่ได้ผมก็ต้องเอามาจ่ายให้ได้ ขายไม่ได้ผมปิดร้านชิ่งหนีก็ไม่ได้นะ เขาฟ้องคุณชิบหายเลย

คุณคิดดูเงิน 67,500 ไม่รวมพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ เหนื่อยนะ ท้อด้วย ผมต้องหาเงินเท่าไหร่ เดือนๆ ผมแค่ขอให้ได้ค่าที่ ค่าน้ำค่าไฟ ผมก็ดีใจแล้ว ขอให้ไม่ขาดทุน ได้เท่าไหร่ก็เอา ได้พันนึงก็เอา ดีกว่าไม่ได้ ตอนนี้ที่ทำได้ แค่รอให้เศรษฐกิจมันดี ก็ดีกว่าขาดทุน

ช่วงเศรษฐกิจดีๆ พี่บอกได้ไหมว่ากำไรเดือนละเท่าไหร่

โอ้ ก็เยอะพอสมควร แต่เยอะสำหรับผมนะ แต่สำหรับคนอื่นก็ไม่เยอะหรอก เพราะผมขายอาหารจานใหญ่ ต้นทุนวัตถุดิบมันสูง ลูกค้าเยอะก็ประมาณ 30,000 – 40,000 บาทต่อเดือน หักค่ากินค่าอะไรหมดแล้วนะ เราก็พอเหลือเก็บ แต่ในสายตานักธุรกิจด้วยกัน ทำอาชีพด้วยกัน เขาก็บอกว่า ผมได้น้อย ถ้าเป็นร้านที่อยู่ในละแวกด้วยกัน เขาก็หลักแสนขึ้น แต่อย่างผมได้แค่นั้นก็เยอะแล้ว เพราะผมหักค่ากินค่าอยู่ไปแล้วไง ที่เหลือก็พอได้ส่งให้พ่อแม่ ให้ลูก

อย่างเดือนเมษาฯ แทบไม่ได้กำไรยังไม่พอ แต่ยังขาดทุนด้วย

ตอนนั้นขาดทุนหนัก กำไรไม่ได้ยังขาดทุนอีกมันเซ็ง อยู่กับทุนก็ยังดี ไม่ได้อะไรก็ช่างมัน พอเราขาดทุน เงินที่เราเก็บสะสมไว้เพื่อไปใช้ตอนอายุเยอะ มันก็ลดน้อยถอยลง เอาไปเอามาเราก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมตอนเราเปิดร้านใหม่ จะให้ไปจำที่ขายนามา แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ตอนนี้ให้ขายได้ขายได้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อคืนแล้ว

ตอนเริ่มใหม่ๆ ขายไปยังมีทางกลับคืนมา

แต่ก่อนนั้น ผมเอาเข้า ธ.ก.ส. ผมก็ผ่อนจ่ายเขาหมดแล้ว ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะ ธ.ก.ส. จะปล่อยกู้เท่าไหร่ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ตอนนี้แม้แต่จะเอารถเข้ารีไฟแนนซ์ เล่าให้ฟังเมื่อก่อน ปีที่แล้ว บริษัทโทรหาผมยิกๆ คุณพี่จะเอารถรีไฟแนนซ์ เอาเงินสดไปหมุนก่อนไหม ผมคิดจะเอาไปทำบ้าอะไร แต่ตอนนี้ผมโทรไปหาเขา เขาบอกว่าไงรู้ไหม บริษัทเขาไม่รับแล้ว พับโครงการ เลิก มันสะท้อนหลายๆ อย่าง ที่ทำให้รู้ว่าบ้านเราเศรษฐกิจแย่จริงๆ ขนาดบริษัทไฟแนนซ์ยังไม่ให้รีไฟแนนซ์เลย

พิรุณ อนุสุริยา

พิรุณ อนุสุริยา คนอุดรธานี ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ นักเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ สนใจในเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคมในจังหวัดอุดรธานี หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการอบรมนักข่าวภาคอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ดประจำปี 2559