ชาวบ่อแก้ว จ.ชัยภูมิ ปักหมุด 3 ต้น เพื่อประกาศชัยชนะ


ชัยภูมิ – หลังตัวแทนคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย กัญจนา ศิลปอาชา ลงพื้นที่ไกล่เกลี่ยกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) และมีมติยืดเวลาบังคับคดีออกไป 30 วัน หลังเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้และฝ่ายปกครองเข้าปิดหมายบังคับคดีให้ออกจากพื้นที่ หลังศาลฎีกาพิพากษาว่า บุกรุกป่า

บรรยากาศในชุมชนบ่อแก้วมีการแบ่งกำลังชายฉกรรจ์มาดูแลความปลอดภัยและตรวจตราคนเข้า – ออกอย่างเข้มงวด เพราะวันนี้ (27 สิงหาคม พ.ศ. 2562) ถือเป็นวันครบกำหนดการบังคับคดีให้ออกจากชุมชน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และตำรวจสันติบาลมาสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับสอบถามแกนนำและผู้จัดงานว่า ได้รับอนุญาตในการจัดกิจกรรมหรือไม่

จากนั้นคนในชุมชนได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการปักหมุดไม้ขนาดใหญ่จำนวน 3 ต้น เพื่อประกาศชัยชนะที่สามารถปกป้องชุมชนจากการไล่รื้อและบังคับคดีที่ครบกำหนดวันนี้ (27 สิงหาคม พ.ศ. 2562)

กิจกรรมครั้งนี้มีตัวแทนจากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินทำกินภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคเหนือ ส.ส.ภาคอีสานจากพรรคอนาคตใหม่ และตัวแทนนักศึกษาจากจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม สกลนคร และกรุงเทพมหานคร เดินทางมาร่วมให้กำลังใจและเดินรณรงค์สร้างความเข้าใจถึงปัญหาที่ดินในชุมชนบ่อแก้ว

อรนุช ผลภิญโญ กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวว่า เสาทั้ง 3 ต้น ถือเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นชัยชนะเบื้องต้นของประชาชนและจะเป็นอนุสรณ์ว่า ชาวชุมชนบ่อแก้วจะสู้ไม่ถอย

จากนั้นตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสานอ่านแถลงการณ์ระบุว่า จะผลักดันให้ใช้พื้นที่ที่ อ.อ.ป.ครอบครองกว่า 1 ล้านคืนให้รัฐเพื่อจัดสรรให้แก่เกษตรกรนำไปทำเกษตรกรรมและปลูกป่าชุมชน อีกทั้งจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการถือครองที่ดิน

ขณะที่ ปางทอง บานตา 1 ใน 31 คนที่ถูก อ.อ.ป. ฟ้องร้องขับไล่ให้ออกพื้นที่ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเอกสารยืนยันว่า จะเลื่อนการบังคับคดีออกไปก่อน จึงรู้สึกกังวลว่า จะมีการขับไล่ชาวบ้านอยู่

“อยากเห็นแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อยุติเสียที เพราะที่ผ่านมาผู้แก้ไขปัญหาไม่มีความจริงใจ เหมือนผู้ใหญ่หลอกเด็ก จึงขอให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความไม่จริงใจและถ้าครบกำหนดนืดเวลา 30 วันแล้วก็ยืนยันว่า จะอยู่ที่เดิม” ปางทอง กล่าว

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นิด ต่อทุน และพวกรวม 31 คน ข้อหาบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนามจำนวนกว่า 1,400 ไร่ ที่ อ.อ.ป. ได้รับสัมปทานให้ปลูกต้นยูคาลิปตัสในสวนป่าคอนสารเนื้อที่ 4,401 ไร่ตั้งแต่เมื่อปี 2521

กรณีที่ อ.อ.ป. ได้รับสัมปทานปลูกต้นยูคาลิปตัสในพื้นที่ป่าสงวนฯ ทับที่ดินทำกินชาวบ้านจำนวนกว่า 300 คน ทำให้ชาวบ้านบ่อแก้วออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิในที่ดินทำกิน ทั้งมีการยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐ รวมถึงสู้คดีต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา กระทั่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562 ศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ มีคำพิพากษาให้ชาวบ้าน 31 คนออกจากพื้นที่