หลุมพรางที่ซ่อนอยู่ใน “ภาษาอีสาน”


โดย วิทยากร โสวัตร

เมื่อจะพูดถึง “ภาษาอีสาน” ก็ต้องพูดถึง “คนอีสาน” ในหนังสือ “พลังลาว” ชาวอีสาน มาจากไหน? ของสุจิตต์ วงษ์เทศ แม้จะไม่ใช่ผลงานทางวิชาการในแบบที่เคร่งครัดในระเบียบวิธีวิชาการ แต่หนังสือเล่มนี้ก็ใช้ข้อมูลงานวิชาการรวมถึงงานศึกษาค้นคว้าวิจัยมากมาย มาย่อยและเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย และเนื้อหาก็ครอบคลุมกว้างขวางมาก  

ในหน้าที่ 12-13 ของหนังสือเรื่องนี้ชี้ว่า

คนอีสาน บางทีเรียกชาวอีสาน มีหลักแหล่งอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

อีสาน เป็นชื่อเรียกพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่มีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง

คำว่า อีสาน มีรากจากภาษาสันสกฤต สะกดว่า อีศาน หมายถึงนามพระศิวะ ผู้เป็นเทพยดาประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (เคยใช้มาแล้วเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1000 ในชื่อรัฐว่า อีศานปุระ และชื่อพระราชาว่า อีศานวรมัน) แต่คำบาลีเขียนอีสาน ฝ่ายไทยยืมรูปคำจากบาลีมาใช้ หมายถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่หมายตรงกับคำอีสาน) เริ่มใช้เป็นทางการสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2442 ในชื่อ มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังหมายเฉพาะลุ่มน้ำมูลถึงอุบลราชธานี จำปาสัก ฯลฯ

รวมความแล้ว ใครก็ตามที่มีถิ่นกำเนิดหรือมีหลักแหล่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (จะโดยเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่เมื่อไรก็ตาม) ถ้าถือตัวว่าเป็นคนอีสานหรือชาวอีสานอย่างเต็มอกเต็มใจและอย่างองอาจ ก็ถือเป็นคนอีสานเป็นชาวอีสานทั้งนั้น

ฉะนั้น คนอีสานหรือชาวอีสาน จึงไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติเฉพาะ แต่เป็นชื่อสมมุติเรียกคนหลายหลากมากมายในดินแดนอีสาน และเป็นชื่อเรียกอย่างกว้างๆ รวมๆ ตั้งแต่อดีตดึกดำบรรพ์สืบจนปัจจุบัน 

เราจะเห็นว่า คำว่าอีสาน นั้นเป็นชื่อที่ถูกเรียกจากรัฐส่วนกลางคือกรุงเทพฯ  ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หมายถึงทิศ ในทางการเมืองการปกครองคือพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ถูกเรียกว่า คนอีสาน และชื่อนี้ก็ถูกเรียกทั้งจากคนภายนอกและภายในภูมิภาคต่อมาด้วย

ในหน้า 68 ของหนังสือเรื่องเดียวกันนี้ ได้กล่าวถึงการที่คนอีสานถูกทำให้เป็นคนไทย และที่สำคัญคือ กล่าวถึงภาษาของคนอีสาน ซึ่งเป็นเรื่องที่บทความนี้ให้ความสนใจ

ชาวอีสานทุกวันนี้ถูกทำให้เป็น คนไทย มาตั้งแต่ช่วงหลังปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5  (หลังพ.ศ. 2442) แต่คนส่วนมากของอีสานอยู่ในวัฒนธรรมลาว อย่างน้อยก็พูด “ภาษาลาว” ยกเว้นคนพื้นเมืองบางกลุ่มชาติพันธุ์ทางลุ่มน้ำมูล ที่มีทั้งพูดภาษาไทย เช่น โคราช (นครราชสีมา) และพูดภาษาเขมร เช่น กุย-กย-กวย (บุรีรัมย์, สุรินทร์,ศรีสะเกษ) (จริงๆ ควรจะบอกว่า พูดภาษาเขมร, กุย-โกย-กวย เช่น บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ – ผู้เขียนบทความนี้)

แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีจุดหลวมในบทที่ 4 หน้า 84 ที่กล่าวว่า “ภาษาพูดในชีวิตประจำวันของชาวอีสานคือ ภาษาลาว…”  ซึ่งดูจะเหมารวมว่า คนอีสานทั้งหมดพูดภาษาลาว ซึ่งขัดแย้งกับข้อความหน้า 68ที่ว่า  “…แต่คนส่วนมากของอีสานอยู่ในวัฒนธรรมลาว อย่างน้อยก็พูด “ภาษาลาว”  ยกเว้นคนพื้นเมืองบางกลุ่มชาติพันธุ์ทางลุ่มน้ำมูล ที่มีทั้งพูดภาษาไทย เช่น โคราช (นครราชสีมา) และพูดภาษาเขมร เช่น กุย-กย-กวย (บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ) 

แต่อย่างน้อยที่สุด หนังสือเล่มนี้ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ที่ได้ชื่อว่าติดตามค้นคว้าเรื่องความเป็นไทย-ลาวมายาวนานที่สุดและเอาจริงเอาจังที่สุดคนหนึ่งยังบอกว่า คนอีสานพูดภาษาลาว ไม่ได้บอกว่าคนอีสานพูดภาษาอีสาน ซึ่งเป็นความจริง เพียงแต่เป็นความจริงไม่หมด เพราะคนอีสานพูดหลายภาษามาก และภาษาเหล่านี้ที่ไม่ใช่ภาษาลาว ถ้านับรวมจำนวนคนและพื้นที่แล้วก็ไม่ใช่น้อยๆ 

ประเด็นปัญหาคือ แล้วทำไมเวลาใครพูดภาษาลาวหรือเขียน/แปลหนังสือเป็นภาษาลาว (สำเนียงลาวในรูปอักษรไทย) จึงถูกเรียกว่าพูด/เขียน/แปลภาษาอีสาน?  หรือว่าไม่ยอมรับหรือไม่รู้ว่าภาษาอีสานที่ว่านี้คือภาษาลาว? 

ประเด็นต่อมาคือ  แล้วภาษาอีสาน มันมีจริงๆ หรือ?

ถ้าเรายอมรับว่า ภาษาอีสานมีจริง และคนที่พูดภาษาอีสาน ก็คือคนที่อยู่ในภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง มันก็ควรจะเป็นว่า ถ้าเราจะกำหนดเรียกภาษาหนึ่งใดว่าเป็นภาษาอีสาน ภาษานั้นมันน่าจะเป็นภาษาใหม่ที่ผสมทุกภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคอีสานขึ้นมาเป็นภาษาใหม่ที่ใช้ร่วมกัน ภาษานั้นจึงจะสมควรถูกเรียกว่า ภาษาอีสาน

เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ภาษาลาว ที่ถูกเรียกและถูกทำให้เข้าใจว่าเป็น  ภาษาอีสาน มันก็ไม่ต่างจากที่เพลงชาติไทยพยายามปรักปรำคนในชาติทั่วทุกภูมิภาคว่า “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” คนที่ไม่พูดภาษาไทยหรือพูดไทยไม่ชัดก็จะถูกชี้หน้าว่า คนไทยหรือเปล่า?  ถูกเหยียด ถูกผลักให้เป็นคนอื่นไป โดยไม่เคารพความแตกต่างหลากหลาย

บางทีผมก็อดคิดไม่ได้ว่า การพยายามสร้างอีสานขึ้นมาของศูนย์กลางกรุงเทพฯ ให้มีลักษณะแบบนี้มันเป็นหลุมพรางหรือเขาวงกตของรัฐอาณานิคมภายในซ้อนรัฐอาณานิคมภายในที่ต้องการสลายอัตลักษณ์เชื้อชาติ/ภาษา/วัฒนธรรมอันหลากหลายในอีสาน ทำให้คนลาวก็ไม่อยากเป็นลาว คนเขมรก็ไม่อยากเป็นเขมร คนกูยก็ไม่อยากเป็นกูย (คนกูยนี่น่าเห็นใจมากเพราะถูกเรียกว่า ส่วย) อยากเป็นไทย พอเป็นไม่ได้ (เพราะคนไทยกลางเองก็รับเรายากเหลือเกิน) ก็ขอเป็นคนไทยอีสาน

แต่มันน่าสนใจตรงที่ พอเป็นไทยอีสานแล้ว ภาษาลาวดันถูกสถาปนาให้เป็นภาษาอีสาน คนที่พูดภาษาลาว ก็ถือตนว่าเป็นคนอีสาน ส่วนคนที่พูดภาษาอื่นในภาคอีสาน เหมือนจะถูกผลักออก เขมรแถวสุรินทร์  บุรีรัมย์ ก็ไปอยู่กับกัมพูชา กูยแถวศรีสะเกษ สุรินทร์ ก็ไปอยู่ลาวใต้อัตตะปือเป็นเขมรป่าดงไป โซ่ เญอ กะเหลิ่ง ผู้ไท ฯลฯ ให้ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าอยากเป็นอีสานเต็มที่ก็ต้องพูดลาว ถ้าพูดไม่ได้ พูดไม่ชัด ก็เป็นอื่นไป เป็นพลเมืองชั้นสองชั้นสามไป

คุ้นๆ ไหมครับว่า มันเหมือนหลักการสร้างรัฐชาติไทยที่เอากรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ทั้งที่เราก็แจ้งประจักษ์กันมาแล้วว่าตลอดเวลาระหว่างการสร้างชาติ ด้วยวิธีการแบบนี้มันมีแต่ความขัดแย้ง ความรุนแรง และก็มองไม่เห็นจุดบรรจบของสันติภาพที่ปลายทาง.

ปล. แต่ถึงที่สุดแล้วผมก็เข้าใจนะครับ (ยิ่งค้นคว้าสืบอ่านก็ยิ่งเข้าใจ) ว่าทำไมคนอีสาน เอาเฉพาะคนลาวในอีสานก็ได้ ทำไมถึงอยากเป็นอีสาน อยากเป็นไทยอีสาน ประเด็นนี้เอาไว้อภิปรายกันตอนหน้านะครับ

Witayakara Sowattara

วิทยากร โสวัตร เป็นนักเขียน คนสวน และพนักงานดูแลความฝันของคู่ชีวิตในนามร้านหนังสือฟิลาเดลเฟีย พื้นเพมาจากกาฬสินธุ์ วัยเยาว์เคยบวชเป็นสามเณรอยู่แปดปีจนได้เปรียญธรรมสี่ประโยค จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี