“พ่ออยู่สภา ลูกทำอะไร” เปิดมุมมองลูกสาวนักการเมืองรุ่นใหม่ ว่าด้วยประชาธิปไตยในอดีต ปัจจุบันและอนาคต


โดย อติเทพ จันทร์เทศ

หลังจากมีมติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป ทุกพรรคการเมืองต่างเร่งรีบทำนโยบายสู้ศึกเลือกตั้งหลายเขตทั่วประเทศ

ช่วงหาเสียงเลือกตั้งกลับปรากฎกระแสคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานนักการเมืองหลายคนร่วมลงพื้นที่พบปะประชาชนพร้อมกับผู้สมัคร

ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีก็เช่นเดียวกัน ภาพถ่ายหญิงสาวสวมเสื้อแจ็คเก็ตแบรนด์พรรคเพื่อไทยท่าทางมุ่งมั่นกำลังเดินแจกแผ่นป้ายหาเสียงทามกลางประชาชนนับพัน เป็นภาพติดตาผู้สัมภาษณ์มาโดยตลอด ภายหลังทราบว่าเธอคือลูกสาวของนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.เขต 7 อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย 

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ (กรานต์) อายุ 23 ปี อดีตนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปี 2561 เธอเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี ปัจจุบันกำลังมุ่งมั่นทำงานเพื่อท้องถิ่นในฐานะลูกสาว ส.ส.มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานระหว่างคุณพ่อไปปฏิบัติหน้าที่ในสภา ตลอดจนดูแลฟาร์มวัวอีกหลายสิบแห่งทั่วอีสาน

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้พยายามทำความเข้าใจเบื้องหลังชีวิตของลูกสาวนักการเมืองคนสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี และพาไปสัมผัสมุมมองความคิดเห็นทางการเมืองในปัจจุบัน รวมไปถึงเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของหญิงสาวผู้เติบโตมาจากครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่นอีกด้วย

ย้อนกลับไปวัยเด็ก คุณเติบโตมาอย่างไร

ต้องบอกว่ากรานต์เกิดมาจากครอบครัวนักการเมือง คุณพ่อได้เป็น ส.ส. ตั้งแต่ที่จำความได้ ส่วนคุณแม่ก็เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและทำงานท้องถิ่นอยู่อำเภอตระการพืชผล เอาจริงๆ กรานต์เติบโตมาในครอบครัวนักการเมืองทั้งหมด 

ตั้งเด็กๆ กรานต์มีโอกาสลงพื้นที่ไปทำงานกับครอบครัว ได้เห็นปัญหามากมายในพื้นที่ คุณพ่อในสายตาของกรานต์คือเป็นคนติดดินมากๆ แล้วก็ช่วยเหลือประชาชนเยอะมาก ชาวบ้านเข้ามาปรึกษาชาวบ้านเข้ามาบ้านเยอะเกือบทุกวันเลย ประชาชนต้องมาก่อนครอบครัวอีกค่ะ (หัวเราะ) พ่อมีสโลแกนประจำตัวว่า “เรื่องใหญ่จะทำให้เป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กจะทำให้ไม่มีเลย” กรานต์ได้เห็นการทำงานของคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก และพบเจอภาพบรรยากาศอย่างนั้นมาโดยตลอด 

ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี เขต 7 พรรคเพื่อไทย ถ่ายภาพร่วมกับลูกสาวทามกลางบรรยากาศการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา ภาพจาก : เพจเฟซบุ๊ค ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ

แสดงว่าคุณได้รับรู้ปัญหาชาวบ้านมาตั้งแต่ตอนเด็ก แล้วคิดจะทำอะไรช่วยบ้าง

วัยเด็กพ่อให้ขึ้นเวทีหาเสียง จำไม่ได้ว่าตอนนั้นอายุเท่าไหร่ แต่ถ้าดูในรูปตอนนั้นยังเด็กๆ อยู่เลย พอเราโตขึ้น เวลาลงพื้นที่ไปหาเสียงกับคุณพ่อ คนมักจะเรียกถามว่าใช่คนที่เคยไปขึ้นเวทีหาเสียงที่พูดว่า “ซอยเลือกพ่อหนูแน่เด้อค่ะ พ่อหนูอย่างเป็น ส.ส แฮงแฮง” คือชาวบ้านเขาก็จำเราได้อยู่นะ (หัวเราะ) 

ตอนลงพื้นที่ไปทำงาน เราก็จะเห็นถึงปัญหาหลายอย่างของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ในชุมชน ปัญหาราคาทางการเกษตร การเข้าถึงระบบสาธารณสุข (เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว) สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเขา ในส่วนการช่วยเหลือ เราช่วยอะไรไม่ได้มากในบริบทของเรา ได้แค่รับฟังปัญหา รวบรวมข้อมูล เพื่อทำไปแก้ไขปัญหาในอนาคต เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของรัฐ ที่รัฐจะต้องให้การช่วยเหลือประชาชนให้มีความทัดเทียมกันให้ได้ค่ะ  

คิดว่าคนรู้จักสุดารัตน์ในมุมมองแบบไหนมากที่สุด

คนที่รู้จักกรานต์คงคิดว่าเราเป็นคุณหนู เป็นคนที่โชคดีมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นคนที่เพียบพร้อมทุกอย่าง แต่ความเป็นจริงแล้ว เรารู้ตัวเองอยู่ว่าเราไม่ได้ประเสริฐ เลิศเลอเพอร์เฟคอะไรขนาดนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรานต์พยายามที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านความรู้จากทรัพย์สินโลกยุคใหม่อยู่ตลอดเวลา ตามโอกาสของเราค่ะ

รู้สึกกดดันบ้างไหม

ในฐานะลูกนักการเมือง รู้สึกกดดัน เพราะเราต้องอยู่กับประชาชน เราต้องถูกมองในฐานะลูกนักการเมือง แต่ก็เข้าใจในบทบาทของตัวเอง อีกอย่างกรานต์รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมาโดยตลอดอยู่แล้ว เวลาทำอะไรต้องคิดให้มาก ตัดสินใจให้รอบคอบมากที่สุด เพราะสิ่งที่เราทำลงไปอาจจะกระทบถึงพ่อกับแม่ด้วย

เล่าบรรยากาศช่วงลงเลือกตั้งนายกสโมสรนักศึกษาให้ฟังหน่อย

เป็นจุดเปลี่ยนทัศนคติ และการใช้ชีวิตของกรานต์เลย อีกอย่างเราเกิดมาเป็นลูกของนักการเมือง เส้นทางของกรานต์เองก็น่าจะต้องเป็นไปในแบบครอบครัวนักการเมือง

จำได้ว่าตอนที่ตัดสินใจลงรับสมัครเลือกตั้งนายกสโมสรนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ กรานต์ไม่มีความมั่นใจ ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เพราะว่าเราไม่คิดว่าเราจะทำกิจกรรมในส่วนนี้ และกรานต์ก็ไม่ได้ทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยมากนัก 

พอวันเลือกตั้ง ปรากฏว่าพรรคกรานต์ชนะพรรคที่ครองตำแหน่งมาหลายสมัย ซึ่งก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราต้องมีการพัฒนาตัวเองในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านภาวะผู้นำ การบริหาร และนโยบาย ซึ่งเราอาจจะเป็นลูกนักการเมืองด้วย เลยทำให้กรานต์พอมีแนวทางในการพัฒนาตนเองในแบบฉบับเร่งด่วน จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักศึกษาได้ค่ะ

แววนักการเมืองของสุดารัตน์เผยช่วงที่เธอลงสมัครรับเลือกตั้งจากนักศึกษามหาวิทยาอุบลราชธานีให้เป็นนายกสโมสรนักศึกษา เมื่อปี 2561 ภาพจาก : เพจเฟซบุ๊ค ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ

คุณบอกว่าไม่มีฐานเสียง แล้วใช้กลยุทธ์อะไรหาเสียง

เราอาจจะเป็นลูกนักการเมือง เราเลยมีมุมมอง ความคิด หรือกลยุทธ์ในการหาเสียงที่แตกต่างออกไป ตอนแรกใช้เฟสบุ๊คทักหาเพื่อน รุ่นน้อง รุ่นพี่เชิญชวนให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กรานต์ใช้พื้นที่เฟสบุ๊คช่วยหาเสียง

ส่วนกลยุทธ์การหาเสียงทั่วไป กรานต์ใช้รูปแบบการทำงานหาเสียงแบบพรรคการเมือง นำปรับใช้กับการทำงานของกรานต์ พ่อเคยทำมาอย่างไรเราทำตามแบบเดียวกันเลย

พ่อจะบอกอยู่เสมอว่า การเข้าหาชาวบ้านทุกคนทุกหลังคาเรือน มีความสำคัญต่อการทำงาน และกรานต์เป็นคนที่เข้าถึงคนได้ดี อีกอย่างเหมือนเราได้นำประสบการณ์ชีวิตที่เคยทำงานกับพ่อมาปรับใช้ แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ 

เริ่มสนใจการเมืองอย่างจริงๆ จังๆ ช่วงไหน ?

หลังรัฐประหารปี 2557 ช่วงนั้นอยู่อเมริกาไปเรียนหนังสือ นัดกับพ่อว่าจะไปเที่ยวนิวยอร์ก ปลายพฤษภาคมพ่อจะมารับไปเที่ยวสองพ่อลูกก่อนกลับไทย ช่วงเย็นของวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหาร ประกาศห้ามให้ออกนอกประเทศ ภาพฝันเที่ยวนิวยอร์กกับคุณพ่อสลาย 

หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น เพื่อนและคนที่รู้จักต่างก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมากว่า ทำไมประเทศไทยถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยมาก เขาให้ความสนใจมากนะ เพราะประเทศของเขาไม่มี และไม่มีทางเกิดขึ้นด้วย หลังจากนั้นกรานต์ก็เริ่มศึกษาการเมืองเชิงลึกมาโดยตลอด

หลังรัฐประหารชีวิตส่วนตัวและคนในครอบครัวเป็นยังไงบ้าง

แน่นอนว่ารัฐประหารแต่ละครั้งมีผลกับครอบครัวกรานต์มาก คือครอบครัวเราเป็นนักการเมืองทั้งหมดเลย หนักที่สุดคือคุณพ่อ ต้องหนี พ่อเล่าว่าตอนนั้นประชุมสภาวาระเร่งด่วน 

ช่วงเย็นของวันนั้น คสช.ทำรัฐประหาร ส.ส. ในสภาจึงพากันวิ่งออกจากอาคารรัฐสภา พ่อข้ามรั้วบริเวณฝั่งตรงข้ามสวนสัตว์เขาดิน ขึ้นรถตุ๊กตุ๊กไปที่สนามบินดอนเมืองให้เร็วที่สุด ก่อนทหารจะเข้ามาควบคุมตัว ส.ส.ที่ยังอยู่ภายในสภา 

หลังจากพ่อลงเครื่องที่สนามบินอุบลฯ พ่อเก็บเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็นหนีไปกบดานที่บ้านอีกหลัง ตอนนั้นกรานต์ไม่เข้าใจว่า รัฐประหารแต่ละครั้ง คุณพ่อต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ เราได้แค่ฟัง ไม่ได้สัมผัสจริงๆ เพราะตอนนั้นยังอยู่ต่างประเทศ ได้แค่โทรคุยกับน้องอยู่บ้านว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

น้องเล่าอะไรฟังบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน 

น้องเล่าว่าตอนนั้นรถถังเข้ามาจอดภายในบ้าน 10 คัน จากนั้นเขาก็ไปค้นทุกอย่างในบ้านของเรา น้องสาวนอนอยู่บนบ้านคนเดียว ทหารใส่รองเท้าเดินขึ้นมาบนบ้านเปิดประตูห้องนอนของน้องแล้วก็ถามน้องว่าพ่ออยู่ไหน น้องก็ไม่รู้ กรานต์ไม่เข้าใจว่าทำไมกล้าเข้ามาในบ้านของเรา มาคุกคามเป็นส่วนตัวของเรา จากนั้นทหารก็จัดเวรยามเฝ้าบ้านของเรา 

ทราบมาว่าเคยไปฝึกงานที่รัฐสภาช่วงที่ร่างรัฐธรรมนูญ เล่าบรรยากาศช่วงนั้นให้ฟังหน่อย

กรานต์ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งช่วยคนที่มีอายุคราวคุณปู่ (ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ) รวมไปถึง สนช. แล้วเราก็มานั่งทบทวนว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่มานั่งกำหนดอนาคตของประเทศชาติ ทั้งที่ไม่มีใครเลือกมาเลย ทุกวันเราต้องไปนั่งฟังเขากำหนดอนาคตประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นเราจะต้องเจออย่างแน่นอน คนที่เป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ อาจจะไม่เห็นปลายทางในสิ่งที่ตัวเองได้ทำในวันนั้นด้วยซ้ำ เป็นการฝึกงานที่ไม่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกค่ะ

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ มีนาคม 2562 สุดารัตน์ลงพื้นที่หาเสียงช่วยพ่อ (ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ) ภาพจาก : เพจเฟซบุ๊ค ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ 

อนาคตคุณมีแนวโน้มจะเป็นผู้แทนประชาชนใช่ไหม

อาจจะเป็นเรื่องของอนาคตค่ะ ถ้าได้เป็นจริงๆ ก็อยากจะเป็นด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่ได้อยากจะเป็นเพราะว่าเคยเป็นลูกของ ส.ส. มาก่อน กรานต์ไม่อยากโดนเปรียบเทียบจากใครว่า พ่อเคยทำได้ขนาดนี้ แล้วลูกจะเป็นยังไง ไม่อยากให้คนที่เลือกเรา เพราะคิดว่าเราเป็นลูกของคุณพ่อ อยากให้คนเลือกกรานต์ เพราะกรานต์เหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนของชาวบ้านไปทำงานเพื่อประชาชนมากกว่า

และกรานต์ก็ไม้รู้ว่าเส้นทางชีวิตในอนาคตจะเป็นแบบไหน ตอนนี้ที่วางแผนไว้ คือโฟกัสไปที่เรื่องเรียนต่อต่างประเทศค่ะ เพราะเราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นหลักวิชาหรือทักษะทางสังคมต่างๆ 

พ่ออยู่สภา ลูกทำอะไร

ต้องขอออกตัวเลยว่า บางคนอาจจะคิดว่าลูกนักการเมือง จะต้องช่วยพ่อพบปะพี่น้องประชาชน เป็นตัวแทนไปในที่ต่างๆ คอยดูแลพื้นที่ช่วยคุณพ่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น งานที่พ่อทำก็เหมือนงานทั่วไป ที่คนนอก (คนในครอบครัว) ต้องมีขอบเขต ช่วยในส่วนที่ช่วยได้ค่ะ

ตอนนี้หลักๆ กรานต์ทำงานฟาร์ม เป็นสาวเลี้ยงวัว ที่บ้านเราจะมีฟาร์มวัว ฟาร์มเสือ และเวลามีงานบุญต่างๆ ในหมู่บ้านก็จะไปแทนคุณพ่อ ที่บ้านจะทำตารางงานของคุณพ่อไว้ วันไหนที่พ่อไปประชุมสภา กรานต์จะไปรับหน้าที่คุณพ่อทุกครั้ง พอชาวบ้านเห็นว่าเราไป เขาก็จะทราบว่ากรานต์คือตัวแทนของคุณพ่อ เขาจะคิดว่าเราให้ความสำคัญกับงานครอบครัวของเขา 

ครอบครัวของสุดารัตน์ทำธุรกิจฟาร์มวัวและสวนเสือ ชื่อ “ชูวิทย์ฟาร์ม” ภาพจาก : เพจเฟซบุ๊ค ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ 

กลับมาเรื่องประชาธิปไตยต่อ คิดว่าปัญหาประชาธิปไตยคืออะไร เราควรจะปฏิรูปมันอย่างไร

หลักการประชาธิปไตยที่เขาใช้กันหลายประเทศทั่วโลกคือ ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน แต่ ณ ขณะนี้มันไม่ใช่แล้ว กลุ่มคนบางกลุ่มได้ขีดเขียนวาทกรรมประชาธิปไตยขึ้นมาให้ประชาชนเข้าใจแบบผิดๆ จากประชาธิปไตยควรจะเป็น ฉันทามติร่วมกันของประชาชน กลับมีกลุ่มคนบางกลุ่มสร้างวาทกรรมให้ประชาธิปไตยบิดเบี้ยว 

ยกตัวอย่างการเลือกตั้งในรอบ 7 ที่ผ่านมา คุณสามารถพูดว่าเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะมาจากการเลือกตั้งนะ แล้วถามว่ามันเป็นประชาธิปไตยจากไหน ในเมื่อคุณเขียนกติกาเองทั้งหมด มีกลุ่มคนที่พร้อมโหวตในกระเป๋าถึง 250 คน มีอำนาจมาตรา 44 เหนือสรรพสิ่ง ถามว่ามันประชาธิปไตยยังไง 

แล้วคุณคิดว่าเรื่องประชาธิปไตยที่เป็นประชาธิปไตยในประเทศจะมีจริงๆ ไหม กรานต์ถามผมกลับ “ถ้าอีก 100 ปีข้างหน้าคิดว่าไม่แน่” อีกสิบปี “ไม่มี” ยี่สิบละ “ไม่มี” (กรานต์หัวเราะพร้อมเอ่ยขึ้น) เราจะอยู่ถึงหรือในวันที่ประชาธิปไตยแบ่งบาน ตอนนี้ฝ่ายเผด็จการเขาพยายามปิดบัง-บิดเบือนประชาธิปไตยของเราอยู่ 

และการปฏิรูปที่สำคัญจริงๆ ในประเทศนี้ หนีไม่พ้นการปฏิรูปตนเองค่ะ หากเราสามารถปฏิรูปตนเองให้เป็นพลเมือง มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่เคารพกฎหมาย ฯลฯ ประเทศก็จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ประชาธิปไตยในสังคมแห่งนี้ก็จะมั่นคงและพัฒนาต่อไปได้ค่ะ

สุดารัตน์เล่าว่า เธอเกิดและเติบโตมาในครอบครัวนักการเมือง ทำให้ตอนเธอยังเด็กได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปทำงานการเมืองกับครอบครัว ทำให้ได้เห็นปัญหามากมายในพื้นที่ ภาพจาก : เพจเฟซบุ๊ค ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ

คิดว่าบทบาทของคนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศนี้หรือเปล่า อยากเห็นการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในแบบไหนบ้าง

คนรุ่นใหม่ถือว่ามีความสำคัญต่อประเทศมาก เพราะสังคมมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ซับซ้อนมากขึ้น คนที่จะรู้เท่าทันและสามารถแก้ไขความต้องการของสังคมได้ดี คงหนีไม่พ้นคนรุ่นใหม่ทีมีความคิดใหม่ๆ ที่อยากเข้ามาพัฒนาประเทศของต่อไป คนรุ่นใหม่ต้องการเป็นคนกำหนดอนาคตของประเทศนะ เอาจริงๆ มันคือยุคของเรา ไม่ใช่ให้ใครก็ไม่รู้มากำหนดอนาคตของพวกเรา 

สุดท้ายแล้ว คุณคิดว่าการเมืองประเทศไทยจะเป็นยังไงต่อ

กรานต์คงคาดเดาอะไรไม่ได้ค่ะ การเมืองประเทศเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายมาก เราต้องรอเวลาที่คนรุ่นเราเข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ  สิ่งที่เราทำได้เหมือนกันทุกคน คือการทำตนเองให้เป็นประโยชน์ ต่อทั้งตนเอง เพื่อนมนุษย์ และประเทศชาติ 

สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น และย่อมดับไป ไม่มีอะไรแน่นอนค่ะ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จะได้ไม่กลับมาคิดและเสียใจในภายหลัง คำว่า “สู้” เท่านั้นค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ไม่ว่าจะสู้กับอะไรอยู่ มันจะผ่านไปค่ะ 

อติเทพ จันทร์เทศ

อติเทพ จันทร์เทศ เป็นผู้เข้าอบรมโครงการอบรมนักข่าวอีสานของเดอะอีสานเรคคอร์ด ประจำปี 2559