‘รมย์ รติวัน’ นักเขียนลุ่มน้ำโขงที่ถูกลืม ผู้ทิ้งผลงานภาพยนตร์ชาติพันธุ์ บนแผ่นกระดาษ


โดย มาโนช พรหมสิงห์

ชายชาวอีสานเมืองเลยคนหนึ่ง เป็นหนึ่งในกลุ่มนักเขียนก้าวหน้า (Progressive) รุ่นใหม่ ที่เติบใหญ่ท่ามกลางการต่อสู้และถูกปราบปราม นับแต่ต้นทศวรรษ พ.ศ. 2490 ซึ่งใช้ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ เพื่อสร้างสรรค์วรรณกรรมที่เรียกว่า ‘อัตถนิยมใหม่’ หรือ ‘อัตถสังคมนิยม’ (Social Realism – ซึ่งมุ่งแสวงหาความงามอันเป็นเอกภาพของภววิสัยกับอัตวิสัย หรือความจริงกับอุดมการณ์อุดมคติ ตามแนวคิดของนักเขียนรัสเซียนาม-แม็กซิม กอร์กี้ (Maxim Gorki) ซึ่งเป็นผู้สถาปนาวรรณกรรมแนวนี้)

เขาเป็นนักเขียนรุ่นเดียวกันกับ คำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม), นเรศ นโรปกรณ์, เวทย์ บูรณะ, เจญ เจตนธรรม เป็นต้น เขาถือเป็นนักเขียนที่เขียนถึงเรื่องราวชีวิตคนชาติพันธุ์ต่างๆ ในดินแดนลุ่มน้ำโขง (คนชาติพันธุ์ลาวเรียกว่า “น้ำของ”) อย่าง ไทย อีสาน ลาว และเวียดนาม นามของนักเขียนคนนี้คือ ‘รมย์ รติวัน’

รมย์ รติวัน นักเขียนอีสาน รุ่นเดียวกันกับ คำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม) ที่เขียนถึงเรื่องราวชีวิตคนชาติพันธุ์ต่างๆ ในดินแดนลุ่มน้ำโขง

‘รมย์ รติวัน’ เป็นนามปากกาของ ทวี เกตะวันดี เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 ที่บ้านหัวสะพานน้ำหมาย ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 7 คน บรรพบุรุษเขาเป็นครอบครัวชาวนา พ่อรับราชการเป็นผู้ช่วยคลังจังหวัด มีโอกาสติดตามพ่อเดินทางรอนแรมตามป่าเขาโดยเส้นทางเกวียนตั้งแต่จำความได้ เพื่อไปเบิกเงินคลังที่จังหวัดอุดรธานี

เรียนจบ ม.ศ.5 ที่จังหวัดเลย แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนวิศวกรรมรถไฟ (แผนกโยธา) โดยอาศัยอยู่วัดเกาะ เมื่อราว พ.ศ. 2491 ความที่เป็นนักอ่านตัวฉกาจมาก่อน จึงเริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก ‘หล่อนมีค่าเพียงมิให้จูบปาก’ และได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นครหลวง โดยใช้นามจริง

ขณะเรียนวิศวกรรถไฟ เขาก็เรียนวิชาการหนังสือพิมพ์ภาคค่ำหลักสูตร 2 ปีที่จุฬาฯ รุ่นเดียวกันกับสมบูรณ์ วรพงษ์ เริ่มงานหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เด็ก เก็บบล็อก คนตรวจพิสูจน์อักษร คนข่าวโรงพัก กระทั่งได้เป็นนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ติดต่อกัน 3 สมัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2506-2508

ผ่านงานหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งพิมพ์ไทย, สยามนิกร, ไทยใหม่, และเดลินิวส์ ในฐานะนักเขียนเรื่องสั้น, นวนิยาย, คอลัมน์ และสนใจการเขียนบทภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกาต่างๆ เช่น เครียว คนกลางคืน, บุษบา เริงชัย, รอย ฤทธิรณ, แคน

เขาสมรสกับ “ละม่อม ศุภฤกษ์” มีบุตรสองคน ก่อนถึงแก่กรรมด้วยวัยเพียง 42 ปี ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2517

ในการรัฐประหารตนเองของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อพฤศจิกายน พ.ศ. 2494 การออก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 และแม้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ จะมีการจับกุมและยิงนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์และนักการเมืองอีสานทิ้ง รวมถึงเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์

กระทั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อรัฐประหารครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2500 ทว่าขบวนแถวของนักเขียนก้าวหน้าก็เติบโตและเสนอผลงานอย่างคึกคักเข้มข้น เช่น รมย์ รติวัน เขียนเรื่องสั้น ‘นาฟางลอย’, ลาว คำหอม เขียนเรื่องสั้น ‘เขียดขาคำ’, ในสยามสมัย ‘นารียา’, แปล ‘อ้ายเหลือบ’ (The Gadfly) ของ E.L. Voynich รวมทั้งงานของ บรรจง บรรเจิดศิลป์, เสนีย์ เสาวพงศ์, อัศนีย์ พลจันทร์, อุชเชนี สำนักพิมพ์เกวียนทองพิมพ์ ‘ฟ้าบ่กั้น’ ของลาว คำหอม, ‘ปีศาจ’ ของเสนีย์ เสาวพงศ์, สำนักพิมพ์เทวเวศม์พิมพ์ ‘ประวัติจริงของอาคิว’ ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ ‘จากลุ่มแม่น้ำโวลก้า’ เป็นต้น

กระทั่งเกิดการรัฐประหารครั้งที่ 2 ของจอมพลสฤษดิ์ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2501 จึงมีการประกาศรายชื่อหนังสือต้องห้าม, จับกุมนักคิดนักเขียน และสั่งปิดหนังสือพิมพ์จำนวนมาก ด้วยอำนาจของมาตรา 17 อันเป็นยุคมืดทางปัญญาอย่างแท้จริง วรรณกรรมแนวอัตถนิยมใหม่ถูกกำราบ งานในแนวจินตนิยมเพ้อฝันและเรื่องรักโศกเฟื่องฟู นักเขียนก้าวหน้านั้นจำต้องลดความเข้มข้นของเนื้อหาลง แต่ก็ไม่ทิ้งหลักการสะท้อนภาพความขัดแย้งทางความคิด การต่อสู้ทางชนชั้น ความทุกข์ยากและอารมณ์ความรู้สึกที่ก้าวหน้า

รมย์ รติวัน หันไปเขียนเรื่องบู๊ ในนามปากกา ‘รอย ฤทธิรณ’ เมื่อปี พ.ศ. 2505 เขากับกลุ่มเพื่อนจัดทำนิตยสารขวัญใจ รายเดือน เพื่อเป็นเวทีของนักเขียนในกลุ่ม เช่น ลาว คำหอม ส่งเรื่องสั้น ‘สวรรยา’ มาร่วม

แต่ไม่นานก็ถูกคุกคามจนต้องปิดตัวไป กระทั่งสุดท้ายเขาต้องผันตัวเองไปเขียนบทภาพยนตร์ในที่สุด เหมือนเช่น ลาว คำหอม ก็กลับไปทำไร่ที่ปากช่อง ศรีบูรพาต้องลี้ภัยการเมืองในจีนตราบสิ้นชีวิต อุชเชนีหยุดเขียนเพราะการปิดนิตยสารสายธารเมื่อปี พ.ศ. 2501 และเสนีย์ เสาวพงศ์หันไปทำงานด้านการทูต

รวมเรื่องสั้น ‘ปุยนุ่นกับดวงดาว’ ผลงานที่สร้างชื่อเป็นดั่งตัวแทนของ รมย์ รติวัน

ผลงานที่สร้างชื่อเป็นดั่งตัวแทนของ รมย์ รติวัน คือ รวมเรื่องสั้น ‘ปุยนุ่นกับดวงดาว’ พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์/ตุลาคม 2508 และพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์ศิลปะวรรณกรรม/สิงหาคม 2530 ประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวน 16 เรื่อง แบ่งเป็น 4 กลุ่ม (ชุด) คือ

  1. ชุดนาฟางลอย ประกอบด้วยเรื่องสั้น 8 เรื่อง อันมีแก่นเป็นเรื่องของชีวิตคนอีสาน ผู้เผชิญความทุกข์ยากแร้นแค้น จากวิถีชีวิตที่แตกต่างทั้ง ชาวนา,ชาวไร่, และกรรมกร
  2. ชุดลำนำเลือดเหนือริมฝั่งแม่น้ำโขง ประกอบด้วยเรื่องสั้น 3 เรื่อง อันมีแก่นเป็นเรื่องของวิถีชีวิตคนลาว, เวียดนาม และการปะทะกันของอุดมการณ์ที่แตกต่างผู้คนในประเทศลาว ท่ามกลางไฟสงครามก่อนการปลดปล่อยประเทศ
  3. ชุดหยาดเหงื่อจากหยดชีวิต ประกอบด้วยเรื่องสั้น 3 เรื่อง อันมีแก่นเป็นวิถีชีวิตคนอีสาน ผู้เป็นแรงงานอพยพในแดนอื่น เป็นกรรมกรโรงงาน, กรรมกรก่อสร้าง
  4. ชุดชีวิตกรุง ประกอบด้วยเรื่องสั้น 2 เรื่อง อันมีแก่นเป็นวิถีชีวิตคนเมืองหลวง ในเรื่องทัศนะของความรักและการประกวดนางงาม

งานเขียนส่วนใหญ่เขียนด้วยกลวิธี Realism เช่น เรื่องสั้น ‘โซ่เส้นนั้น’ ในชุดนาฟางลอย ที่มีแก่น (Theme) ที่ต้องการสื่อว่า อำนาจรัฐที่จำกัดจองจำสิทธิเสรีภาพของประชาชน จักถูกปลดปล่อยโดยมือของประชาชนเอง มีเพียงเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องซึ่งอยู่ด้านหน้าเล่มหนังสือ อันเปรียบดั่งคำนำของนักเขียนเท่านั้น ที่เขียนด้วยกลวิธี Symbolism

เป็นที่น่าสังเกตว่า รมย์ รติวัน จะสนใจการทำงานศิลปะทั้งศิลปะการประพันธ์และภาพยนตร์ ดังนั้นเรื่องสั้นแทบทุกเรื่องจึงจะได้เห็นการบรรยายฉากอันวิจิตรบรรจงตระการตาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอาจนับเป็นภาพยนตร์ของชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขงบนแผ่นกระดาษที่เขาสร้างเป็นรูปรอยให้ประจักษ์ ก่อนจะหันเข้าสู่เส้นทางสายนั้นในท้ายที่สุด หลังจากเสรีภาพของนักคิดนักเขียนและสื่อสิ่งพิมพ์ถูกลิดรอน คุกคาม จากอำนาจมืดและเผด็จการ

‘รมย์ รติวัน’ ตายไปอย่างไร้คนจดจำและให้คุณค่า ว่าเป็นนักเขียนแห่งลุ่มน้ำโขงตัวจริงคนหนึ่ง นับจากวันเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตราบปัจจุบัน… ปัจจุบันที่สังคมไทยมืดมิดไม่ต่างจากช่วงชีวิตของเขาและผองเพื่อนนักเขียนในอดีต แม้แต่น้อย