(ตอนจบ) เมียนายฮ้อย อำนาจ เงินตรา ความสัมพันธ์ และการค้าเสรี

โดย กนกวรรณ มะโนรมย์

(ตอนแรก) ของเรื่อง เมียนายฮ้อย – อำนาจ เงินตรา ความสัมพันธ์และการค้าเสรี ว่าด้วย “เมียนายฮ้อย” ภาพสะท้อนอำนาจผู้หญิงเป็นใหญ่เหนือชายในตลาดค้าวัวควายอีสาน

ชิ้นนี้เป็นตอนจบของเรื่อง จะว่าด้วย กระบวนการต่อรองอำนาจของผู้หญิงในครอบครัวชาวนาอีสาน ซึ่งสะท้อนผ่านบทบาทการเป็นแม่ค้าซื้อขายวัวควายในตลาดนัดค้าวัวควายนั้นทำอย่างไร รวมถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของทุนนิยมในสังคมชาวนาอีสาน

ผู้ชายขายวัว ผู้หญิงเก็บเงิน

บ่ได้ไปกับเพิ่น (นายฮ้อย) อยู่บ้าน เลี้ยงลูก ถ่า (รอ) เก็บเงิน”

เสียงบอกเล่าของแต๋ว (นามสมมุติ) เมียนายฮ้อยผู้หนึ่งที่มักจะซื้อควายมาเลี้ยงให้โตเพื่อนำมาขายที่ตลาดนัดค้าวัวควาย เหตุผลที่นิยมซื้อขายมากกว่าวัว เพราะหากควายโตแล้วนำไปขาย จะได้ราคาดีกว่าการขายวัว

เธอคนนี้เป็นลูกสาวของเจ้าของที่ดินที่เคยเป็นเจ้าของตลาดนัดค้าวัวควายแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับตลาดนัดค้าวัวและเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในตลาดมาตั้งแต่เด็กจนโต

ผู้หญิงนั่งเฝ้าวัวและรอลูกค้ามาซื้อวัว ณ ตลาดนัดการช่าง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

เธอเล่าว่า สมัยที่เธอเป็นเด็ก ที่พอจะจำความได้ นายฮ้อยมีไม่มาก เพราะเดินทางลำบาก ขับเกวียนต้อนวัว และเดินเท้าเข้ามาขายที่ตลาด นายฮ้อยเริ่มใช้รถขนวัวเข้าตลาดเมื่อ 25 ปีกว่านี้เอง ต่อมาพ่อแม่ของเธอได้ขายที่ดินให้ต่อกับคนอื่น ปัจจุบันเจ้าของที่ดินได้ดำเนินธุรกิจค้าวัวมาจนปัจจุบัน

สามีของเธอทำหน้าที่ออกไปหาซื้อขายควายในพื้นที่ต่างๆ กับลูกจ้างชายอีกสองคน ส่วนเธอทำหน้าที่ที่นายฮ้อยผู้เป็นสามีเรียกเธอต่อหน้าผู้เขียนว่าคือ “ช้างเท้าหน้า” ที่คอยกำกับการซื้อขายควายนั่นเอง

สามีจะปรึกษาราคาซื้อขายควายกับเธอเสมอ ส่วนเธอทำหน้าที่เก็บเงินทั้งหมดที่ขายวัวได้ และคอยบอกว่าการขายต้องได้กำไร ดังที่เธอพูดกับพวกเราว่า “ถ้าได้กำไรบ่ว่า ถ้าขาดทุน บ่ มัก”

จะเห็นได้ว่าอำนาจการตัดสินใจซื้อขายวัวไม่ได้จำกัดอยู่ที่นายฮ้อยซึ่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว เมียนายฮ้อยถือว่ามีบทบาทในการตัดสินใจกำหนดราคาขายวัวร่วมกับสามี ด้วย เพราะวัวมีราคาแพง ซึ่งถือเป็นกรรมสิทธิ์และสมบัติของทั้งสองที่เคลื่อนย้ายได้

นอกจากนี้ การซื้อขายวัวควายกับใครคนใดคนหนึ่ง นายฮ้อยต้องไปหลายครั้งเพราะการตัดสินใจขายวัวควายไม่ง่ายและไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิด เพราะต้องรอให้สามีและภรรยาเจ้าของวัวหรือควายหารือกันก่อน หรือบางครั้งสมาชิกทั้งบ้านต้องตัดสินใจร่วมกันเพราะเป็นสมบัติของครัวเรือน รวมถึงลูกๆ ของเจ้าของวัวควาย บางคนจะรักและหวงวัวควายมาก เพราะเด็กบางคนเลี้ยงมาแต่มันเกิดจนทำให้เกิดความผูกพัน

วัวควายกลายเป็นทรัพย์สิน

นายฮ้อยคนหนึ่งเล่าว่า จะไม่ซื้อวัวควายจากสามีโดยที่ภรรยาไม่เห็นด้วยเป็นอันขาด เพราะมักทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เนื่องจากอีกฝ่ายมักไม่ยินยอม ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในครอบครัว หรือมีบางครอบครัวกลับใจไม่ขายวัวควาย ทั้งที่เคยตกลงว่าขายให้นายฮ้อยไปแล้ว เพราะภรรยาหรือสามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่รู้เรื่องการขายดังกล่าว จนต้องนำวัวควายที่ซื้อมากลับไปคืนเจ้าของ

ภาพการเจรจาต่อรองราคาวัวระหว่างผู้หญิงและชาย ณ ตลาดนัดการช่าง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ภาพของเมียนายฮ้อยขอซื้อวัวกับนายฮ้อยชายและการต่อรองราคาวัวกับลูกค้าให้ถูกลงเป็นไปอย่างไม่เหนียมอาย จะเห็นได้อีกตัวอย่างกรณีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่เข้ามาหาซื้อวัวคู่แม่ลูก ซึ่งนายฮ้อยและเพื่อนที่มาด้วยเสนอขายให้ในราคาตัวละ 13,000 บาท แต่มีเมียนายฮ้อยที่เป็นลูกค้าขอต่อราคาลง ส่วนสามีของเมียนายฮ้อยที่เป็นลูกค้าจะทำหน้าที่ยืนดูการต่อรองเฉยๆ ไม่มีการพูดจาใดๆ  

การเจรจาซื้อขายวัวซึ่งมีมูลค่าสูงนับหลายหมื่นบาทสะท้อนให้เห็นว่า ผู้หญิงมีบทบาทในปริมณฑลสาธารณะ (Public Sphere) มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะผ่านกระบวนการต่อรองกับระบบชายเป็นใหญ่และภาพปรากฎของเมียนายฮ้อยในพื้นที่ตลาดที่ซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงมิได้ถูกตอกตรึงในพื้นที่ส่วนตัว ผู้หญิงสามารถสร้างอำนาจต่อรองผ่านการมีบทบาทในพื้นที่สาธารณะได้ (Bowie, 2008) ซึ่งในที่นี่หมายถึงตลาด

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้หญิงกับการเป็นแม่ค้าเป็นเรื่องคู่กันมาแต่โบราณ ผู้หญิงมีความถนัดในการเจราค้าขายเพราะมีบทบาทในการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ดังนั้น พวกเธอจึงกล้าต่อรอง กล้าแสดงออกเพื่อผลประโยชน์ด้านการเงิน ไม่สงวนท่าที หรือมีความเรียบร้อยตามอุดมคติของหญิงไทย (วารุณี ภูริสินสิทธิ์, 2543)

วัวเป็นทรัพย์สินเคลื่อนที่ (Mobile Assert) ประเภทหนึ่งที่ข้ามพื้นที่ข้ามเวลา เพราะนายฮ้อยและเมียนำวัวไปขายหลายตลาดหมุนเวียน ได้เปิดพื้นที่และโอกาสให้ผู้หญิงอีสานบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการค้าวัวควายสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของเพศภาวะ  (Gender) และระบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ได้ในระดับหนึ่ง โดยพวกเธอสามารถข้ามผ่านทั้งพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ในครัวเรือน นั่นคือ ผู้หญิงเป็นทั้งผู้เลี้ยงวัวที่บ้าน และบางคนได้นำวัวออกไปเร่ขายตามตลาดนัดต่างๆ ร่วมกับสามี

ความเชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์และทางเลือกในการตัดสินใจ

แม้ว่ามีผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่ได้ไปขายหรือซื้อวัวที่ตลาดนัด แต่พบว่าพวกเธอมีบทบาทสำคัญในธุรกิจค้าวัวควายเช่นกัน เธอทำหน้าที้เลี้ยงและดูแลเอาใจใส่วัวที่บ้าน เกี่ยวหญ้ามาให้วัวกิน มีที่ดินเป็นของตัวเองเพื่อเลี้ยงวัว ซึ่งเป็นเงื่อนสำคัญต่อการทำอาชีพเลี้ยงวัวขาย และมีแหล่งน้ำให้วัวดื่ม

รวมถึงผู้หญิงที่เลี้ยงวัวยังทำหน้าดูแลรักษาวัว โดยประสานกับหมอสัตว์ประจำหมู่บ้านมารักษาหรือฉีดยาวัวเมื่อมันเจ็บป่วย จึงกล่าวได้ว่า เมียนายฮ้อยมีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับปศุสัตว์ อีกทั้งยังเป็นคนเก็บเงินซื้อขายวัวเป็นหลัก

นอกจากนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้หญิงที่ไม่ได้ไปตลาดนัดวัวควาย โดยพบว่า เหตุผลหนึ่งที่ในตลาดนัดวัวควายไม่มีผู้หญิงมากนักก็คือ การค้าวัวต้องใช้แรงงานที่แข็งแกร่งของผู้ชาย เพราะต้องใช้ผู้มีร่างกายแข็งแรงกำยำในการต้อนวัวควายขึ้นและลงรถกระบะ นอกจากนี้ ยังพบว่าการที่ผู้หญิงไม่กี่คนที่สามารถมาที่ตลาดนัดได้เพราะที่บ้านของพวกเธอมีแรงงานทำงานบ้านแทน เช่น ลูกหลานหรือปู่ย่าตายาย  แต่ในบางกรณีก็พบว่า ผู้หญิงบางคนมีความปรารถนาอยากเลี้ยงวัวมาก แต่ไม่มีทุนซื้อ เธอคิดว่าอยากจะยืมเงินจาก ธกส. เพื่อนำมาซื้อวัว แต่ก็ยังลังเลเพราะรอให้ลูกชายที่กำลังศึกษาด้านการเกษตรให้จบก่อน ซึ่งสะท้อนการตัดสินใจบนฐานการจัดลำดับความสำคัญทางเลือกของการดำรงชีพในครัวเรือน

เมียนายฮ้อย ประโยชน์จากทุนนิยม และ รัฐ

ด้วยความปรารถนาอยากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการค้าขายวัวควายที่มีแนวโน้มได้กำไรมากกว่าขาดทุน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบทุนนิยม ทำให้ระบบดังกล่าวผลักดันให้รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนนายฮ้อยและเมียนายฮ้อย ผ่านโครงการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ซึ่งมีเกณฑ์กำหนดให้นำเงินที่กู้มาใช้เป็นทุนในการเลี้ยงวัวตามคุณสมบัติตามที่ ธกส. รวมถึงได้รับการสนับสนุนโดยรัฐผ่านโครงการเอสเอ็มแอล (SML) โดยมีข้อตกลงกันภายในชุมชน คือ เมื่อกลุ่มในชุมชนได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากการเขียนโครงการขอสนับสนุนจากรัฐบาลและนำไปซื้อวัวจากตลาด จากนั้นจะนำแม่พันธุ์มาแบ่งให้สมาชิกกลุ่มตามลำดับการเลี้ยงคนละ 1 ตัว

กรณีนี้ วอล์คเกอร์ (2559: 9) กล่าวว่า “รัฐไทยในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจของชาวนา”  

อย่างไรก็ตาม การจัดหาเงินทุนเพื่อทำธุรกิจค้าวัวควายต้องอาศัยทุนจากหลายแหล่งและไม่ง่ายเพราะต้นทุนสูง และบางครั้งต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ที่ดิน แหล่งทุนการเลี้ยววัวและซื้อวัวมาจากหลายแหล่ง แล้วแต่บริบทของแต่ละครอบครัว เช่น ธกส. กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เงินออมจากการแต่งงาน เงินส่งกลับจากการค้าแรงงานของลูกหลานและกู้ยืมนายทุน

ดังนั้น การตัดสินใจใช้เงินจำนวนมากซื้อวัวสักตัวหรือสองตัวไม่ใช่การตัดสินใจง่ายๆ ต้องมีการปรึกษาหารือหรือต่อรองระหว่างเมียนายฮ้อยและสามี โดยต้องคำนึงถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง เช่น แรงงาน แหล่งกู้ยืม เครือญาติ การเห็นด้วยของสมาชิกในครัวเรือน การเปรียบเทียบความคุ้มค่ากับอาชีพเสริมอื่น การย้ายถิ่นของคนในครอบครัว และราคาซื้อขายในตลาดที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าบทบาทของเมียนายฮ้อยยังมีส่วนสำคัญในการรักษาความเป็นสังคมชาวนาภายใต้ระบบทุนนิยมเอาไว้เช่นกัน เพราะธุรกิจการเลี้ยงและค้าวัวควายเผยให้เห็นความสัมพันธ์อย่างเกื้อกูลระหว่างทุนนิยมกับสังคมชาวนาได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ทุนนิยมมิได้ทำให้ชาวนาทั้งหญิงและชายกลายเป็นคนยากจน เหมือนนักคิดสายมาร์กซิสต์ดั้งเดิมวิเคราะห์เอาไว้ว่า ในท้ายที่สุดทุนนิยมทำให้ขาวนาสลายตัวหรือสูญหายไป หรือมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นยากจนหรือกลายเป็นชาวนาไร้ที่ดิน (enin, 1960/1899 และ วอล์กเกอร์, 2559)  

ผู้หญิงเลี้ยงวัวและกำลังต้อนวัวกลับบ้านตอนเย็น บ้านหนองโอง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ถ่ายภาพ: วรรณภา วงษ์พินิจ

เอกสารอ้างอิง

  • วารุณีย์ ภูริสินสิทธิ์. (2543). ความเป็นผู้หญิงในสังคมไทย. วารสารสังคมศาสตร์. 12 (2). คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 134-160.
  • แอนดรู วอล์คเกอร์. (2559). ชาวนาการเมือง: อำนาจในเศรษฐกิจชนบทสมัยใหมของไทย, แปลโดย จักรกริช สังขมณี. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.
  • Bowie, K. (2008). “Standing in the Shadows: of Patrilocality and the Roles of Women in the Village Election in Northern Thailand”. American Ethnologist. 35(1): 136-153.
  • Lenin, V.I. (1960) [1899]. The Development of Capitalism in Russia. Moscow: Progress Publisher.

กนกวรรณ มะโนรมย์

รองศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ เป็นนักสังคมวิทยาที่มีพื้นฐานการศึกษาระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโทด้านการพัฒนา หลังจากจบการศึกษาด้านสังคมวิทยาชนบทระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี่-โคลัมเบีย ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยทุนรัฐบาล ในปี พ.ศ. 2540 ได้ทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จนถึงปัจจุบัน และ ทำงานวิจัยต่อเนื่องเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบท การจัดการทรัพยากรแม่น้ำและที่ดินในมิตินิเวศวิทยาการเมือง เศรษฐศาสตร์การเมือง และ สิทธิชุมชนในอีสานและภูมิภาคแม่น้ำโขงร่วมกับเพื่อนนักวิชาการทั้งในประเทศและนานาชาติ ปัจจุบันได้ขยายความสนใจทางวิชาการด้านชายแดนศึกษาและเพศภาวะมากขึ้น