ชีวิตอีสาน: “ทนายคนยาก” การต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

โดย ไบรยา คัลเพน นักเขียนรับเชิญ​

ครั้งแรกที่ถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ยืนว่าความต่อหน้าผู้พิพากษานั้น เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และยิ่งไปกว่านั้น เหงื่อแตกจนตัวเปียกชุ่มไปหมด แม้ว่าจะเตรียมตัวเพื่อวันนี้มานานนับหลายปี ผ่านสนามสอบครั้งแล้วครั้งเล่า และทดลองไต่สวนมาแล้วหลายหน แต่พอต้องเผชิญกับสถานการณ์จริงกลับไม่เป็นเหมือนที่เคยฝึกฝนมา เมื่อชีวิตของคนอื่นกำลังขึ้นอยู่กับการเตรียมพร้อมว่าความมานานนับหลายปีของตนเองเยี่ยงนี้ ความกดดันที่ตามมานั้นจึงมีมากมายยิ่งกว่าสนามสอบใดๆ เสียอีก

คดีแรกนั้นเป็นคดีที่ค่อนข้างง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับคดีต่างๆ ที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นคดีที่ผู้ชายคนหนึ่งผิดนัดชำระค่างวดรถที่เช่าซื้อมา บริษัทจึงฟ้องร้อง ถนอมศักดิ์ทำหน้าที่ว่าความให้กับบริษัท ซึ่งเป็นฝ่ายบริษัทนั้นมีความได้เปรียบอยู่แล้ว แต่มือของถนอมศักดิ์ก็ยังสั่นและเหงื่อก็ออกมาไม่หยุดหย่อน

ถนอมศักดิ์จำได้ว่า ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาล้วนแล้วแต่เป็นสายตาระคนสงสัย “ผมว่า ผู้พิพากษากับทนายจำเลยรู้ว่าผมเป็นมือใหม่ พวกเขาก็เลยมองว่าเป็นไก่อ่อน แล้วก็ถามว่าผมมีความเข้าใจเรื่องกฏหมายมากน้อยแค่ไหน” เขาเล่า

สิบห้าปีต่อมา ถนอมศักดิ์ อายุ 39 ปี ไม่ใช่ทนายมือใหม่ในชั้นศาลอีกต่อไป ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของบริษัทกฏหมายในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งว่าจ้างทนายความเพิ่มเติมอีกสามคน และหากจะกล่าวว่ากิจการของบริษัทกำลังเฟื่องฟูก็คงจะยังน้อยไป เนื่องจากสองปีที่ผ่านมา บริษัทรับว่าความคดีในพื้นที่กว่า 1,200 คดี แต่คดีความต่างๆ ที่ทำให้ถนอมศักดิ์ต้องทุ่มเทใช้เวลาทำงานจนดึกดื่นไม่ใช่คดีความเหล่านี้

ถนอมศักดิ์ทำงานให้กับศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่ปี 2548  ซึ่งศูนย์ดังกล่าวเป็นกลุ่มนักกฎหมายที่ปกป้องและให้ความช่วยเหลือคดีด้านสิทธิมนุษยชนทั่วภาคอีสาน โดยส่วนใหญ่รับว่าความให้ลูกความที่ไม่สามารถว่าจ้างทนายจากบริษัทใหญ่ๆ ได้ ถนอมศักดิ์ใช้เวลาโดยมากเข้าออกห้องพิจารณาคดีเพื่อต่อสู้คดีให้ชาวบ้านอีสานที่กำลังเผชิญกับการถูกขับไล่ออกจากที่ดินที่หลายคนอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคน สืบเนื่องมาจากการที่รัฐใช้แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นโยบายดังกล่าวผ่านมติ ครม. เมื่อปี 2557 หลังรัฐประหาร และมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผืนป่าในประเทศไทยให้ได้ถึง 26 ล้านไร่ภายในระยะเวลากว่าสิบปี เพื่ออนุรักษ์ผืนป่าและต่อสู้กับการตัดไม้ทำลายป่า มองเผินๆ นโยบายดังกล่าวดูเป็นแนวคิดที่ดีและเป็นวิธีที่จะทำให้อนามัยสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยดีขึ้นได้จริง แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไป จะพบว่ามันมีปัญหาขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ นั่นคือ วิธีการเพิ่มผืนป่าที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นกลับสร้างปัญหา

พื้นที่ป่าในประเทศไทยส่วนใหญ่ถูกจับจองโดยเกษตรกรหรือนายทุนรายย่อย และเนื่องจากการประกาศใช้แผนฯ ดังกล่าวได้ถอนรากถอนโคนนายทุนออกจากพื้นที่ไปหลายคนแล้ว ตอนนี้ก็ถึงคราวที่เกษตรกรรายย่อยที่จะต้องเผชิญกับการไล่รื้อจากรัฐต่อไป

นับตั้งแต่การปฏิบัติตามแผนฯ ได้เริ่มต้นขึ้น รัฐบาลได้บีบบังคับให้ชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อยทั่วทั้งภาคอีสานย้ายออกจากที่ดินที่อาศัยอยู่และทำกินมาบางส่วนหรือทั้งหมด เนื่องจากที่ดินดังกล่าวถือเป็นทรัพย์สินของอุทยานแห่งชาติ

“ชาวบ้านต้องพึ่งพาที่ดินสำหรับทุกอย่าง ถ้าไม่มีที่ดิน ก็อยู่ไม่ได้” ถนอมศักดิ์กล่าว ชาวบ้านยังคงปลูกพืชบนที่ดินต่อไปแม้รัฐบาลจะยืนยันความเป็นเจ้าของแล้ว เนื่องจากวิถีชีวิตของพวกเขาต้องพึ่งพาที่ดินดังกล่าว แต่บ่อยครั้งชาวบ้านมักถูกจับและถูกตั้งข้อหาบุกรุก ซึ่งเป็นข้อหาที่คาดโทษด้วยค่าปรับจำนวนหลายแสนบาทและบางกรณีอาจต้องถูกจำคุก

จุดนี้เองที่ทำให้ถนอมศักดิ์ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน

ตอนนี้ เขาดูแลคดีช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ทั้งหมด 14 คดี และต่อสู้คดีให้กับชาวบ้าน 19 ราย ที่ถูกฟ้องร้องข้อหาบุกรุกอุทยานแห่งชาติไทรทอง บ้านซับหวาย จังหวัดชัยภูมิ หลังจากที่ชาวบ้านเหล่านี้ยังคงเข้าไปทำกินบนที่ดินที่ถูกสั่งให้ย้ายออกไปก่อนหน้านี้

“งานเยอะ แล้วก็ไม่มีค่าตอบแทน” เขาหัวเราะ

แท้จริงแล้ว ถนอมศักดิ์ยังต้องเสียเงินไปกับการต่อสู้คดีเหล่านี้อีกต่างหาก เมื่อปี 2549 รัฐบาลยุติให้เงินสนับสนุนศูนย์ทนายความฯ และถึงแม้ว่าทางศูนย์จะได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรภายนอกอื่นๆ ถนอมศักดิ์ก็ยังต้องนำเงินที่ได้จากบริษัททนายความของตนเองมาช่วยชาวบ้านจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมศาลและค่าเดินทาง

แล้วเหตุใดที่ทำให้ใครคนหนึ่งทุ่มเททั้งเวลา เงินทองและความพากเพียรเล่าเรียนวิชากฏหมายเพื่อประกอบอาชีพที่มีความต้องการอย่างมากมาทำหน้าที่ที่แทบจะไม่ได้รับค่าตอบแทนเช่นนี้ ถนอมศักดิ์กล่าวว่า เพื่อนทนายคนอื่นเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจเช่นนี้เหมือนกัน

“ถ้าไปถามทนายคนอื่นที่ไม่ได้ทำงานแบบนี้ เขาคงคิดว่าเราโง่” เขากล่าว

สำหรับเขาแล้ว เงินไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาตัดสินใจทำเช่นนี้ แต่เป็นเรื่องของการเชื่อมโยงความรู้ทางกฏหมายของตนเองบวกกับประสบการณ์ชีวิตตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ถนอมศักดิ์เติบโตมาในครอบครัวชาวนาในจังหวัดกาฬสินธุ์ และถึงแม้ว่าครอบครัวของเขามักจะเรียกเขาอย่างขบขันว่าเป็น “ทนายคนยาก” แต่ครอบครัวก็ภูมิใจในงานของเขา เนื่องจากครอบครัวของเขาเองที่เป็นเหตุผลทำให้เขาเข้าใจชาวบ้านและคดีความต่างๆ ที่เขาต่อสู้ให้กับศูนย์ทนายฯ

“เพราะผมโตมาในครอบครัวชาวนา ชีวิตผมมีความผูกพันกับที่ดิน ผมจึงอธิบายให้ผู้พิพากษาฟังได้ว่าชาวบ้านไม่ได้บุกรุกที่ดิน และพยายามแก้ต่างให้ว่าชาวบ้านอยู่บนที่ดินนั้นมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ที่ดินจะถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติด้วยซ้ำ” เขากล่าว “การเห็นชาวบ้านมีปัญหาแบบนี้ มันผลักดันให้ผมต้องเข้ามาแล้วก็ยื่นมือช่วย”

ในห้องพิจารณาคดี ถนอมศักดิ์จะเสนอคำร้องที่เขาเห็นว่ามีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับหลักเหตุผลให้กับลูกความ แต่ทว่าเหตุผลที่เขายกมานั้นสวนทางกับกฏหมาย จึงทำให้การยุติคดีต่างๆ และทำให้ลูกความพ้นข้อกล่าวหาไปได้เป็นเรื่องยาก ไม่ว่าความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาเกี่ยวกับคดีจะเป็นเช่นไรก็ตาม

“ผมคิดว่า ผู้พิพากษาเข้าใจเหตุผลของชาวบ้าน แต่ถ้ากฏหมายระบุว่าสิ่งนี้ผิด เขาก็ต้องทำตามกฏหมาย แล้วก็ต้องบอกว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายผิด” เขาอธิบาย

ถนอมศักดิ์กล่าวว่า การยุติคดีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นขนาดนี้เขากล่าวว่า ในอดีต ผู้พิพากษาจะเข้าใจได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายว่าชาวบ้านไม่ได้มีเจตนาบุกรุก และจะยุติคดี

แต่ตอนนี้ความแตกต่างของวัยวุฒิในระบบยุติธรรมได้ทำให้คดีของลูกความของเขาเปรียบเสมือนกับเกมแห่งการเสี่ยงดวง

“ผู้พิพากษามีอยู่สองกลุ่ม” เขาเริ่มอธิบาย “กลุ่มผู้พิพากษาที่อายุมากหน่อยก็จะเข้าใจเพราะว่ามีประสบการณ์ชีวิตสูงกว่า แต่บางครั้งก็ไม่มีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจทำตรงกันข้ามกับรัฐบาลหรือคำสั่ง แต่ผู้พิพากษาที่อายุน้อยกว่าก็จะกล้าที่จะตัดสินใจตรงข้ามกับนโยบาย”

ถึงแม้ว่าจะมีกำลังใจเนื่องจากรู้ว่าผู้พิพากษาไม่ได้ปักใจเชื่อว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายผิดไปซะทั้งหมด แต่เพื่อให้ชาวบ้านได้รับความยุติธรรม ความหวังเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ

“ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เกิดขึ้น อย่างแรกเลยคือ ต้องแก้กฏหมายบุกรุก เพราะกฎหมายฉบับล้าสมัยมาก สองคือ กฏหมายที่เกี่ยวกับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติจะต้องคำนึงถึงสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเองด้วย”

เมื่อใดก็ตามที่การเปลี่ยนแปลงข้างต้นยังไม่เกิดขึ้น งานที่ถนอมศักดิ์ทำก็ยังเป็นการต่อสู้และชาวบ้านก็ยังต้องทุกข์ระทมด้วยน้ำมือของรัฐบาลต่อไปเช่นกัน ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม ลูกความของเขาก็ยังซาบซึ้งในความมีน้ำใจและความอดทนของทนาย นิตยา ม่วงกลาง ชาวบ้านบ้านซับหวาย เป็นลูกความคนหนึ่งที่ยกย่องถนอมศักดิ์อย่างมากและเข้าใจในการต่อสู้ของเขา

“รู้ว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว เขาพยายามต่อสู้คดีกับรัฐบาลให้เราอย่างดีที่สุด ดังนั้น ถ้าเราจะแพ้คดี เราก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องของกฏหมาย ไม่ใช่เป็นเพราะทนายความ”

ถนอมศักดิ์เห็นต่างออกไป เขาเชื่อว่าตัวเองยังต้องพัฒนาปรับปรุงอีกหลายอย่าง และยังมีอย่างหนึ่งที่เขายังทำไม่เสร็จและทำให้เขาไม่อาจพอใจได้

“ถ้าจะให้ผมให้คะแนนตัวเอง ผมคงไม่ให้คะแนนตัวเองสูงนัก” เขากล่าว “ผมยังไม่พอใจเท่าที่ควรเพราะว่าผมพยายามแก้ปัญหานี้มากว่า 16 ปีแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ได้”

หากว่างเว้นจากไม่ได้ว่าความ ถนอมศักดิ์รับหน้าที่สอนหนังสือในชั้นเรียนด้วยหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเพื่อแก้ปัญหาด้านสิทธิในที่ดินทำกินต่อไป ถนอมศักดิ์ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัยอยู่บ่อยครั้ง และร่วมเป็นวิทยากรเสวนาเรื่องกฏหมายขั้นพื้นฐานให้กับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสาน ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือด้านกฏหมายและการเงินแก่ชาวบ้านทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทป่าไม้และปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องสิทธิที่ดินทำกินอื่นๆ  

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีทั้งชัยชนะ ความพ่ายแพ้ และการตรากตรำทำงานอย่างหนักหน่วง สายตาหลายคู่ที่เคยมองถนอมศักดิ์ด้วยความกังขาในห้องพิจารณาคดีเมื่อหลายปีก่อน เปลี่ยนเป็นสายตาที่เพ่งมองด้วยความเคารพ ซึ่งเป็นทัศนคติที่เขาเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาส่วนใหญ่ในสังคมโลกได้อย่างง่ายดาย

“ทนายความ หรือคนที่เรียนกฏหมายมา จะต้องเข้าใจหลักการของการเคารพความเป็นมนุษย์” เขาอธิบาย “ไม่ใช่แค่นักกฏหมาย แต่ทุกอาชีพและทุกคน ถ้าทุกคนเคารพซึ่งกันและกันก็จะไม่มีใครโดนเอารัดเอาเปรียบทั้งนั้น”

ไม่ว่าผู้พิพากษาหรือทนายความคนอื่นจะมีความเคารพต่อชาวบ้านบ้านซับหวายและลูกความคนอื่นๆ หรือไม่ก็ตาม ถนอมศักดิ์ก็ยังมุ่งมั่นที่จะช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับความเคารพ ด้วยการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง และช่วยเผยแพร่ความหวังและความเพียรพยายามจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในที่สุด

ไบรยา คัลเพน เป็นนักศึกษาวิชาสื่อสารมวลชนชั้นปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ในมลรัฐอิลลินอยส์ ไบรยาศึกษาวิชาการพัฒนา โลกาภิวัฒน์ และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ที่จังหวัดขอนแก่นในภาคการศึกษานี้